[กองเรือดำน้ำ] บทสัมภาษณ์ พล.ร.ต.สุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ เนื่องในวันเรือดำน้ำ 4 กันยายน 2554


เรือดำน้ำชุดแรกของไทยในพิธีปล่อยเรือลงน้ำที่เมืองท่าโกเบ ประเทศญี่ปุ่น

จุดเริ่มต้นของการมีเรือดำน้ำในประเทศไทย เริ่มมาจากโครงการจัดสร้างกำลังทางเรือ พ.ศ. 2453 โดยโครงการนี้มีคณะกรรมการประกอบด้วย นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายพลเรือตรี พระยาราชวังสรรค์ และ นายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น สิงหวิกรมเกรียงไกร ซึ่งทรงยศในเวลานั้น ได้จัดทำโครงการขึ้นถวาย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิจ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งได้ทรงนำทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 มกราคม ร.ศ. 129 (พ.ศ.2453) โดยในรายงาน ได้เสนอความต้องการ เรือ ส. จำนวน 6 ลำ แต่ เนื่องจากว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพเรือจัดซื้อหรือสร้างเรือดำน้ำมาไว้ใช้ในราชการได้

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความฝันของกองทัพเรือที่จะได้มีเรือดำน้ำไว้ใช้ในราชการจึงเป็นจริง โดยสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้นได้อนุมัติพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478 โดยในพระราชบัญญัตินี้ ได้กำหนดให้กองทัพเรือต่อเรือดำน้ำจำนวน 6 ลำ โดยในที่สุดแล้วไทยได้ทำสัญญาว่าจ้างต่อเรือกับ บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่นให้ต่อเรือดำน้ำ ขนาด 370 ตัน จำนวน 4 ลำ เป็นเงินลำละ 820,000 บาท และได้รับพระราชทานชื่อในภายหลังว่า ร.ล.มัจฉาณุ (หมายเลข 1) , ร.ล.วิรุณ (หมายเลข 2) , ร.ล.สินสมุทร (หมายเลข 3) และ ร.ล.พลายชุมพล (หมายเลข 4) โดย ร.ล.มัจฉาณุ และ ร.ล.วิรุณ สร้างเสร็จสมบูรณ์ และได้ขึ้นประจำการในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2480 และด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวกองทัพเรือ จึงได้ถือเอาวันที่ 4 กันยายนของทุกปี เป็น “วันเรือดำน้ำ”

แม้ว่าภายหลังกองทัพเรือจะต้องปลดประจำการเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำไป และไม่ได้รับงบประมาณในการจัดหาเรือดำน้ำเลยเป็นเวลากว่าครึ่งศรวรรษหลังจากเรือดำน้ำปลดประจำการไป แต่กองทัพเรือก็ยังคงจัดพิธีรำลึกถึงวันเรือดำน้ำ เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับกำลังพลเรือดำน้ำที่ล่วงลับไป และเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนระหว่างผู้สนใจในศาสตร์ของเรือดำน้ำเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้กำหนดจัดที่ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภา ระหว่างเวลา 9.00 - 13.00 น. ในวันที่ 6 กันยายนนี้

ในปีนี้ กองทัพเรือได้มีคำสั่งยกฐานะสำนักงานกองเรือดำน้ำขึ้นเป็นกองเรือดำน้ำ และกำลังดำเนินการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Type-206A เข้าประจำการในกองทัพเรือ ซึ่งถือเป็นความพยายามในการสร้างพลังอำนาจใต้สมุทรให้กลับมายังกองทัพเรือ และถือเป็นวาระครบรอบ 100 ปี (ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ จึงทำให้ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 100 ปีแทนปี 2553) หลังจากครงการจัดสร้างกำลังทางเรือที่ นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายพลเรือตรี พระยาราชวังสรรค์ และ นายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น สิงหวิกรมเกรียงไกรได้ร่างนำขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย ในโอกาสนี้  พล.ร.ต.สุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุทหารเรือเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความเป็นมาของเรือดำน้ำกับกองทัพเรือ และเหตุผลที่กองทัพเรือกำหนดให้วันที่ ๔ กันยายน ของทุกปี เป็นวันเรือดำน้ำ


สทร. กล่าวนำ:  วันนี้กองทัพเรือถือเป็นวันที่ระลึกวันเรือดำน้ำ เป็นวันสำคัญของกองทัพเรืออีกวันหนึ่ง สำหรับมีความสำคัญกับกองทัพเรืออย่างไรนั้น วันนี้ สทร. ได้รับเกียรติจาก พลเรือตรีสุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ ซึ่งท่านจะมากล่าวให้ฟังว่า เรือดำน้ำกับกองทัพเรือ มีความสัมพันธ์และความเป็นมาอย่างไร และทำไมกองทัพเรือจึงถือเอาวันที่ ๔ กันยายน ของทุกปี เป็นวันเรือดำน้ำ

ถาม: ท่านกรุณากล่าวให้ผู้ฟังได้ทราบในเบื้องต้นว่า เรือดำน้ำกับกองทัพเรือ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และทำไมกองทัพเรือจึงกำหนดให้วันที่ ๔ กันยายน ของทุกปีเป็นวันเรือดำน้ำ

ตอบ: ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่ากองทัพเรือมีความพยายามที่จะจัดหาเรือดำน้ำมาประจำการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานมาแล้ว เริ่มตั้งแต่ครั้งที่พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาแห่งทหารเรือไทย เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็น นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ  กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้จัดทำโครงการจัดสร้างกำลังทางเรือ   พ.ศ. ๒๔๕๓ ถวาย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิจ  เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งได้ทรงนำทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ร.ศ. ๑๒๙ (พ.ศ.๒๔๕๓) โดยในรายงาน ได้เสนอความต้องการ เรือ ส. หรือเรือดำน้ำ จำนวน ๖ ลำ แต่ เนื่องจากว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทย  หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพเรือจัดซื้อหรือสร้างเรือดำน้ำมาไว้ใช้ในราชการได้ โครงการดังกล่าวจึงต้องระงับไป
ความฝันของกองทัพเรือ ที่จะได้มีเรือดำน้ำไว้ใช้ในราชการ มาเป็นจริงเมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติ พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. ๒๔๗๘ โดยในพระราชบัญญัตินี้ ได้กำหนดให้กองทัพเรือ ต่อเรือดำน้ำ จำนวน ๖ ลำ ซึ่งในที่สุดแล้ว ไทยได้ทำสัญญาว่าจ้างต่อเรือกับ บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่น ให้ต่อเรือดำน้ำ ขนาด ๓๗๐ ตัน จำนวน ๔ ลำ และได้รับพระราชทานชื่อในภายหลังว่า ร.ล.มัจฉาณุ , ร.ล.วิรุณ , ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล
โดยที่ ร.ล.มัจฉาณุ และ ร.ล.วิรุณ สร้างเสร็จสมบูรณ์ และได้ขึ้นประจำการในวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ นับเป็นเรือดำน้ำคู่แรกของกองทัพเรือไทยอย่างเป็นทางการ ทำให้ไทยเป็นชาติที่สองในเอเชียถัดจากญี่ปุ่น ที่มีเรือดำน้ำประจำการ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจในศักยภาพและเกียรติภูมิของทหารเรือไทย เป็นการบรรลุตามพระดำริและวิสัยทัศน์แห่งองค์บิดาของทหารเรือไทย ที่เล็งเห็นความสำคัญของเรือดำน้ำ ตามความที่ปรากฎในรายงานที่ทรงระบุไว้ เมื่อ ๒ มี.ค. ๒๔๖๒ ตอนหนึ่งว่า “... ถ้ากรุงสยามมีเรือดำน้ำ จะเป็นเครื่องป้องกันสำคัญมาก หรือจะนับเป็นเครื่องป้องกันอย่างดีที่สุดก็ว่าได้ ...” กองทัพเรือ จึงได้ถือเอาวันที่ ๔ กันยายนของทุกปี  เป็น “วันเรือดำน้ำ” ต่อมาจนถึงวันนี้
สำหรับปีนี้ กองทัพเรือ โดยกรมกิจการพลเรือนทหารเรือ กำหนดจัดงานวันเรือดำน้ำในวันที่ ๖ กันยายน ณ ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภา ในงานดังกล่าวจะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเรือดำน้ำชุดแรกของไทยดังกล่าว และเนื่องจากปีนี้ได้มีการจัดตั้งกองเรือดำน้ำขึ้นมาใหม่เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๔ ก็จะเป็นปีแรกที่กองเรือดำน้ำเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย โดยจะร่วมในการจัดนิทรรศการ แสดงความเป็นมาและการดำเนินงานของกองเรือดำน้ำ รวมทั้งการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีเรือดำน้ำปัจจุบันและอนาคต ในการนี้ก็จะมีพิธีสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่อดีตนักดำเรือดำน้ำที่ล่วงลับไปแล้วด้วย

ถาม: กองทัพเรือได้ดำเนินความพยายามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน กว่าที่จะได้เรือดำน้ำมาประจำการนั้น ทราบว่าแม้เมื่อเรือดำน้ำชุดแรกของเราปลดประจำการไปแล้ว กองทัพเรือก็ยังได้ดำเนินความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะมีเรือดำน้ำกลับเข้ามาประจำการอีก ทำไมเรือดำน้ำจึงเป็นความต้องการของกองทัพเรืออย่างมากเช่นนี้

ตอบ: ขอเรียนเป็นข้อมูลว่า เรือดำน้ำชุดแรกเราใช้เวลาจากปี ๒๔๕๓ ถึง ๒๔๘๐ ก็เป็นเวลาถึง ๒๗ ปีกว่าที่จะมีเรือดำน้ำชุดแรกมาประจำการ น่าเสียดายที่เราใช้งานเรือดำน้ำรุ่นแรกนี้ ได้เพียงประมาณ ๑๔ ปีเท่านั้น เหตุเพราะญี่ปุ่นประเทศที่ต่อเรือดำน้ำให้เราเป็นฝ่ายแพ้สงครามโลก จึงไม่สามารถสนับสนุนอะไหล่สำคัญๆให้เราได้ ทำให้จำเป็นต้องปลดระวางประจำการไปก่อนเวลา อันควร เมื่อ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๔
จากนั้นมาจนถึงทุกวันนี้กองทัพเรือก็ยังพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะมีเรือดำน้ำประจำการให้ได้  ก็เป็นเวลาเกือบๆหกสิบปีแล้ว
เรือดำน้ำเป็นอาวุธทางเรือที่มีศักย์สงครามสูงมาก สูงที่สุดในบรรดายานรบทางเรือด้วยกัน เป็นอาวุธลับที่มองไม่เห็นตรวจจับยาก เป็นอาวุธเด็ดขาดที่มีอำนาจการทำลายร้ายแรงและแม่นยำ เป็นอาวุธที่สามารถนำไปใช้ได้ในพื้นที่ห่างไกลและอยู่ได้นาน เป็นอาวุธที่สามารถใช้ได้หลากหลายภารกิจแม้ในพื้นที่ที่มีการป้องกันของข้าศึกอย่างหนาแน่น เป็นอาวุธที่สร้างความยำเกรงให้กับฝ่ายตรงข้าม แม้จะมีกำลังทางเรือที่เหนือกว่าเราอย่างมากก็ตาม เรือดำน้ำจึงเป็นตัวคูณกำลังหรือ Force Multiplier  สำหรับประเทศที่กำลังรบด้อยกว่าจะทัดทานประเทศที่เหนือกว่าได้
ตัวอย่างกรณีพิพาทไทย-อินโดจีน ที่เรารบกับฝรั่งเศสจนเกิดยุทธนาวีที่เกาะช้างและเราต้องเสีย ร.ล.ธนบุรี ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.สงขลาไปนั้น มีหลักฐานว่าฝรั่งเศสระแวงเรือดำน้ำของเราอย่างมาก ปฏิบัติการต่อตีเรือของเราแล้ว ก็รีบถอนกำลังกองเรือกลับทันที
ยิ่งเป็นเรือดำน้ำยุคใหม่ที่ยิ่งตรวจจับยากและมีอาวุธที่ทันสมัย แถมไปได้ไกลและอยู่ได้นานกว่ายุคเก่ามาก เรือดำน้ำจึงยิ่งเป็นอาวุธอันตราย ที่กองทัพเรือทั้งหลายปรารถนาจะมีประจำการไว้ป้องปราม และป้องกันประเทศและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ถาม: ทำไมเราถึงอยากมีอาวุธอันตรายอย่างเรือดำน้ำทั้งๆที่ในแวดวงความมั่นคงนั้น หลายฝ่ายมองว่าในสถานการณ์ปัจจุบันจะไม่มีสงครามเกิดขึ้นอีกแล้ว เรามองอะไรเป็นภัยคุกคามหรืออย่างไรครับ

ตอบ: ขอเรียนว่ากองทัพมีหน้าที่หลักจริงๆคือการเตรียมกำลังและการใช้กำลังเพื่อการป้องกันราชอาณาจักร ปกป้องเอกราชอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเราจะปล่อยให้ล่อแหลมต่อการคุกคามไม่ได้
แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันจะดูว่าไม่มีภัยคุกคามที่ชัดเจน แต่อย่าลืมว่าเงื่อนไขความขัดแย้งในเรื่องเขตแดนและผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านยังมีอยู่ ไทยเองต้องพึ่งพาเส้นทางคมนาคมทางทะเล และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลก็มีมูลค่ามหาศาล เป็นผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ หากว่าเราไม่มีกำลังรบที่เข้มแข็งไว้ป้องปรามและป้องกันเมื่อยามจำเป็น ประเทศชาติก็จะเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ เราจึงต้องเตรียมกำลังให้สมน้ำสมเนื้อหรือเหนือกว่าเข้าไว้ อย่างน้อยก็ต้องสมดุลกับประเทศเพื่อนบ้านไว้ก่อน เท่าที่กำลังงบประมาณของเราจะเอื้ออำนวยให้ได้ ทั้งนี้เพราะสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความขัดแย้งไม่มีความแน่นอน มีความสุ่มเสี่ยงอยู่เสมอ จะบอกว่าวันนี้เป็นมิตรกันแล้วจะไม่มีวันทะเลาะเบาะแว้งกันอีกก็คงไม่ใช่ และก็เป็นหน้าที่ของกองทัพที่จะต้องเตรียมความพร้อมไว้รับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทางทหารได้ทุกเมื่อ
ทหารเรามองว่าภัยคุกคามประกอบด้วยขีดความสามารถ (Capability) กับความตั้งใจ (Intention) เรื่องของขีดความสามารถเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเสริมสร้างและพัฒนา อย่างเรือดำน้ำนี่ต้องใช้เวลาในการต่อเรือ ๔-๕ ปี ใช้เวลาฝึกคนให้ใช้งานได้อีก ๒-๔ ปี ดังนั้นกว่าจะได้ ขีดความสามารถ เรือดำน้ำนี่ต้องใช้เวลา ๖-๙ ปี ทีนี้เมื่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม เขามีเรือดำน้ำกันหมดแล้วอย่างนี้ หากเขามีความตั้งใจใช้กับเราเมื่อไหร่ เราก็จะย่ำแย่แน่ๆ อาจต้องเสียหายทั้งในแง่ของผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและเกียรติภูมิของชาติ เรื่องความตั้งใจสามารถเปลี่ยนกันได้ชั่วข้ามคืน วันนี้เป็นมิตรกันอยู่ดีๆ อีกวันอาจฟาดฟันเอาเป็นเอาตายกันง่ายๆก็เป็นได้
ณ เวลาขณะนี้จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่เราจะต้องเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถเรือดำน้ำอย่างเร็วที่สุดแล้วครับ เพื่อนบ้านเขานำเราไปหลายช่วงตัวแล้ว ทหารเรือเราอยู่บนความเสี่ยงแล้วครับ

ถาม: กองทัพเรือมีเรือรบหรืออากาศยานสำหรับภารกิจปราบเรือดำน้ำอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ใช้ยุทโธปกรณ์เหล่านี้ที่มีอยู่ หรือซื้อยุทโธปกรณ์ประเภทนี้มาเพิ่มเติมเพื่อการปราบเรือดำน้ำแทนการซื้อเรือดำน้ำ

ตอบ: การปราบเรือดำน้ำจำเป็นต้องหาเรือดำน้ำให้เจอก่อน ซึ่งเป็นงานที่ยากอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะอุปกรณ์ตรวจจับเรือดำน้ำหลักคือโซนาร์ของเรือผิวน้ำมีระยะตรวจจับสั้นกว่าของเรือดำน้ำมาก เรือดำน้ำจะสามารถตรวจพบเรือผิวน้ำได้ที่ระยะเป็นร้อยกิโลเมตร ในขณะที่โซนาร์ของเรือผิวน้ำมีระยะตรวจจับสูงสุดไม่เกินหกสิบกิโลเมตร เรือดำน้ำจะรับรู้การปรากฏตัวของเรือผิวน้ำก่อนเสมอ แถมยังสามารถอาศัยจุดอับของคลื่นเสียงในการซ่อนพรางตัวได้อีก เพราะฉะนั้นแม้จะใช้เรือปราบเรือดำน้ำหลายๆลำ แถมด้วย ฮ.ติดโซนาร์ชักหย่อน (Dipping Sonar) รุมกินโต๊ะค้นหาเรือดำน้ำ ก็ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้ว่าจะหาเรือดำน้ำเจอได้แน่นอน ดีไม่ดีผู้ล่าจะเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง เพราะอาวุธปราบเรือดำน้ำของเรือผิวน้ำก็มีระยะสั้นกว่าอาวุธของเรือดำน้ำอีกด้วย การลงทุนในเรื่องของระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำให้กับเรือผิวน้ำแม้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อการป้องกันตัวเองและป้องปรามเรือดำน้ำ แต่ก็คาดหวังกับประสิทธิภาพไม่ได้เต็มที่ จะต้องเติมเต็มด้วยเรือดำน้ำด้วยเสมอ
ทร.สหรัฐฯเคยเช่าเรือดำน้ำของสวีเดนไปเป็นเป้าฝึกปราบเรือดำน้ำ ปรากฏว่าไม่เคยหาเรือดำน้ำเจอได้ก่อนเลย แถมกลับถูกเล็ดรอดเจาะแนวป้องกันเข้าไปถ่ายรูปเรือบรรทุกเครื่องบินได้ก่อนซะอีก ขนาดที่รู้พื้นที่ปฏิบัติการของเรือดำน้ำล่วงหน้าแล้วด้วย
ทร.ไทยเราก็เคยฝึกปราบเรือดำน้ำกับเรือดำน้ำของสหรัฐฯ โดยใช้ทั้งเรือและอากาศยาน ขนาดที่ว่าเรือดำน้ำโผล่ขึ้นมาให้เห็นด้วยตาแล้วค่อยๆดำหายไปให้ดู พอลับตาไปเท่านั้นก็หาไม่เจอแล้ว
เรือดำน้ำด้วยกันเท่านั้น จึงเป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพเชื่อถือได้มากที่สุด อย่างน้อยระยะตรวจจับก็พอฟัดพอเหวี่ยงกัน ขึ้นกับว่าใครจะมีชั้นเชิงทางยุทธวิธีเหนือกว่ากันเท่านั้น

ถาม: เรามักจะได้ยินว่าอ่าวไทยน้ำตื้นเกินไป เรือดำน้ำปฏิบัติการไม่ได้ และถึงเรือดำน้ำมาวิ่งก็เอาเครื่องบินมาบินหาก็มองเห็นได้จากบนฟ้าแล้ว

ตอบ: ตรงนี้เป็นคำพูดที่ได้ยินบ่อยมาก แม้ทหารเรือด้วยกันเองบางนายก็ยังคิดว่าเป็นเช่นนั้น อยากจะเรียนว่าอ่าวไทยนั้นมีน้ำลึกเฉลี่ยที่ประมาณ ๕๐ เมตร ความใสของน้ำสามารถเห็นได้ลึกสุดไม่เกิน ๑๖ เมตร ในขณะที่เรือดำน้ำขนาดกลาง (ขนาด ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ตัน) สามารถปฏิบัติการได้ที่น้ำลึกตั้งแต่ ๓๐ เมตรลงไป ถ้าเป็นเรือดำน้ำขนาดเล็ก (ต่ำกว่าพันตัน) ก็จะสามารถปฏิบัติการได้ที่ระดับความลึก  (หรือที่น้ำตื้น) เพียง ๒๐ เมตร เรือดำน้ำจึงสามารถปฏิบัติการในอ่าวไทยได้เป็นส่วนใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่จำเป็นต่อการพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
ในอดีตก็เคยมีเรือดำน้ำหลายชาติเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทย ตัวอย่างเช่นเรือ Sealion ของสหรัฐฯเข้ามาจมเรือหลวงสมุยขณะกำลังลำเลียงน้ำมันจากสิงคโปร์บริเวณอ่าวไทยตอนใต้ ทางตะวันออกของ เกาะคาปัสเพียง ๗ ไมล์ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มีการค้นพบซากเรือ Lagarto เรือดำน้ำของสหรัฐฯในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่จมอยู่นอกฝั่งสงขลาประมาณ ๑๐๐ ไมล์ใกล้กว่าใจกลางอ่าวไทยด้วยซ้ำ นอกจากนั้นยังมีรายงานการเข้ามาปฏิบัติการของเรือดำน้ำของชาติพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอีกมากมาย บางครั้งเข้ามาลึกถึงนอกเกาะจวงใกล้สัตหีบของเราแค่นี้เอง
ที่สำคัญ เรือดำน้ำเป็นอาวุธทางรุก พื้นที่ปฏิบัติการส่วนใหญ่จึงอยู่นอกอาณาเขตทางทะเลของไทย เรื่องความลึกของน้ำจึงไม่เป็นข้อจำกัดแต่อย่างใด เราจะใช้เรือดำน้ำในอ่าวไทยก็เพื่อการล่าทำลาย เรือดำน้ำของข้าศึกเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเรือดำน้ำของเราจะได้เปรียบเพราะชำนาญพื้นที่ปฏิบัติการมากกว่า ยิ่งหากเราใช้เรือดำน้ำขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติการในน้ำตื้นเป็นพิเศษด้วยแล้ว เราจะยิ่งได้เปรียบในเรื่องของสงครามเรือดำน้ำในอ่าวไทยของเรา
ที่ว่าเครื่องบินสามารถเห็นเรือดำน้ำได้จากบนฟ้านั้น ขอเรียนว่าหากเรือดำน้ำอยู่ลึกเกินกว่า ๑๖ เมตร ต่อให้นักบินจะตาดีอย่างไร หรือมีกล้องตรวจการณ์ประสิทธิภาพสูงแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะเห็นเรือดำน้ำได้ แม้จะอยู่ตรงจุดที่เรือดำน้ำดำอยู่ก็ตาม ยังไม่นับว่าเรือดำน้ำเป็นเพียงจุดเล็กๆ เมื่อเปรียบเทียบกับความกว้างของอ่าวไทย โอกาสที่จะหาเจอก็ยากอย่างยิ่งอยู่แล้ว แถมยุทธวิธีของเรือดำน้ำก็จะเลือกโผล่แค่ท่อหายใจขึ้นมาชาร์จแบตเตอรี่ และส่วนใหญ่ก็จะเลือกโผล่ตอนกลางคืนเท่านั้น ขอเรียนว่ายากมากๆ แม้จะบอกให้รู้ล่วงหน้าว่าปฏิบัติการอยู่แถบไหน

ถาม: มีข่าวว่ากองทัพเรือกำลังดำเนินการจัดหาเรือดำน้ำ แบบ 206A จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน มีข้อพิจารณาอย่างไรครับทำไมถึงเป็นเรือดำน้ำแบบนี้ ทำไมถึงเป็นเรือเก่าใช้แล้ว จะมีปัญหาเรื่องการซ่อมบำรุงเรื่องอะไหล่หรือไม่ครับ

ตอบ: จริงๆเราก็อยากได้เรือดำน้ำใหม่ครับ เมื่อสองปีก่อนกองทัพเรือเคยเสนอขออนุมัติจัดหาเรือดำน้ำใหม่ ๒ ลำพร้อมส่วนสนับสนุนต่างๆ วงเงินทั้งโครงการประมาณเกือบห้าหมื่นล้านบาท ทางรัฐบาลก็เห็นพ้องว่ากองทัพเรือมีความจำเป็นต้องมีเรือดำน้ำ แต่เนื่องจากว่าวงเงินจัดหาสูงมากและจะเป็นภาระผูกพันทางงบประมาณของชาติระยะยาว จึงให้กองทัพเรือทบทวนโดยคำนึงถึงเรื่องดังกล่าวด้วย
จังหวะพอดีว่าทางกลาโหมเยอรมันกำลังพิจารณายุบเลิกกองเรือดำน้ำแบบ 206A ที่เหลืออยู่ ๖ ลำ เพื่อให้เหลือเรือดำน้ำแบบเดียวคือแบบ 212 เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ พอดีว่าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับทางกองทัพเรือเยอรมัน เพราะนายทหารผู้ใหญ่ของเราหลายคนก็จบจากเยอรมัน เขาเห็นว่าเรามีความต้องการที่จะจัดหาเรือดำน้ำอยู่ ก็เลยเสนอขายให้กับเราในราคามิตรภาพก่อนเป็นประเทศแรก เป็นการขายให้แบบยกกองเรือเลย ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้งานเรือดำน้ำได้ทันที่ เพียงแค่ฝึกกำลังพลของเราให้ใช้เรือได้ก่อนเท่านั้น
พอศึกษารายละเอียดก็พบว่าเรือดำน้ำแบบ 206A นี้เป็นเรือขนาดเล็ก ที่ออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติการในทะเลบอลติค ที่มีน้ำตื้นลักษณะเดียวกับอ่าวไทย คือมีความลึกเฉลี่ยที่ประมาณ ๔๐-๕๐ เมตร แม้เรือจะมีอายุใช้งานมานานกว่า ๓๐ ปี แต่ก็ผ่านการปรับปรุงครึ่งอายุมาแล้ว มีระบบอำนวยการรบที่ทันสมัย ประกอบกับตัวเรือเป็นเหล็กพิเศษไร้อำนาจแม่เหล็ก ที่ไม่เป็นสนิม จึงมีอายุใช้งานไม่จำกัด ดังนั้นเมื่อปรับปรุงระบบอุปกรณ์ต่างๆภายในเรือใหม่ก็จะสามารถใช้งานได้ใกล้เคียงกับเรือใหม่ ซึ่งจะสามารถใช้งานต่อไปได้อีกไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี และหากจำเป็นก็จะสามารถยืดอายุใช้งานต่อไปได้อีก
สำหรับท่านที่เป็นห่วงว่าเรือเก่า ซื้อมาใช้แล้วจะหาอะไหล่ซ่อมทำลำบาก ก็ขอเรียนว่าการจัดหาตามโครงการนี้รวมอะไหล่และเครื่องมือซ่อมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามแผนเดิมที่กองทัพเรือเยอรมันจะใช้เรือชุดนี้ต่อไปถึงปี ค.ศ. ๒๐๑๕ อุปกรณ์ต่างๆที่ผ่านการปรับปรุงมาแล้วก็มั่นใจได้ว่า จะสามารถจัดหาอะไหล่สนับสนุนการซ่อมทำได้อีกไม่น้อยกว่า ๑๕ ปี เพราะส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ที่ยังมีใช้งานกันอย่างกว้างขวาง
นอกจากนี้ทางเยอรมันยังจะส่งมอบอุปกรณ์เครื่องช่วยในการฝึกสำหรับเรือชุดนี้ให้ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถฝึกกำลังพลทดแทนได้ด้วยตัวเองในเมืองไทย อันจะทำให้เราสามารถดำรงความพร้อมใช้งานเรือดำน้ำชุดนี้ได้อย่างต่อเนื่อง
สรุปได้ว่าการจัดหาเรือดำน้ำแบบ 206A ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเรือดำน้ำเท่านั้น หากแต่ว่าเป็นการโอน กองเรือดำน้ำชุดนี้จากเยอรมันมาทั้งกองเรือ เพราะมีทั้งเรือ (ที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด) อาวุธประจำเรือ ส่วนสนับสนุนการซ่อมบำรุงและการฝึก รวมทั้งอะไหล่ที่จำเป็นต่างๆที่กองเรือเยอรมันมีทั้งหมด ที่สำคัญวงเงินในการจัดหาก็ต่ำมาก และอยู่ในวิสัยที่จะสามารถดำเนินการจัดหาได้ภายในกรอบวงเงินงบประมาณที่กองทัพเรือได้รับจัดสรรตามปกติอีกด้วย
หากมองในแง่ความคุ้มค่าบนพื้นฐานของการใช้เรือดำน้ำเป็นเวลา ๑๐ ปี ในวงเงินประมาณเจ็ดพันล้านบาท ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆสำหรับ ฐานทัพเรือดำน้ำในไทยไว้ด้วยแล้ว ถือว่าคุ้มค่าอย่างมาก โดยเฉพาะกับการที่กองทัพเรือไทยเราจะมีขีดความสามารถเรือดำน้ำได้ในเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งถ้าพิจารณาว่าจากการที่เราว่างเว้นการมีเรือดำน้ำมาเป็นเวลานาน ในช่วงแรกๆของการมีเรือดำน้ำจะเป็นการใช้เพื่อการฝึกและเรียนรู้หาความชำนาญในยุทธวิธีเรือดำน้ำเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากเริ่มต้นจากเรือใหม่ที่มีราคาแพง ก็อาจเป็นการใช้เรือ อย่างไม่คุ้มค่าเต็มประสิทธิภาพของเรือใหม่เท่าที่ควรจะเป็น  ทร.สิงคโปร์ก็คงคิดในทำนองนี้ จึงได้เริ่มจากเรือดำน้ำเก่าใช้แล้วของสวีเดนเช่นกัน แม้ผ่านการใช้เรือดำน้ำมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อจะจัดหาเรือชุดใหม่ก็ยังคงเป็นเรือใช้แล้วอีก นี่ขนาดที่ว่าเขาไม่มีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณเหมือนเรา

ถาม: ท่านผู้ฟังก็ได้รับทราบความเป็นมาของ วันเรือดำน้ำ ความจำเป็นและความสำคัญของเรือดำน้ำ รวมทั้งข้อมูลโครงการเรือดำน้ำโดยสังเขปแล้ว ต่อไปจะขออนุญาตให้ท่านพูดถึงกองเรือดำน้ำ เพื่อให้ผู้ฟังได้รับทราบความเป็นมา ภารกิจ วิสัยทัศน์ และปรัชญาในการปฏิบัติงานด้วยครับ

ตอบ: อย่างที่เรียนตั้งแต่ต้นว่ากองทัพเรือได้เพียรพยายามที่จะจัดหาเรือดำน้ำมาประจำการแทน เรือดำน้ำชุดแรกที่ปลดระวางประจำการไปเมื่อเกือบ ๖๐ ปีมาแล้วอย่างต่อเนื่อง กองเรือดำน้ำที่จะเป็นหน่วยควบคุมบังคับบัญชาและดูแลเรือดำน้ำจึงได้ถูกบรรจุไว้ในโครงสร้างกองทัพเรือมาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่ได้บรรจุกำลังพลเท่านั้น จนผู้บัญชาการทหารเรือท่านปัจจุบันได้เล็งเห็นความเป็นไปได้ในการจัดหาเรือดำน้ำตามโครงการที่กล่าวข้างต้น จึงได้ตั้งกองเรือดำน้ำอย่างเป็นทางการ โดยการเปิดบรรจุกำลังพลหลักที่จำเป็น เพื่อเตรียมการรองรับการมีเรือดำน้ำ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีผมเป็นผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำคนแรก
สำหรับภารกิจของกองเรือดำน้ำคือ การจัดและเตรียมกำลังสำหรับปฏิบัติการเรือดำน้ำ ซึ่งช่วงนี้งานหลักก็จะเป็นการเตรียมคัดเลือกกำลังพลประจำเรือดำน้ำ และวางแผนการฝึกกำลังพลทั้งด้านการใช้งานและการซ่อมบำรุงเรือดำน้ำ รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการมีเรือดำน้ำ โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์ของกองเรือดำน้ำเพื่อเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติงานว่า “กองเรือดำน้ำจะเป็นหน่วยกำลังรบทางเรือที่มีความพร้อมรบอย่างต่อเนื่อง มีศักยภาพในการป้องปรามระดับภูมิภาค”  พร้อมกันนี้ก็ได้กำหนดปรัชญากองเรือดำน้ำเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการทำงานของกำลังพลกองเรือดำน้ำไว้ว่า “อำนาจใต้สมุทร พลังยุทธ์ที่วางใจได้” หรือตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า “Undersea Power, Reliable Combat Capability” เพื่อคอยเตือนใจว่ากำลังพลกองเรือดำน้ำทุกนายจะต้องมุ่งมั่นและทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และกำลังสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถ เพื่อเสริมสร้างและดำรงไว้ซึ่งกำลังอำนาจ    ใต้ทะเลของชาติ ให้เป็นกำลังรบที่มีขีดความสามารถเป็นที่วางใจได้ทุกเมื่อ
ปัจจุบันกองบัญชาการกองเรือดำน้ำชั่วคราว ตั้งอยู่ที่ อาคาร สำนักงานผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พื้นที่กรุงเทพมหานคร ชั้น ๒ (ปีกตรงข้าม บก. กองเรือลำน้ำ) สำหรับที่ตั้งกองบัญชาการถาวรนั้น กรมช่างโยธาทหารเรือ กำลังดำเนินการจัดทำผังหลักและออกแบบอาคารกองบัญชาการและอาคารสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆของกองเรือดำน้ำ ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้ๆทะเลน้อยในฐานทัพเรือสัตหีบ

ถาม: สุดท้ายท่านอยากฝากอะไรถึงผู้ฟังบ้างครับ

ตอบ: ก็อยากเรียนเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า เรือดำน้ำเป็นความจำเป็นของกองทัพเรือ ทั้งในแง่ของยุทธศาสตร์ที่เราจำเป็นต้องมีกำลังรบที่ทัดเทียมสมดุลกับเพื่อนบ้าน เป็นความจำเป็นทางยุทธการที่ต้องมีขีดความสามารถที่วางใจได้ไว้ปกป้องคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และเป็นความจำเป็นทางยุทธวิธีเพื่อความมั่นใจในสมรรถนะและอำนาจการรบทางเรือของเรา
การที่เราเลือกเรือดำน้ำใช้แล้วแบบ 206A จาก ทร.เยอรมัน นอกจากมีเหตุผลจากสถานภาพทางงบประมาณแล้ว ยังเป็นเพราะว่าเรือดำน้ำรุ่นนี้มีคุณภาพดีเยี่ยม มีการซ่อมปรับปรุงให้ใหม่ทั้งหมด มีการฝึกใช้งานและซ่อมบำรุงให้โดยครูฝึกชั้นยอด เป็นการขายพร้อมอาวุธ อุปกรณ์และเครื่องมือพิ้เศษสำหรับการฝึกและการซ่อมบำรุงอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงความพร้อมทางยุทธการของเรืออย่างต่อเนื่องสืบต่อไป นับว่าเป็นความลงตัวอย่างยิ่งสำหรับกองทัพเรือเราที่ห่างหายจากวิทยาการเรือดำน้ำมาเป็นเวลานานถึง ๖๐ ปี
สำหรับท่านที่เป็นห่วงเรื่องอะไหล่และการซ่อมบำรุงเรือต่อไปนั้น ขอเรียนเพื่อความมั่นใจว่ากองทัพเรือได้พิจารณาในเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบถี่ถ้วนอย่างมืออาชีพแล้ว เชื่อว่าจะสามารถดูแลเรือให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปได้อีกไม่น้อยกว่า ๑๐-๑๕ ปีอย่างแน่นอน
ตอนนี้ขอให้ช่วยกันภาวนาให้รัฐบาลอนุมัติให้กองทัพเรือดำเนินโครงการนี้ได้ทันภายในกำหนดเส้นตายสิ้นเดือนกันยายนนี้ ตามข้อเสนอของทางฝ่ายเยอรมันเท่านั้น พ้นจากนี้ไปก็คงไม่มีโอกาสดีๆอย่างนี้อีกแล้ว

ขอขอบคุณ บทความจากกองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ http://www.navy.mi.th/submarine

ท่านที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

TAF Special #41 - 60 ปีของการขาดหายไปของเรือดำน้ำแห่งราชนาวีไทย สู่การจัดตั้งกองเรือดำน้ำและการจัดหาเรือดำน้ำ Type-206A จากเยอรมัน

http://www.thaiarmedforce.com/taf-special/291-tafspecial41.html

2019  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates