[NyeNAVA] 70 ปีเรือหลวงธนบุรีกับการรบทางเรือที่เกาะช้าง ตอนที่ 3 อนุสรณ์ | 70th Year of HTMS Thonburi Part III - The Memorial

HTMS.Thonburi 1941 Part III - The Memorial

ต่อ มากองทัพเรือมีโครงการกู้ ร.ล.ธนบุรีมาใช้ในราชการอีก โดยให้บริษัทมิตซุยบุซซันไกชา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัท อู่คาวาซากิ ผู้สร้าง ร.ล.ธนบุรีเป็นผู้ดำเนินการ โดยเริ่มกู้เรือตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เรือพลิกลำโผล่ขึ้นจากน้ำในวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งเป็นวันที่เรือจมมาครบ ๗ เดือนพอดี และเริ่มจูง ร.ล.ธนบุรีจากแหลมงอบ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ มาถึงท่าเรือสัตหีบในเที่ยงวันต่อมา

บริษัท มิตซุยบุซซันไกชา ประเมินค่าซ่อมประมาณ ๔ ล้านบาท (ราคาเรือขณะสร้าง ๒,๘๖๓,๓๓๓ บาท) ผู้บัญชาการทหารเรือขณะนั้นจึงตกลงใจว่าจะพยายามซ่อมตัวเรือและเครื่องจักร เอง และทำการลากจูงเรือจากสัตหีบเข้ากรุงเทพฯ

ร.ล.ธนบุรีได้รับการปลดระวางประจำการเป็นการชั่วคราวเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๔ และเข้ารับการซ่อมคืนสภาพที่อู่ทหารเรือธนบุรี จนสามารถใช้งานในราชการได้ในระดับหนึ่ง และได้มีความพยายามที่จะซ่อมทำเรือมาโดยตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มไม่มีความคุ้มค่าทางยุทธการเพียงพอ จึงใช้งานแต่เพียงเป็นเรือฝึก โดยนำเรือจอดผูกทุ่น ณ บริเวณที่จอดเรือรบ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา หน้ากรมสรรพาวุธ บางนา และปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๒

ด้วยตระหนักในคุณค่าของ ร.ล.ธนบุรี กองทัพเรือจึงสงวนป้อมปืนหัว สะพานเดินเรือและส่วนประกอบสำคัญของเรือไว้ ส่วนที่ไม่สำคัญได้รุขายไป และต่อมาจึงก่อสร้างอนุสรณ์สถานเรือหลวงธนบุรีขึ้น

การนำ ร.ล.ธนบุรี มาสร้างเป็นอนุสรณ์สถานที่โรงเรียนนายเรือนั้น ไม่ทราบว่าขึ้นมาอยู่ในปีใด เท่าที่สืบถามจากนักเรียนนายเรือหลายๆรุ่น ทราบว่าปีพ.ศ.๒๕๐๑ พลเรือโท พัน รักษ์แก้ว เพิ่งติดยศเรือตรีใหม่ๆ ได้มาอบรมเรื่องการแปรกระบวนเรือที่ท้ายร.ล.ธนบุรี ซึ่งขณะนั้นจอดอยู่บริเวณกรมสรรพาวุธบางนา และอีกหลายท่านก็ยืนยันกันว่าในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๑ – พ.ศ. ๒๕๑๐ ยังไม่มีอนุสรณ์สถานร.ล.ธนบุรี ที่โรงเรียนนายเรือปากน้ำ แต่หลังจากนั้นนักเรียนนายเรือที่เข้าปี พ.ศ.๒๕๑๓ พบว่ามีขึ้นแล้ว ตั้งอยู่บริเวณสโมสรนักเรียนนายเรือเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านใต้ของ โรงเรียนนายเรือ จึงอนุมานว่าอนุสรณ์สถานร.ล.ธนบุรีนี้น่าจะขึ้นมาอยู่ที่โรงเรียนนายเรือใน ช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๑ – พ.ศ.๒๕๑๒

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๑ จึงมีการย้ายมาอยู่ ณ ที่ตั้งในปัจจุบัน คือ บริเวณหน้าหอดาราศาสตร์ ซึ่งในครั้งนั้น พลเรือตรี ปารีส เพาะผล ผู้หนึ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการขนย้ายเรือครั้งนั้นเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า
“บริษัทที่รับเหมาทำการขนย้าย ชื่อว่า บริษัท สหายสันต์ ซึ่งได้นำรถเครนมาถึง๔ ตัว ต้องนำแผ่นเหล็กมาปูรองตลอดทางที่ทำการขนย้ายระยะทางร่วม ๘๐๐ เมตร (หมายเหตุของผู้เรียบเรียง: น่าจะเป็น ๓๐๐ เมตรมากกว่า) เพราะส่วนต่างๆ ของ ร.ล.ธนบุรี หนักมาก การขนย้ายเริ่มด้วยการตัดเรือออกเป็น ๓ ส่วนตามแนวตั้ง คือส่วนป้อมปืน ส่วนสะพานเดินเรือ หรือหอรบ และส่วนท้าย และค่อยๆ ทำการขนย้ายมาวางตามรูปเดิมทุกอย่าง ระหว่างขนย้ายก็มีเหตุการณ์น่าตกใจเมื่อเครนตัวหนึ่งล้อกระดกขึ้น แต่โชคดีที่ไม่มีการเสียหลักพลิกคว่ำแต่อย่างใด” ด้าน
นาวาเอก สายยนต์ วิสุทธิทรัพย์ นายทหารอีก ท่านหนึ่งที่มีส่วนดูแลการขนย้ายในครั้งนั้นให้ข้อมูลอีกว่า “ก่อนที่จะขนย้าย ทางกรมอู่ฯ ได้เป็นผู้ออกแบบแท่นรับ มีการคำนวณ ตอกเสาเข็มเทปูน เพื่อเตรียมพื้นที่ในการวางเรือหลวงธนบุรีด้วย”

เหตุผลที่มีการย้ายในครั้งหลังนี้ คือ เพื่อให้สะดวกในการทำพิธีสดุดีวีรชน เพราะบริเวณนี้มีพื้นที่สนามเหมาะสมสำหรับการทำพิธีประจำปี ซึ่งในวันนั้นอนุสรณ์สถานร.ล.ธนบุรีจะได้รับการตกแต่งด้วยธงราวอย่างสวยงาม
(เรียบเรียงจากบทความ “เรือหลวงธนบุรี ตำนาน หัวใจประดู่ ยามร่วงพรู” ในหนังสือ ๑๐๐ ปี การเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ)

ปัจจุบันอนุสรณ์สถาน ร.ล.ธนบุรีได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี และมีการปรับปรุงทัศนียภาพโดยรอบให้มีความสวยงามและยังได้มีการจัดสร้างสวน ประวัติศาสตร์โรงเรียนนายเรือบริเวณด้านทิศเหนือติดกับอนุสรณ์สถาน ซึ่งได้นำพวงใบจักรของร.ล.ธนบุรี มาจัดแสดงไว้ด้วย

ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ประจำเรือบางชิ้น รวมถึงแผ่นเหล็กดาดฟ้าท้ายเรือที่มีลูกกระสุนปืน ๖ นิ้วของเรือรบฝรั่งเศสติดอยู่(ไม่ระเบิด) ได้ถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนนายเรือ

ในวันที่ ๑๗ มกราคมของทุกปี กองทัพเรือได้กำหนดให้เป็นวันสดุดีวีรชนกองทัพเรือ เพื่อสดุดีและบำเพ็ญกุศลให้แก่วีรชนกองทัพเรือทั้งหมดโดยรวมในวันเดียวกัน โดยกองทัพเรือได้จัดให้มีการประกอบพิธีสดุดี และบำเพ็ญกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตในการรบ เพื่อเป็นการระลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของบรรดาทหารเรือดังกล่าวเหล่านั้น ณ อนุสรณ์สถานเรือหลวงธนบุรี หากย้อนหลังไปในตอนเช้าของวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ นั้น เป็นวันที่วีรชนผู้กล้าหาญของเราได้ต่อสู้ด้วยจิตใจนักรบอันเข้มแข็ง เข้าขัดขวางผู้รุกล้ำอธิปไตยอย่างสุดความสามารถ ในครั้งนั้น แม้เราต้องสูญเสียทั้งเรือรบและชีวิตนายทหารและทหารประจำเรือไปจำนวนหนึ่งก็ ตาม แต่ด้วยกำลังทางเรือของเราเพียงเท่าที่มีอยู่นั้น สามารถทำให้ฝรั่งเศสได้รับความเสียหายต้องล่าถอยไปไม่สามารถล่วงล้ำอธิปไตย เข้ามาได้ นับเป็นเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง....

2019  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates