สมุดปกขาวของกองทัพอากาศ ชี้แจงโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทน F-5
ลองดูที่หน้า 44 ในภาคผนวก 2 จะมีความเห็นของกองทัพต่อเครื่องบินทั้ง 3 แบบ พร้อมทั้งเหตุผลว่าทำไมถึงเลือก Gripen และ FAQ หลายๆ อันครับ น่าอ่านดีเหมือนกัน 8)
http://www.rtaf.mi.th/news/n07/gripen/rtaf_whitebook_f5_replacement.pdf
รวมถึง VDO Clip ของโครงการครับ โหลดได้ที่นี่
- แบบ 64 Kb
http://www.rtaf.mi.th/news/n07/gripen/rtaf_gripen_64k.wmv- แบบ 256 Kb
http://www.rtaf.mi.th/news/n07/gripen/rtaf_gripen_256k.wmv----------------------------------------
Our Gripen jet fighters compatible to Thai system - SwedenSweden assured Thailand on Friday that its Gripen jet fighters were compatible with existing Thai air defence systems that are based mainly on American design.
The 12 Swedish-made Gripen jets plus two Saab Erieye AEW (airborne early warning) aircraft - are also compatible with Nato air defence systems. "Since the aircraft is Nato compatible, the Gripen can carry a greater variety of weapons from different countries - including America - that the Thai Air Force already has," Swedish Ambassador Lennart Linner told a press briefing. The package offered includes the same antiship missiles used by Sweden, he added. The Cabinet approved the air force's proposal to buy the Swedish jets for Bt43.3 billion at its meeting on October 16, despite a note from the United States questioning the decision to switch from USmade F16 A/B fighters. The Gripen is the same size as the F16 but is more advanced in terms of technology, with far better radar, the ability to use other sources of weapons, a better engine and more advanced electronic equipment, said LtColonel Johan Tornqvist, military liaison officer at the Swedish embassy.
The Gripen is more modern than the Russianmade Sukhoi SU30 that the Thai Air Force was earlier interested in, he added.
Also, Sweden has offered a special full package - notably the "source code" - that will allow the air force to modify or update the fighters' systems in future by itself, he said. Ambassador Linner said the Gripen was one of the most modern aircraft in the world today - a multirole aircraft capable of ground attack, sea attack and interception.
"This aircraft can do 80 to 90 per cent of what other aircraft such as the Russian SU30 can do, but at less than half the price," he said. The aircraft is designed to land on very narrow and short runways - less than 500 metres - and can even land on an ordinary country road just 11 metres wide, he said, which would be useful if a main airbase was under attack.
It is still not clear when the purchase deal will be completed.
Linner expected the Gripens to arrive by the time the Thai Air Force decommissions the Vietnam Warera F5 E fighters - by 2011. Thailand is the first country in Asia to buy the Gripen fighter jets. Sweden hopes to sell 126 Gripens to India, but faces competition from the US, Russia, France and the Eurofighter.
by Supalak G Khundee
The Nation
http://nationmultimedia.com/2007/10/26/politics/politics_30053918.php--------------------------------------------------
AIR FORCE / GRIPEN FIGHTER AIRCRAFT PROCUREMENT
Swedish envoy hopeful over deal ACHARA ASHAYAGACHAT

Swedish Ambassador Lennart Linner, centre, holds a press briefing on the Thai government's planned purchase of Gripen jet fighters worth 35 billion baht at the embassy. He is accompanied by Lt-Col Johan Tornqvist, the Swedish armed forces' liaison officer, right. — APICHIT JINAKUL
Sweden's ambassador has expressed hopes that negotiations over the 35-billion-baht purchase of Gripen jet fighters can be concluded in months and not be amended when a new elected government takes office next year. Ambassador Lennart Linner said yesterday that Sweden was happy with the Surayud cabinet's resolution on Oct 16 to start negotiations with Stockholm over the purchase of 12 Gripen jet fighters and two Saab Erieye airborne early warning aircraft.
''It is more than a [business] transaction, but an offer of Sweden's fourth-generation advanced fighters extended to a close friend Thailand, based on the long-term trust between the two nations,'' Mr Linner said. Thailand's purchase, if it proceeds, would be the first for Sweden in Asia. Sweden is currently competing with the US, Russia and France in proposing a US$10 billion project for 126 jet fighters to India, which would become the world's largest purchase deal, he said.
''We hope it will not be cancelled. The Royal Thai Air Force has developed a sense of what Thailand needs and worked this out [with Sweden] over the past few years. That's why Sweden has come forward and made an offer,'' he said. The ambassador described the air defence package as ''the best choice for Thailand as far as defence technologies and economic factors were concerned''. As the deal was a government-to-government transaction with no commission involved, the negotiations could be done in an open and transparent manner, he added.
Johan Tornqvist, Swedish armed forces' liaison officer, added that the Gripen technology was Nato-compatible and therefore could carry a wide range of weaponry, including that from America and Britain. The Gripen fighter has multi-role functions _ interception, ground and sea attack capabilities, said Lt-Col Tornqvist.
It can land on rough and short runways only 500 metres long and narrow runways 11 metres wide with a fast turnaround capacity, he added.
The Gripen jet fighters are currently used in intercepting and diverting airplanes across the Russian-Swedish border.
Previously, Gripen fighters have been sold to South Africa and leased to the Czech Republic and Hungary.
Sweden would also help set up a radar data-link communications for the Royal Thai Air Force, said Lt-Col Tornqvist, adding that the key factor was technology transfer with Swedish assistance to help Thailand develop software or update the software for a source code system.
He expected the Gripen jet fighters could be delivered in time for the Thai air force's plan to phase out its F5 aircraft by 2011. http://www.bangkokpost.com/News/27Oct2007_news04.php----------------------------------------------------
ถกเครียดจัดซื้ออาวุธ ทร.ยันเรือดำน้ำจำเป็นเร่งด่วน 24
พฤศจิกายน 2550 22:25 น.
ผู้นำเหล่าทัพตบเท้าเข้าร่วมประชุมยุทธศาสตร์ ถกเครียดเรื่องจัดซื้ออาวุธ ด้าน ผบ.ทอ.ระบุนายกฯ ยังไม่อนุมัติจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน แค่อนุมัติให้ทำโครงการเสนอ ด้านทัพเรือยืนยันเรือดำน้ำจำเป็นเร่งด่วน ย้ำหากเกิดเรื่องขึ้นมา ใครไม่สนับสนุนจะต้องรับผิดชอบ
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน ที่โรงแรมโรสการ์เด้น สวนสามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม กระทรวงกลาโหมจัดประชุมสัมมนาเพื่อพิจารณากำหนดเร่งด่วนการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหม เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมรบของกองทัพ โดยมีคณะกรรมการที่เข้าร่วมประชุม เช่น พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนนท์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.ชลิต พุกพาสุข ผบ.ทอ. ฯลฯ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณากำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมรบของกองทัพให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ
พล.อ.บุญรอด ให้สัมภาษณ์ว่า การสัมมนาดังกล่าวเป็นการประชุมสัมมนาจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทย ที่จะให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในอนาคต ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับความต้องการอาวุธ กระทรวงกลาโหมตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาก่อนหน้านี้แล้ว และวันนี้จะมีการนำมาเสนอให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงในที่ประชุมพิจารณาร่วมกันอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่คณะอนุกรรมการเตรียมเสนอนั้นจะตกลงใจกันอย่างไร จากนั้นวันที่ 25 พฤศจิกายน จะประชุมสรุปผลการหารือเพื่อตกลงใจร่วมกัน
เมื่อถามที่ว่า เหล่าทัพไหนมีความจำเป็นที่สุด พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกันพบว่า กองทัพเรือมีความขาดแคลนมากที่สุด อีกทั้งตอนนี้กองทัพเรืออยากได้เรือดำน้ำ แต่ทั้งนี้จะต้องมาประชุมร่วมกันทุกเหล่าทัพว่าตกลงเหล่าทัพไหนมีความจำเป็นมากกว่ากัน โดยทุกเหล่าทัพจะต้องมีความเห็นร่วมกัน ไม่ใช่เหล่าทัพใดเหล่าทัพหนึ่งเท่านั้น
ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า ข้อเสนอเหล่านี้จะเตรียมเอาไว้เพื่อให้พรรคการเมืองหาเสียงอยู่ หรือพรรคการเมืองที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาลนำไปพิจารณาหรือไม่นั้น พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า เป็นการเตรียมการ และให้รัฐบาลชุดต่อไปเป็นผู้พิจารณาดำเนินการต่อไปเหมือนกับพิมพ์เขียวเอาไว้ว่า ในอนาคตจะมีภัยคุกคามอย่างนี้ แล้วกองทัพก็เตรียมจะหายุทโธปกรณ์เพื่อจะมีความสอดคล้องกับภัยคุกคามเหล่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นกังวลหรือไม่ว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะไม่เห็นความสำคัญในการจัดซื้ออาวุธเท่ากับรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากการปฏิวัติ พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า คิดว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น รมว.กลาโหม ก็จะต้องคิดแบบเดียวกัน ต้องมาดูว่ากองทัพเป็นอย่างไร มีความล้าสมัยหรือไม่ มีภัยคุกคามอย่างไรในอนาคต และมีผลประโยชน์ของชาติที่จะต้องไปคุ้มครองที่ไหนอย่างไร ต้องคิดแบบเดียวกัน คือ กองทัพคิดไว้ก่อน และในส่วนของงบประมาณจะได้มากน้อยแค่ไหนถึงจะเอามาพิจารณากันอีกครั้ง
ส่วนความคืบหน้าในการจัดซื้อรถหุ้มเกราะยูเครน พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า กองทัพบกกำลังชี้แจงถึงข้อที่ สตง.ติดใจอยู่ เพราะฉะนั้นกลาโหมต้องรอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า สตง.ยังติดใจหรือไม่ หากไม่มีข้อติดใจกระทรวงกลาโหสามารถลงนามอนุมัติการจัดซื้อได้ ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายกังวลว่าการประชุมครั้งนี้จะทำให้ส่วนของการเมืองจะนำไปโจมตีนั้น ขอยืนยันว่า กองทัพทำด้วยความเปิดเผย เพราะหากมีเงื่อนไข หรือมีวาระซ่อนเร้น คงไม่มาประชุมแบบเปิดเผยอย่างนี้
ด้าน พล.อ.อ.ชลิต ตอบข้อถามผู้สื่อถึงการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพนว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้อนุมัติให้ซื้อเครื่องบินกริพเพน เพียงแต่อนุมัติให้จัดซื้อโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่เท่านั้น ตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนของกองทัพ และกระทรวงกลาโหมพิจารณาว่า เครื่องบินใดเป็นเครื่องบินที่เหมาะสม ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานของการเจรจาต่อรองให้ได้ผลประโยชน์มากที่สุด หากติดขัดด้านงบประมาณก็ต้องโยกย้ายโครงการนั้นโครงการนี้ตามความเร่งด่วน
ขณะที่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการนำเสนอความจำเป็นของการมีเรือดำน้ำของกองทัพเรือในการประชุมว่า ตอนนี้อยู่ในการปรับปรุงแก้ไขของฝ่ายเลขานุการคณะการประชุม คาดว่าวันที่ 25 พฤศจิกายน คงได้ข้อยุติ แต่ขอยืนยันว่า กองทัพเรืออยากได้จริงๆ เพราะเรือดำน้ำไม่ได้เป็นของกองทัพเรือ แต่เป็นเรือดำน้ำของประเทศไทย เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่ทุกเหล่าทัพให้การสนับสนุน แต่ปัญหาติดอยู่ที่งบประมาณ เพราะราคาค่อนข้างสูง
เมื่อถามว่า การทำโครงการในรัฐบาลนี้ แต่รัฐบาลหน้าอาจจะไม่อนุมัติ ผบ.ทร.กล่าวว่า เรือดำน้ำเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ ในเวลาปกติถือเป็นอาวุธป้องปรามไม่ให้ใครเข้ามารุกรานหรือรบกวนยุทธศาสตร์ของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และทรัพยากรในทะเล กองทัพเรือเห็นว่าจำเป็นต้องมีเพื่อรักษาความมั่นคงด้านนี้ แต่ถ้าใครไม่ให้การสนับสนุนจะต้องรับผิดชอบ หากถึงเวลานั้นเกิดอะไรขึ้นมาจะมาบอกว่ากองทัพเรือไม่พร้อม หรือกองทัพเรือทำไม่ได้ ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคนที่ปฏิเสธ หรือคนไม่เห็นด้วย ต้องรับผิดชอบ
"ปณิธาน" ชี้ไทยเผชิญ3ภัยคุกคาม
ด้าน ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมพูดถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในโลกและในภูมิภาค โดยเฉพาะปัจจัยอันเกิดจากความถดถอยในพลังอำนาจของสหรัฐ ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ และพันธมิตร ในปัจจุบันการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมกับการเข้ามามีบทบาทของจีนในภูมิภาคนี้ และการเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงของจีน เป็นผลจากความถดถอยของสหรัฐตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนั้นยังมีการพูดถึงความขัดแย้งเกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เช่น แอฟริกา เอเชีย รวมถึงการปฏิวัติยึดอำนาจของไทย ก็ถือเป็นความขัดแย้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคของโลก ซึ่งแม้ความรุนแรงของความขัดแย้งในภาพรวมจะขยายตัวลดลง แต่ในบางพื้นที่ความรุนแรงมากขึ้น
“สถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นเป็น 1 ใน 21 ความขัดแย้งย่อยที่เกิดขึ้นในภูมิภาคของโลก ซึ่งความรุนแรงแบบ Intensity conflict แม้ไม่ใช่ความรุนแรงแบบ Major conflict ซึ่งเป็นความขัดแย้งแบบรัฐต่อรัฐ แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการขยายตัวขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของกองทัพ ที่จะต้องบริหารจัดการปัญหาไม่ให้ความขัดแย้งมีความแรงมากไปกว่านี้ โดยเตรียมความพร้อมดูแลให้ดี อีกทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ก็มีผลกระทบทางอ้อมเช่นกัน”
ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ระดับความขัดแย้งในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มทางบวกมากขึ้น เช่น กรณีของอินโดนีเซียที่มีการจับแกนนำเจไอ ซึ่งเป็นระดับผู้นำรุ่นเก่าได้หลายคน แม้จะทำให้อำนาจของกลุ่มก่อการร้ายยุบตัวลง แต่โครงสร้างไม่ได้พังทลาย เพราะผู้นำรุ่นใหม่ได้เริ่มเข้ามาในโครงสร้างแล้ว ซึ่งในความร่วมมือระดับผู้นำรัฐบาลและเหล่าทัพ น่าจะเข้าไปจัดการปัญหาเหล่านี้ไม่ให้ขยายตัวไปได้
“ในสถานการณ์ที่น่าจะเป็นภัยคุกคามภายในประเทศของเรา ในช่วงเฉพาะหน้า 2-3 ปีนี้ น่าจะมีอยู่ 3 ปัญหาหลัก คือวิกฤติอันเกิดจากสถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง ที่จะมีความผกผันอย่างมาก จนท้าทายทหารในการเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองอีกครั้ง นอกจากนั้นก็เป็นปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัญหาเศรษฐกิจถดถอย” ที่ปรึกษานายกฯ ด้านความมั่นคง กล่าว
ดร.ปณิธาน กล่าวว่า จากนี้สถานการณ์อันเนื่องมาจากการเมือง จะรุมเร้ามากขึ้น ซึ่งกองทัพจะต้องบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ให้นำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง โดยอาจจะมีการจำลองสถานการณ์ ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แล้วใช้วิธีการใดในการแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้มีทหารเข้าแทรกแซงอีก เพราะหากมีการทำอีก ประชาชนก็คงยากที่จะรับได้
“แต่คิดว่าตอนนี้สถานการณ์นิ่งขึ้น เพราะ ผบ.ทบ.คนใหม่ท่านเข้ามา มีวิธีการทำงานที่น่าจะตั้งหลักได้ โดยให้กองทัพก้าวกระโดดออกมาจากการทำงานทางการเมือง แต่สถานการณ์ตอนนี้น่ากังวล ส่วนตัวผมคิดว่าจากคะแนนของพรรคพลังประชาชนที่ยังดีอยู่ แล้วคุณบรรหารก็มีแววจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ตัวจริง และกลุ่มต่างๆ ที่เสียประโยชน์ไม่ได้เข้าสู่อำนาจ และเสียประโยชน์ อาจจะมีการเคลื่อนไหว ก่อตัว สร้างความไม่สงบให้เกิดขึ้นได้อีก เหล่านี้ท้าทายกองทัพต่อการบริหารจัดการปัญหาอย่างไร โดยไม่ให้ไปสู่จุดของการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงการเมืองเกิดขึ้นอีก”
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า คงเป็นธรรมดาที่ ผบ.เหล่าทัพ จะกังวล แต่การคิดแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อเตรียมความพร้อมไว้ก็ไม่น่าจะทำให้สถานการณ์พัฒนาไปสุ่จุดนั้น อีกทั้งในอนาคตกองทัพยังต้องเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาความยากจนอีกด้วย เพราะจากนี้หากเศรษฐกิจโตเช่นนี้ไปอีก 2 ปี ในภาพรวมเศรษฐกิจคงไม่ดีนัก ก็เป็นอีกปัญหาที่เราต้องเผชิญ ในส่วนของการพัฒนาด้านยุทโธปกรณ์นั้น คิดว่าคงต้องใช้เทคโนโลยีในการประเมินดูว่า ในภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจะเตรียมยุทโธปกรณ์อย่างไรให้สอดคล้อง โดยไม่ได้ดูแค่วิกฤติเหล่าทัพเดี่ยวๆ หากแต่ดูว่าอันไหนจำเป็นแล้วลงขันซื้อเพื่อใช้กันแบบรวมการ
http://www.komchadluek.net/2007/11/25/a ... _id=175148-------------------------------------------------------
The Swedish Comprehensive Air Defense Proposal For ThailandThe official releases by Swedish Embassy Bangkok.
http://www.swedenabroad.com/Page____67500.aspx
By
analayo at 2007-11-27

By
analayo at 2007-11-27

By
analayo at 2007-11-27

By
analayo at 2007-11-27

By
analayo at 2007-11-27

By
analayo at 2007-11-27