dịch vụ seo hcm v cc sản phẩm khc của cng ty chng ti l dịch vụ seo tphcm hay cng ty seo hcm v dịch vụ seo tphcm dịch vụ seo hcm
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
TAF Article

รวบรวมบทความซึ่งเขียนขึ้นโดยทีมงานและสมาชิก TAF

สำหรับบทความที่เขียนขึ้นโดยสมาชิกหรือบทความภายนอกนั้น
ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนบทความ ผู้ผลิตต้นฉบับ



[กองเรือดำน้ำ] บทสัมภาษณ์ พล.ร.ต.สุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ เนื่องในวันเรือดำน้ำ 4 กันยายน 2554 PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Sunday, 04 September 2011 11:02


เรือดำน้ำชุดแรกของไทยในพิธีปล่อยเรือลงน้ำที่เมืองท่าโกเบ ประเทศญี่ปุ่น

จุดเริ่มต้นของการมีเรือดำน้ำในประเทศไทย เริ่มมาจากโครงการจัดสร้างกำลังทางเรือ พ.ศ. 2453 โดยโครงการนี้มีคณะกรรมการประกอบด้วย นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายพลเรือตรี พระยาราชวังสรรค์ และ นายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น สิงหวิกรมเกรียงไกร ซึ่งทรงยศในเวลานั้น ได้จัดทำโครงการขึ้นถวาย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิจ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งได้ทรงนำทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 มกราคม ร.ศ. 129 (พ.ศ.2453) โดยในรายงาน ได้เสนอความต้องการ เรือ ส. จำนวน 6 ลำ แต่ เนื่องจากว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพเรือจัดซื้อหรือสร้างเรือดำน้ำมาไว้ใช้ในราชการได้

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความฝันของกองทัพเรือที่จะได้มีเรือดำน้ำไว้ใช้ในราชการจึงเป็นจริง โดยสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้นได้อนุมัติพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478 โดยในพระราชบัญญัตินี้ ได้กำหนดให้กองทัพเรือต่อเรือดำน้ำจำนวน 6 ลำ โดยในที่สุดแล้วไทยได้ทำสัญญาว่าจ้างต่อเรือกับ บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่นให้ต่อเรือดำน้ำ ขนาด 370 ตัน จำนวน 4 ลำ เป็นเงินลำละ 820,000 บาท และได้รับพระราชทานชื่อในภายหลังว่า ร.ล.มัจฉาณุ (หมายเลข 1) , ร.ล.วิรุณ (หมายเลข 2) , ร.ล.สินสมุทร (หมายเลข 3) และ ร.ล.พลายชุมพล (หมายเลข 4) โดย ร.ล.มัจฉาณุ และ ร.ล.วิรุณ สร้างเสร็จสมบูรณ์ และได้ขึ้นประจำการในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2480 และด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวกองทัพเรือ จึงได้ถือเอาวันที่ 4 กันยายนของทุกปี เป็น “วันเรือดำน้ำ”

แม้ว่าภายหลังกองทัพเรือจะต้องปลดประจำการเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำไป และไม่ได้รับงบประมาณในการจัดหาเรือดำน้ำเลยเป็นเวลากว่าครึ่งศรวรรษหลังจากเรือดำน้ำปลดประจำการไป แต่กองทัพเรือก็ยังคงจัดพิธีรำลึกถึงวันเรือดำน้ำ เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับกำลังพลเรือดำน้ำที่ล่วงลับไป และเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนระหว่างผู้สนใจในศาสตร์ของเรือดำน้ำเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้กำหนดจัดที่ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภา ระหว่างเวลา 9.00 - 13.00 น. ในวันที่ 6 กันยายนนี้

ในปีนี้ กองทัพเรือได้มีคำสั่งยกฐานะสำนักงานกองเรือดำน้ำขึ้นเป็นกองเรือดำน้ำ และกำลังดำเนินการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Type-206A เข้าประจำการในกองทัพเรือ ซึ่งถือเป็นความพยายามในการสร้างพลังอำนาจใต้สมุทรให้กลับมายังกองทัพเรือ และถือเป็นวาระครบรอบ 100 ปี (ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ จึงทำให้ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 100 ปีแทนปี 2553) หลังจากครงการจัดสร้างกำลังทางเรือที่ นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายพลเรือตรี พระยาราชวังสรรค์ และ นายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น สิงหวิกรมเกรียงไกรได้ร่างนำขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย ในโอกาสนี้  พล.ร.ต.สุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุทหารเรือเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความเป็นมาของเรือดำน้ำกับกองทัพเรือ และเหตุผลที่กองทัพเรือกำหนดให้วันที่ ๔ กันยายน ของทุกปี เป็นวันเรือดำน้ำ

Last Updated on Tuesday, 13 September 2011 21:31
 
[สรศักดิ์ สุบงกช] US Marine กับ US Navy SEAL คนละเรื่อง คนละเหล่า PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Thursday, 11 August 2011 16:55

สหรัฐฯเป็นชาติที่เพิ่งก่อตั้งมาได้ 200 กว่าปีซึ่งจะว่าเป็นชาติใหม่ก็ได้ แต่ด้วยการที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่ช่วงเวลาแห่งการสร้างชาติ สหรัฐฯจึงมีวัฒนธรรมด้านการทหารที่แข็ง แม้ปัจจุบันจะเปลี่ยนจากการสร้างชาติมาเป็นเพื่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติหรือบางครั้งก็รุกรานช่วงชิงทรัพยากรเอาดื้อๆ แต่การได้เป็นทหารในเหล่าใดเหล่าหนึ่งของสหรัฐฯก็ยังเป็นความภาคภูมิใจ เป็นสิ่งที่นำมาเอ่ยได้เต็มปากว่า"ผม/ดิฉัน เป็นทหารอเมริกัน"

ปัจจุบันนี้กองทัพของสหรัฐฯมีอยู่ 4 เหล่า (corp อ่านว่า คอร์) คือกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และนาวิกโยธิน ซึ่งแต่ละเหล่าจะมีการทำงานขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงแม้ว่ากองทัพไทยจะมีรูปแบบการจัดการกำลังพลคล้ายสหรัฐฯก็ใช่ว่าเราจะเหมือนกับเขาไปเสียทุกอย่าง ในขณะที่เรามีทหาร 3 เหล่าทัพแต่อเมริกามี 4 และเหล่าที่เราไม่แยกออกไปก็คือนาวิกโยธิน

นาวิกโยธินได้ถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยของประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐฯ เมื่อครั้งที่สหรัฐฯส่งกองเรือไปค้าขายบริเวณบาร์บารี โคสต์ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศแถบอาฟริกาเหนือ ก่อนหน้านั้นอเมริกาถูกรังควานจากกองเรือสลัดของลิเบียอยู่บ่อยๆแต่ก็ยอมจ่ายค่าไถ่สินค้าแต่โดยดี จนกระทั่งถึงยุคของเจฟเฟอร์สันที่ต้องร้องขอต่อสภาคองเกรสว่าต้องส่งทหารไปปราบ เหล่านาวิกโยธินจึงเกิดขึ้นในช่วงนั้นด้วยวิธีง่ายๆคือเอาทหารราบขึ้นเรือไปให้ถึงที่หมาย ลงจากเรือมาสถาปนาที่มั่นให้ได้แล้วค่อยรบต่อเข้าไปในแผ่นดิน วีรกรรมแรกคือการบุกยึดกรุงทริโปลีได้แล้วต่อจากนั้นอเมริกาก็ไม่ต้องจ่ายค่าไถ่กับสลัดมุสลิมอีก ผลพวงที่ทำให้นาวิกฯเป็นที่รู้จักมาถึงทุกวันนี้ก็คือการเอาแผ่นหนังหุ้มคอเสื้อให้พ้นคมดาบซิมิทาร์ของโจรมุสลิม

Last Updated on Thursday, 11 August 2011 17:17
 
[icy_cmu] บทวิเคราะห์ ว่าที่รถถังหลักแบบใหม่ของกองทัพบกไทย ตอนจบ PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Sunday, 24 July 2011 16:54

ภาคต่อจากบทความในตอนแรกที่ http://www.thaiarmedforce.com/taf-article/71-icycmu/337-icy-oplot-1.html

T-84 and her family

ที-84 และรถถังในตระกูลเดียวกัน


Pakistan's T-80UD
หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย T-80UD จำนวน350คัน หลงเหลือค้างเติ่งในโรงงานKharkov เพื่อทำให้โรงงานยังอยู่ได้ ทางอูเครนจึงต้องหาลูกค้าให้ได้ และลูกค้าก็คือปากีสถาน T-80UD ที่ปากีสถานสั่งซื้อ320คันนั้น มีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งคือ บางส่วนไม่ใช่ป้อมของT-80UD แบบดั้งเดิมที่เป็นแบบหล่อ เนื่องจากป้อมแบบหล่อนั้นผลิตในรัสเซียซึ่งขณะนี้แยกกันทำมาหากินแล้ว อูเครนจึงออกแบบป้อมให้ใช้กรรมวิธีเชื่อมแทนหล่อทั้งป้อม ซึ่งในจำนวน320คันนั้น 52คันเป็นT-80UDที่ผลิตพร้อมส่งให้รัสเซีย 93คันบางส่วนใช้ป้อมค้างสต๊อคบนตัวรถที่สร้างใหม่ และบางส่วนใช้ของสำรองของกองทัพอูเครน และอีก175คัน เป็นป้อมแบบเชื่อมทั้งหมด

เพราะฉะนั้น ใครที่ว่าoplotรุ่นไม่mส่งออกไม่ได้ เปลี่ยนความคิดซะ แต่เป็นเพราะรัสเซียไม่ขายป้อมแบบหล่อของT-80UD ให้อูเครนต่างหาก เพราะฉะนั้นT-84ที่ใช้ป้อมแบบเชื่อม ส่งออกได้สบาย)
T-80UDป้อมแบบเชื่อมที่ส่งออกให้ปากีสถานนั้น เป็นมาตราฐานเกือบๆเท่ารถถังรุ่นใหม่กว่าอย่างT-84 แต่ไม่ติดระบบShtora-1 และฟีเจอร์ราคาแพงอื่นๆที่มีในT-84

Last Updated on Sunday, 24 July 2011 17:20
 
[icy_cmu] บทวิเคราะห์ ว่าที่รถถังหลักแบบใหม่ของกองทัพบกไทย ตอนแรก PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Sunday, 24 July 2011 16:33

วันนี้จะนำเสนอบทวิเคราะห์ ว่าที่รถถังใหม่ทบ. หรือที่รู้จักกันในชื่อออปลอต(Oplot) ซึ่งรายละเอียดปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะมีคุณลักษณะอย่างไร แต่การวิเคราะห์ในบทความนี้ เป็นการคาดการณ์จากรถถังแบบล่าสุดของอูเครน คือ BM Oplot โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณา รายละเอียดสเป็คของทบ.เองอาจจะต่างไปจากนี้ ไม่มีใครทราบได้ เพราะฉะนั้น ไม่ควรชื่นชมหรือก่นด่าไปก่อนที่ทบ.จะประกาศอย่างเป็นทางการ

บทความนี้จะแบ่งเป็น 2 ตอน คือ ประวัติต้นแบบของออปลอตคือที-80ยูดี ตอนที่สองจะเป็นการกล่าวถึง การพัฒนาก่อนหน้าจะมาเป็นบีเอ็ม ออปลอต คือ ที-84/ยู/ออปลอต/ยาตากัน และการชำแหละ BM Oplot กันทุกส่วน

ในที่นี้ขอกล่าวถึงการอ้างอิงข้อมูลต่างๆก่อน ข้อมูลทั้งหมดและรูปภาพ ได้นำมาใช้ในเงื่อนไข Fair use Policy เพราะฉะนั้น ผู้ใดต้องการนำภาพและข้อมูลอ้างอิงนำไปใช้เพื่อการค้า กรุณาติดต่อแหล่งข้อมูลเหล่านั้นเพื่อขอใช้ให้ถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และตัวบทความนี้ ถ้าต้องการนำไปใช้ในทางการค้า กรุณาขออนุญาตและให้เครดิต และ บทความนี้ไม่ถือเป็นแหล่งอ้างอิงเนื่องจากบทความนี้มีข้อคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจไม่เป็นกลาง หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

แหล่งอ้างอิง
http://www.morozov.com.ua/eng/body/oplot_mbt.php
https://picasaweb.google.com/malakhov.v.a/KMDBOplotMBT
http://andrei-%20bt.livejournal.com/tag/%D0%9E%D0%BF%D0%BB%D0%BE%D1%82
http://www.battlefront.com/community/showthread.php?t=90432
http://en.wikipedia.org/wiki/T-84
http://daarmy.npage.eu/t-84_series_7659460.html
Steven J Zaloga and Tony Bryan (2009).T-80 standard tank The Soviet Army’s Last Armored Champion.UK :Osprey publishing ltd. ISBN 978-1-846038655.
Steven J Zaloga and David Markov (2000). Russia's T-80U Main Battle Tank. Hong Kong: Concord. ISBN 962-361-656-2.
Zaloga, Steven (1992), T-64 and T-80, Hong Kong: Concord, ISBN 962-361-031-9.

Last Updated on Sunday, 24 July 2011 17:24
 
[dboy] Ground Troop Corner - มุมทหารเดินดิน ตอน การค้นหาช่วยชีวิตอากาศยานที่ประสบภัย ... งานที่ต้องปรับปรุงใหญ่ PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Wednesday, 20 July 2011 22:49

บทความนี้ เป็นการนำบทความเก่ามาปัดฝุ่น เนื่องจากเหตุการณ์ อากาศยาน ฮท.๑ และ ฮท. ๖๐ ตกของกองทัพบกเมื่อ ๑๙ ก.ค. ๕๔ ที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนจะจริงจัง แต่สุดท้ายเป็นไฟไฟมฟางอีกตามเคยกับระบบบการค้นหาช่วยชีวิตของไทยซึ่ง ดูเหมือนฝึกบ่อย แต่จริงเป็นเพียงการแสดงจัดฉากแสดงอากาศยานเท่านั้น เมื่อไรจะจริงจังกับระบบนี้ซะที

กล่าวนำ

จากเหตุการณ์ เครื่องบินเล็กของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งตกในพื้นที่เขาใหญ่ การค้นหาช่วยเหลืออากาศยานของ ประเทศไทย ยังไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ นอกจากนนี้ยังไม่รวมเหตุการณ์ ที่สายการบินวัน ทูโก ประสบอุบัติเหตุ ที่สนามบินภูเก็ต ซึ่งภาพที่ปรากฏไม่เหมือนกับประสิทธิภาพ ภาพการสาธิต , ข้อความที่ประชาสัมพันธ์จากการฝึกซ้อมการค้นหาช่วยเหลือ SAREX Search and Rescue Exercise ที่มีการฝึกเป็นประจำทุกปี ในทุกปี การฝึกการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานที่ประสบภัย เป็นการฝึกภายใต้ความรับผิดชอบ ของกรมขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคม เพื่อปรับมาตรฐานการค้นหาและช่วยเหลือฯ เพื่อสนับสนุนยุทธ์ศาสตร์การ เป็นศูนย์กลางการบินนานาชาติของประเทศไทย โดยจะมีการหมุนเวียน การรับเป็นแกนกลางในการจัดงานระหว่าง , กองทัพบก, กองทัพอากาศ,กองทัพเรือ , กรมการขนส่งทางน้ำ ( กรมเจ้าท่าเดิม ) , กรมการขนส่งทางอากาศ( กรมการบินพานิชยเดิม ) , ซึ่งมักจะเน้นการสาธิต เพื่อให้ภาพเกิดความสวยงาม มากกว่าการฝึกหน่วย

แต่สภาพความเป็นจริง งานค้นหาช่วยเหลือ หรือที่เรียกว่า SAR นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของการบินค้นหาเท่านั้น การหาไม่เหมือนที่ทำการสาธิตวันเด็กหรืองานSAREXเท่านั้น แต่ ต้องเป็นการบูรณาการ ขีดความสามารถในการค้นหาทั้งมวล ของทุกส่วนงาน ตั้งแต่ ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ จนถึง หน่วยกู้ภัย ที่อยู่บนพื้นดินที่อยู่ในบริเวณที่คาดว่าอากาศยานจะตก เพื่อให้สามารถตอบสนองได้ในทุกพื้นที่และสภาพอากาศ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเครื่องตกขณะที่ สภาพอากาศไม่ดีนัก ไม่สามารถใช้อากาศยานในการค้นหาได้ ทางเดียวที่จะเข้าไปค้นหาได้คือ การใช้ชุดค้นหาที่เดินเท้า ซึ่งหลายปีของการฝึกที่ผ่านมา ไม่เคยมีการฝึกอย่างจริงจังในภาพรวมในเรื่องการค้นหาช่วยเหลือ , ระบบบัญชาการเหตุการณ์ที่ควรจะสมบูรณ์พร้อมในการที่จะให้ข้อมูลประสานงาน , แจ้งเตือนหน่วย , นำข้อตกลงที่ได้ประชุมสัมนามาเชิงปฏิบัติการมาใช้ในทางปฏิบัติจริง และผลที่ออกมากลับไม่เป็นเหมือนที่ฝึกสาธิตกันทุกปี หลายปีที่ผ่านมา การฝึก SAREX เป็นการฝึกซ้อมเชิงสาธิต มีการจัดลำดับการเข้าออกของแต่ละส่วน คล้ายกับ การสร้างฉากภาพยนต์ ทำให้ และมุ่งเน้นการค้นหาในภาคอากาศ เท่านั้น โดยไม่ได้มีการฝึก ในขั้นตอนของการค้นหาภาคพื้นดิน หรือ การจัดตั้ง ที่บัญชาการ ณ พื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งในการฝึก ภาพที่สวยหรู มักจะสมมติเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นใกล้สนามบิน และ ท้ายที่สุดได้ภาพที่ดูอลังการณ์ แต่ไร้ซึ่ง ผลผลิตที่ควรจะได้จากการฝึก ซึ่งการค้นหาช่วยเหลือยังคงต้องใช้กำลังทุกส่วนมิใช่เพียงแต่ การค้นหาทางอากาศอย่างที่คนในบุคคลกร วงการการบินโดยทั่วไปเข้าใจ

Last Updated on Friday, 22 July 2011 22:27
 


Page 2 of 5

Who's Online

We have 120 guests and 1 member online

Comment ล่าสุด

  • นอกเหนือจากต้อง การปรับปรุงให้ม ีความทันสมัยมาก ขึ...
  • หัวใจของสงครามย ุคที่4 ไม่ใช่เครื่องมื อ อย่าวเดีย...
  • โฆษณาชวนเชื่อจร ิงๆกองทัพเรา
  • @thaipc โยงมั่วไปหมดแล้ ว
  • ok ครับ น่าชื่นชมในความ ร่วมมือกับต่างป ระเทศที่ทำ...

ข้อมูลของผู้ใช้



QR Code for TAF

TAF Social Network



ทุกท่านสามารถติดตาม
ThaiArmedForce.com
ใน Social Network ได้ที่


กด Like TAF ใน Facebook ได้ที่นี่

Follow TAF ใน Twitter ได้ที่นี่

Instagram

กด Follow TAF ใน Foursuare ได้ที่นี่