|
บทความจากผู้เขียนหรือองค์กรภายนอก ซึ่ง TAF ขออนุญาตินำมาเผยแพร่ ลิขสิทธิ์ของบทความ เป็นของนักเขียน เว็บไซต์ หรือองค์กรตามที่ TAF ไ้ด้อ้างอิงเอาไว้ TAF ไม่มีส่วนรับผิดชอบในบทความต่าง ๆ เหล่านั้น
|
|
[สรศักดิ์ สุบงกช] GT200 จริงใจหรือแหกตา? |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
Sunday, 22 July 2012 09:01 |
|
 ภาพจาก http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?p=6915785&sid=200a1a1b9bf6db40185a51f8d73ea8e8
ssniebelungen@gmail.com http://tacticalthinker.blogspot.com
เรื่องของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดและสารแปลกปลอมที่กำลังเป็นข่าวนี้ แรกเริ่มผมอยากจะข้ามไปไม่ขอกล่าวถึงเพราะมีการเสนอข่าวกันในหลายแง่มุม แต่จากข้อมูลที่สืบค้นมาได้ซึ่งน่าจะมีอะไรให้คิดได้มากกว่าที่สื่ออื่นๆเสนอข่าวจึงคิดว่าผมควรนำเสนอในแบบของผมเอง ซึ่งจะเน้นแค่รายละเอียดจากแหล่งข่าวและสถิติที่เชื่อถือได้กับเครื่องมือชนิดนี้หรือแบบนี้ ส่วนการจะตัดสินใจว่ามันใช้การได้หรือไม่นั้น นอกจากผลการทดสอบที่ปรากฎแล้วแฟนคอลัมน์ต้องใช้วิจารณญาณของตนเอง ถ้าสนใจจะสืบค้นกันจริงๆแล้วคิดว่าคงไม่ยากที่จะค้นหา
|
|
Last Updated on Sunday, 22 July 2012 09:09 |
|
|
[สรศักดิ์ สุบงกช] TAF Trip #1 - หนึ่งวันกับโรงเรียนการบิน และ Blue Phoenix |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
Thursday, 03 May 2012 22:43 |
|

สรศักดิ์ สุบงกช sosak@me.com
ผมถูกเชิญแกมบังคับจากน้องๆในเว็บไซต์ www.thaiarmedforce.com ล่วงหน้าหนึ่งเดือน ก่อนจะไปเยือนโรงเรียนการบินของกองทัพอากาศที่กำแพงแสน นครปฐม ในฐานะคนคุ้นเคยกัน หน้าที่ของผมในคณะคือเป็นวิทยากรเพื่อแนะนำเรื่องการเขียนบทความในฐานะนักเขียนและนักแปลอาชีพ แต่เมื่อไม่มีใครสนใจจะเขียนบทความ ทุกคนมุ่งหวังแต่จะได้ภาพการบินผาดแผลงกลับไปชื่นชม ผมก็ดีใจที่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเพราะจะได้ถ่ายรูปอย่างเดียวโดยไม่ต้องพูด แต่ที่ดีใจมากกว่าคือการได้กลับไปพบกับเพื่อนสนิทสองคนที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมานาน ทั้งคู่เป็นครูการบินที่นั่นโดยคนหนึ่งเป็นผู้บังคับฝูงบินฝึก CT-4 ส่วนอีกคนเป็นนักบินฝูงบินผาดแผลง "บลู ฟีนิกซ์" ความดีใจที่จะได้เจอเพื่อนมีมากกว่าการเอากล้องไปถ่ายรูป เพราะครั้งนี้เราไปกันเป็นคณะยี่สิบกว่าคน ทุกคนมีกล้องแต่ใช่ว่าทุกคนจะมีเพื่อนเป็นครูการบิน ซึ่งจริงๆแล้วความเป็นครูการบินยังสำคัญน้อยกว่าความเป็นเพื่อนที่ทั้งคู่มอบให้ผม เขาอาจจะเป็นใครก็ได้เพียงแค่บังเอิญมาเป็นครูการบินเท่านั้นเอง
|
|
Last Updated on Saturday, 05 May 2012 22:36 |
|
[Victor A Kerr/PSS] โจรสลัด – ปัญหาที่มากกว่าปัญหาในทะเล | Piracy - More Than Just a Maritime Problem |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
Sunday, 18 December 2011 02:58 |
|
แปลและเรียบเรียงจากบทความของ Victor A Karr ต้นฉบับในภาษาอังกฤษอยู่ด้านท้ายของบทความ
 โจรสลัดโซมาเลีย ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:Somali_Pirates.jpg
สถิติที่เกี่ยวกับการกระทำอันเป็นโจรสลัดทั่วโลกยังคงแสดงให้เห็นว่าการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนการโจมตีที่ประสบความสำเร็จ ในไตรมาสแรกของปี 2011 เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดเนื่องจากเกิดการโจมตีและการจับตัวประกันถึง 77 ครั้ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแม้ในพื้นที่ที่กองกำลังนานาชาติกำลังลาดตระเวนในพื้นที่ที่มีการจราจรทางน้ำหนาแน่น โดยพื้นที่ที่เกิดการโจมตีมากที่สุดคืออ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย เมื่อประเมินจากพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาลในบริเวณนี้แล้ว มันเป็นการยากที่จะทำการลาดตระเวนให้เกิดประสิทธิภาพ
|
|
Last Updated on Sunday, 18 December 2011 03:34 |
|
[กองเรือดำน้ำ] บทสัมภาษณ์ พล.ร.ต.สุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ เนื่องในวันเรือดำน้ำ 4 กันยายน 2554 |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
Sunday, 04 September 2011 11:02 |
|
 เรือดำน้ำชุดแรกของไทยในพิธีปล่อยเรือลงน้ำที่เมืองท่าโกเบ ประเทศญี่ปุ่น
จุดเริ่มต้นของการมีเรือดำน้ำในประเทศไทย เริ่มมาจากโครงการจัดสร้างกำลังทางเรือ พ.ศ. 2453 โดยโครงการนี้มีคณะกรรมการประกอบด้วย นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายพลเรือตรี พระยาราชวังสรรค์ และ นายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น สิงหวิกรมเกรียงไกร ซึ่งทรงยศในเวลานั้น ได้จัดทำโครงการขึ้นถวาย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิจ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งได้ทรงนำทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 มกราคม ร.ศ. 129 (พ.ศ.2453) โดยในรายงาน ได้เสนอความต้องการ เรือ ส. จำนวน 6 ลำ แต่ เนื่องจากว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพเรือจัดซื้อหรือสร้างเรือดำน้ำมาไว้ใช้ในราชการได้
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความฝันของกองทัพเรือที่จะได้มีเรือดำน้ำไว้ใช้ในราชการจึงเป็นจริง โดยสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้นได้อนุมัติพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478 โดยในพระราชบัญญัตินี้ ได้กำหนดให้กองทัพเรือต่อเรือดำน้ำจำนวน 6 ลำ โดยในที่สุดแล้วไทยได้ทำสัญญาว่าจ้างต่อเรือกับ บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่นให้ต่อเรือดำน้ำ ขนาด 370 ตัน จำนวน 4 ลำ เป็นเงินลำละ 820,000 บาท และได้รับพระราชทานชื่อในภายหลังว่า ร.ล.มัจฉาณุ (หมายเลข 1) , ร.ล.วิรุณ (หมายเลข 2) , ร.ล.สินสมุทร (หมายเลข 3) และ ร.ล.พลายชุมพล (หมายเลข 4) โดย ร.ล.มัจฉาณุ และ ร.ล.วิรุณ สร้างเสร็จสมบูรณ์ และได้ขึ้นประจำการในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2480 และด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวกองทัพเรือ จึงได้ถือเอาวันที่ 4 กันยายนของทุกปี เป็น “วันเรือดำน้ำ”
แม้ว่าภายหลังกองทัพเรือจะต้องปลดประจำการเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำไป และไม่ได้รับงบประมาณในการจัดหาเรือดำน้ำเลยเป็นเวลากว่าครึ่งศรวรรษหลังจากเรือดำน้ำปลดประจำการไป แต่กองทัพเรือก็ยังคงจัดพิธีรำลึกถึงวันเรือดำน้ำ เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับกำลังพลเรือดำน้ำที่ล่วงลับไป และเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนระหว่างผู้สนใจในศาสตร์ของเรือดำน้ำเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้กำหนดจัดที่ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภา ระหว่างเวลา 9.00 - 13.00 น. ในวันที่ 6 กันยายนนี้
ในปีนี้ กองทัพเรือได้มีคำสั่งยกฐานะสำนักงานกองเรือดำน้ำขึ้นเป็นกองเรือดำน้ำ และกำลังดำเนินการจัดหาเรือดำน้ำชั้น Type-206A เข้าประจำการในกองทัพเรือ ซึ่งถือเป็นความพยายามในการสร้างพลังอำนาจใต้สมุทรให้กลับมายังกองทัพเรือ และถือเป็นวาระครบรอบ 100 ปี (ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ จึงทำให้ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 100 ปีแทนปี 2553) หลังจากครงการจัดสร้างกำลังทางเรือที่ นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายพลเรือตรี พระยาราชวังสรรค์ และ นายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น สิงหวิกรมเกรียงไกรได้ร่างนำขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย ในโอกาสนี้ พล.ร.ต.สุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุทหารเรือเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความเป็นมาของเรือดำน้ำกับกองทัพเรือ และเหตุผลที่กองทัพเรือกำหนดให้วันที่ ๔ กันยายน ของทุกปี เป็นวันเรือดำน้ำ
|
|
Last Updated on Tuesday, 13 September 2011 21:31 |
|
[สรศักดิ์ สุบงกช] US Marine กับ US Navy SEAL คนละเรื่อง คนละเหล่า |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
Thursday, 11 August 2011 16:55 |
|
สหรัฐฯเป็นชาติที่เพิ่งก่อตั้งมาได้ 200 กว่าปีซึ่งจะว่าเป็นชาติใหม่ก็ได้ แต่ด้วยการที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่ช่วงเวลาแห่งการสร้างชาติ สหรัฐฯจึงมีวัฒนธรรมด้านการทหารที่แข็ง แม้ปัจจุบันจะเปลี่ยนจากการสร้างชาติมาเป็นเพื่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติหรือบางครั้งก็รุกรานช่วงชิงทรัพยากรเอาดื้อๆ แต่การได้เป็นทหารในเหล่าใดเหล่าหนึ่งของสหรัฐฯก็ยังเป็นความภาคภูมิใจ เป็นสิ่งที่นำมาเอ่ยได้เต็มปากว่า"ผม/ดิฉัน เป็นทหารอเมริกัน"
ปัจจุบันนี้กองทัพของสหรัฐฯมีอยู่ 4 เหล่า (corp อ่านว่า คอร์) คือกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และนาวิกโยธิน ซึ่งแต่ละเหล่าจะมีการทำงานขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงแม้ว่ากองทัพไทยจะมีรูปแบบการจัดการกำลังพลคล้ายสหรัฐฯก็ใช่ว่าเราจะเหมือนกับเขาไปเสียทุกอย่าง ในขณะที่เรามีทหาร 3 เหล่าทัพแต่อเมริกามี 4 และเหล่าที่เราไม่แยกออกไปก็คือนาวิกโยธิน
นาวิกโยธินได้ถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยของประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐฯ เมื่อครั้งที่สหรัฐฯส่งกองเรือไปค้าขายบริเวณบาร์บารี โคสต์ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศแถบอาฟริกาเหนือ ก่อนหน้านั้นอเมริกาถูกรังควานจากกองเรือสลัดของลิเบียอยู่บ่อยๆแต่ก็ยอมจ่ายค่าไถ่สินค้าแต่โดยดี จนกระทั่งถึงยุคของเจฟเฟอร์สันที่ต้องร้องขอต่อสภาคองเกรสว่าต้องส่งทหารไปปราบ เหล่านาวิกโยธินจึงเกิดขึ้นในช่วงนั้นด้วยวิธีง่ายๆคือเอาทหารราบขึ้นเรือไปให้ถึงที่หมาย ลงจากเรือมาสถาปนาที่มั่นให้ได้แล้วค่อยรบต่อเข้าไปในแผ่นดิน วีรกรรมแรกคือการบุกยึดกรุงทริโปลีได้แล้วต่อจากนั้นอเมริกาก็ไม่ต้องจ่ายค่าไถ่กับสลัดมุสลิมอีก ผลพวงที่ทำให้นาวิกฯเป็นที่รู้จักมาถึงทุกวันนี้ก็คือการเอาแผ่นหนังหุ้มคอเสื้อให้พ้นคมดาบซิมิทาร์ของโจรมุสลิม
|
|
Last Updated on Thursday, 11 August 2011 17:17 |
|
|
|
|
|
|
Page 1 of 3 |