|

สรศักดิ์ สุบงกช sosak@me.com
ผมถูกเชิญแกมบังคับจากน้องๆในเว็บไซต์ www.thaiarmedforce.com ล่วงหน้าหนึ่งเดือน ก่อนจะไปเยือนโรงเรียนการบินของกองทัพอากาศที่กำแพงแสน นครปฐม ในฐานะคนคุ้นเคยกัน หน้าที่ของผมในคณะคือเป็นวิทยากรเพื่อแนะนำเรื่องการเขียนบทความในฐานะนักเขียนและนักแปลอาชีพ แต่เมื่อไม่มีใครสนใจจะเขียนบทความ ทุกคนมุ่งหวังแต่จะได้ภาพการบินผาดแผลงกลับไปชื่นชม ผมก็ดีใจที่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเพราะจะได้ถ่ายรูปอย่างเดียวโดยไม่ต้องพูด แต่ที่ดีใจมากกว่าคือการได้กลับไปพบกับเพื่อนสนิทสองคนที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมานาน ทั้งคู่เป็นครูการบินที่นั่นโดยคนหนึ่งเป็นผู้บังคับฝูงบินฝึก CT-4 ส่วนอีกคนเป็นนักบินฝูงบินผาดแผลง "บลู ฟีนิกซ์" ความดีใจที่จะได้เจอเพื่อนมีมากกว่าการเอากล้องไปถ่ายรูป เพราะครั้งนี้เราไปกันเป็นคณะยี่สิบกว่าคน ทุกคนมีกล้องแต่ใช่ว่าทุกคนจะมีเพื่อนเป็นครูการบิน ซึ่งจริงๆแล้วความเป็นครูการบินยังสำคัญน้อยกว่าความเป็นเพื่อนที่ทั้งคู่มอบให้ผม เขาอาจจะเป็นใครก็ได้เพียงแค่บังเอิญมาเป็นครูการบินเท่านั้นเอง
โรงเรียนการบินกำแพงแสนมีภารกิจหลักคือแหล่งผลิตนักบินของกองทัพอากาศ เดิมที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาแต่เมื่อสหรัฐฯต้องการชัยภูมิตรงนั้นเพื่อเป็นฐานบินในสงครามเวียตนาม รัฐบาลจึงยื่นข้อเสนอว่าให้สร้างโรงเรียนการบินให้ใหม่ เหตุผลนี้เองที่ทำให้มีโรงเรียนการบินที่อำเภอกำแพงแสน นครปฐม ถึงปัจจุบัน เราจะมีโรงเรียนการบินมานานแค่ไหนหรือว่าย้ายจากโคราชมาอยู่นครปฐมตั้งแต่เมื่อไรนั่นคงต้องขอความกรุณาผู้อ่านโปรดสืบค้นเอาเอง ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ลึกๆไม่ใช่ประเด็นที่ผมอยากจะพูด ที่อยากจะเล่าในบทความสั้นๆชิ้นนี้คือความรู้สึกเมื่อได้สัมผัสกับแหล่งผลิตนักบินรบของชาติแห่งนี้ต่างหาก
โรงเรียนการบินก็เหมือนโรงเรียนทั่วไปคือมีตัวตึกเรียน มีครูและนักเรียนอยู่ในนั้น มีครูใหญ่และสนามหญ้าหน้าโรงเรียน ที่แตกต่างคือทั้งครูและนักเรียนต่างก็เป็นทหารประจำการ และสนามหน้าโรงเรียนที่ควรจะเป็นสนามหญ้าก็เป็นสนามบินยาว 2.7ก.ม. รับน้ำหนักได้ 90 ตันให้ครูและนักเรียนได้ใช้ฝึกปฏิบัติหลังจากเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนมาแล้ว นายทหารนักบินต้องผ่านการเรียนและฝึกไปจากที่นี่ ซึ่งจะแบ่งการเรียนออกเป็นขั้นต้น "ประถม" เพื่อให้เข้าใจการทำงานของเครื่องบินด้วยเครื่องบิน CT-4 ”ชิกเกน" สองที่นั่งเคียง ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปเรียนในชั้นสูงกว่าคือขั้น "มัธยม" ด้วยเครื่องบิน PC- 9แบบสองที่นั่งเรียงกันเพื่อความคุ้นเคยกับรูปแบบการทำงานของเครื่องบินรบหลักๆที่ใช้ในกองทัพอากาศไทยคือ F-5, F-16 และอื่นๆ จบการศึกษาจากที่นี่แล้วศิษย์การบินที่สอบผ่านจะถูกส่งไปอยู่ตามฝูงบินแบบที่ตนเองเลือกไว้ในฐานบินต่างๆทั่วไทย
การมีโรงเรียนการบินเพื่อผลิตนักบินเองนั่นน่าภูมิใจแล้ว แต่ที่น่าภูมิใจมากกว่านั้นคือเราสร้างกองทัพอากาศมาได้ครบร้อยปีแล้วในปีนี้ หลังจากการบุกเบิกของนายทหารสามท่านผู้ให้กำเนิดกองทัพอากาศแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ คือพลอากาศโทพระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป), นาวาอากาศเอกพระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ (หลง สินศุข) และนาวาอากาศเอกพระยาทะยานพิฆาต (ทิพย์ เกตุทัต) ที่ไปศึกษาวิชาการบินและสร้างเครื่องบินจากประเทศฝรั่งเศส แล้วกลับมาสร้างกองทัพอากาศให้เป็นปึกแผ่น สร้างเครื่องบินรบใช้ได้เองจนกลายเป็นกองทัพอากาศที่ใหญ่เป็นที่สองรองจากญี่ปุ่นเท่านั้นในเอเชีย กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้เองที่ความก้าวหน้าทั้งด้านแผนแบบและสร้างเครื่องบินของเราหยุดชะงัก เมื่อสหรัฐฯเข้ามามีอิทธิพลหลังจากเอาชนะญี่ปุ่นได้ สิ่งที่มีมาพร้อมกับอิทธิพลทางการเมืองคือความช่วยเหลือแบบให้เปล่า หวังจะใช้เราเป็นพวกเพื่อทำสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ แล้วหลังจากนั้นเราก็เลิกคิดเลิกพัฒนาอากาศยาน เพราะซื้อเอาหรือรอรับความช่วยเหลือนั้นง่ายและเร็วกว่าไม่ต้องเสียเวลาวิจัยและพัฒนา แล้วเราก็ซื้อหรือรับความช่วยเหลือกันตลอดมาอีกหลายสิบปี จนลืมไปว่าสักวันหนึ่งเราต้องยืนอยู่ให้ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง
กระทั่งถึงวันนี้ วันที่ราคาเครื่องบินรบและระบบอาวุธเทคโนโลยีสูงลิ่วจนแทบจะซื้อไม่ไหว จะจัดหามาแต่ละครั้งก็ได้ไม่ครบจำนวนหรือร้ายกว่านั้นคือไม่ครบสเปค แต่โรงเรียนการบินก็ยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตนักบิน ปลูกฝังสำนึกแห่งการเป็นนักบินรบ คัดสรรอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้นักบินทหารมีคุณภาพ ให้นำอากาศยานออกปฏิบัติภารกิจสำเร็จแล้วกลับที่ตั้งได้ปลอดภัย ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำแค่ไหน เครื่องช่วยเดินอากาศและประสิทธิภาพของเครื่องบินจะวิเศษอย่างไร องค์ประกอบสำคัญที่สุดยังคงเป็นมนุษย์ ถ้าเขาเริ่มต้นได้อย่างถูกต้องผลลัพธ์ก็คือชัยชนะหรือความสูญเสียที่น้อยที่สุดทั้งบุคคลากรและยุทโธปกรณ์ และคนที่จะสร้างคนกลุ่มนี้ขึ้นมาได้ก็คือครูการบิน.... ซึ่งไม่ต่างกันเลยจากครูสอนวิชาอื่นๆผู้หวังจะให้ศิษย์เป็นผู้มีความรู้อย่างถ่องแท้ในวิชาที่ร่ำเรียน จะต่างกันก็ตรงที่เมื่อศิษย์วิชาธรรมดาพลาดก็สอบซ่อม แต่ศิษย์การบินพลาดอาจบาดเจ็บสาหัสหรือร้ายกว่านั้นคือเสียชีวิต
 น.ท.คมกฤช เพชรสุข ผู้บังคับฝูงฝึกขั้นต้น
น.ท.คมกฤช เพชรสุขที่เพื่อนๆเรียกกันว่า "จ่าดิบ" ทั้งที่เป็นนาวาอากาศโทและในอนาคตเขาอาจจะเป็นอะไรที่ดีกว่านั้น คือเพื่อนครูการบินที่ผมกล่าวถึง ความเป็น "ครู" ของเขาสะท้อนออกทางบุคลิกลักษณะชัดเจน เขาจำประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวีรกรรมของนักบินรุ่นพ่อถึงรุ่นปู่ได้แม่น นำคณะของเราเดินชมภาพของอดีตนักบินผู้เคยได้รับเหรียญกล้าหาญ "กล้ากลางสมร" แล้วเล่าถึงเบื้องหลังของผู้กล้าเหล่านั้นได้อย่างน่าสนใจ บางท่านเสียชีวิตในหน้าที่ บางท่านได้อยู่ในกองทัพจนปลดเกษียน บางท่านพิการ มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างทรนงเยี่ยงตำนานที่มีลมหายใจ กิตติศัพท์ของคมกฤชเป็นที่ครั่นคร้ามในหมู่ศิษย์การบิน เมื่อเอ่ยถึง "ครูดิบ" นักเรียนที่เคย "ผ่านมือ" ของเขามาแล้วจะพูดตรงกันว่าเป็นครูที่ใส่ใจ เข้มงวด สำหรับครูดิบความผิดพลาดและไม่ใส่ใจไม่ใช่ทางเลือกของนักบินรบ เพราะนั่นหมายถึงความเสียหายของทรัพย์สินราชการและชีวิตของครูกับศิษย์การบิน
เมื่ออยู่กับศิษย์ในเครื่องบินฝึกแบบตัวต่อตัวนั้นทุกสิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ถ้าเครื่องดับจะทำอย่างไร? ล้อไม่กาง? ร่อนลงฉุกเฉิน? ฝาครอบห้องนักบินไม่ยอมเปิด? ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้ที่กลางอากาศ สติเท่านั้นที่จะช่วยให้รอด และที่ตรงนั้นครูคือคนที่คอยกระตุ้นสติของศิษย์การบินให้กลับคืนมา เพื่อให้เขากลับมานิ่งแล้วคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนไม่ลนลานซึ่งจะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ครูการบินจึงไม่ใช่แค่สอนให้ศิษย์บินเป็นเท่านั้น เขาคือผู้ที่ศิษย์ต้องฝากชีวิตไว้ ต้องอยู่กับศิษย์และบางครั้งอาจถึงกับต้องสละชีวิตตัวเองเมื่อคำนึงถึงชีวิตของศิษย์เป็นสำคัญ ในห้องเรียนห้องหนึ่งที่คณะของเราเข้าไปชม มีภาพวาดขนาดใหญ่ของครูการบินผู้ล่วงลับคือเรืออากาศเอกจักรพงศ์ การเที่ยง (ครูอ้วน) ในภาพนั้นมีเรื่องราว
วันที่เกิดเหตุคือ 17 ตุลาคม 2545 ท่านและศิษย์การบินคือเรืออากาศตรีพงศ์บดินทร์ ไสยจิตร ได้นำเครื่องบินฝึกแบบ CT-4 ออกฝึกตามปกติ แต่เมื่อขึ้นไปได้ครึ่งชั่วโมงก็รายงานกลับมาว่าความดันน้ำมันหล่อลื่นเป็นศูนย์ ผลคือเครื่องกำลังจะดับแต่ในบริเวณนั้นเป็นสวนผลไม้และชุมชน ครูอ้วนจึงพยายามประคองเครื่องออกห่างเพื่อไม่ให้ตกใส่บ้านเรือนเสียหายและผู้คนบาดเจ็บล้มตาย แต่ด้วยระยะที่ต่ำพอโดดร่มได้จึงร้องบอกศิษย์ให้โดดก่อน ศิษย์โดดแต่ครูยังพยายามประคองเครื่องอยู่อย่างสิ้นหวัง กระทั่งร่อนออกพ้นเขตชุมชนแล้วจึงโดดแต่ด้วยระดับที่ต่ำร่มจึงไม่ทันกางกินลม ร่างของครูอ้วนกระแทกต้นไม้เสียชีวิต เครื่องบินตกห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตรส่วนศิษย์ไม่เป็นอันตราย ปัจจุบันคำพูดของครูอ้วนก่อนเสียชีวิตคือ "โชคดีนะน้อง ไปเจอกันข้างล่าง" ยังปรากฎอยู่ใต้รูปของท่านในห้องเรียนของศิษย์การบินชั้นประถม เพื่อเตือนใจทั้งครูและศิษย์

ขึ้นชื่อว่า "ครู" แล้วย่อมเหมือนกัน ครูทุกคนย่อมอยากเห็นศิษย์ที่ตนสร้างมามีความสามารถ การสร้างคนนั้นคล้ายกับสิ่งเสพติด ความปิติจากการเห็นศิษย์ได้ดีเอาตัวรอดได้นั้นเหมือนได้เสพอะไรเข้าไปสักอย่างที่ทำให้รู้สึกเป็นสุข ในกรณีของครูการบินนั้นพวกเขาคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าศิษย์บินได้ปลอดภัย ไม่ทำสมบัติของชาติพังพินาศและสูญเสียแม้แต่ชีวิตของตัวเอง
อีกคนที่ผมบอกไว้ตั้งแต่ต้นบทความว่าดีใจที่จะได้เจอกันอีกในการเยี่ยมโรงเรียนการบินครั้งนี้ ก็คือนาวาอากาศโทศักพน ชัยมงคลที่มีชื่อเล่นว่า "บึ๋ย" ในหมู่เพื่อนและเป็น "ครูบึ๋ย" ของศิษย์การบิน เพื่อนของผมและเป็นเพื่อนสนิทร่วมรุ่นกับจ่าดิบ เราเจอกันจากการแนะนำของดิบเมื่อหลายปีก่อนแล้วก็พบกันเป็นครั้งคราวเรื่อยมา ครั้งใดที่ออกจากโรงเรียนการบินเข้ากรุงเทพฯแล้วเรามีนัดรับประทานอาหารเย็น บึ๋ยก็จะมานั่งกินนั่งคุยด้วยไม่เคยขาด เราได้ความรู้ใหม่ๆจากเขาเสมอทั้งเรื่องโครงการอากาศยานไร้นักบินที่เขาเคยทำ และข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องบินทั้งที่เขาคลุกคลีอยู่และความรู้ที่ค้นคว้ามาได้
 น.ท.ศักพน ชัยมงคล Blue Phoenix 2
บึ๋ยเข้ามาร่วมหัวจมท้ายกับทีมบลู ฟีนิกซ์ด้วยความแค้นส่วนตัว เขาบอกเราว่าแรงบันดาลใจเกิดขึ้นหลังจากได้เห็นการแสดงบินผาดแผลงของฝูงบิน "แบล็ค ไนท์" (Black Knights) จากสิงคโปร์เมื่อปีพ.ศ.2551 บึ๋ยบอกว่ามันทำให้เขาอับอายที่สิงคโปร์ซึ่งเพิ่งมีกองทัพอากาศมาได้ไม่กี่ปีกลับเอาเครื่องบินมาบินผาดแผลงเหนือน่านฟ้าไทยได้ หลังจากวันนั้นเขาถึงกับขอกับอนุสาวรีย์ของบุพการีกองทัพอากาศไว้เลยว่าเมื่อใดที่เราตั้งฝูงบินผาดแผลงขึ้นมาใหม่ เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีม และในวันนี้เขาก็เป็นหนึ่งในทีมตามที่ตั้งปณิธานไว้
แต่บลู ฟีนิกซ์ไม่ใช่ของใหม่
เราเคยมีฝูงบินผาดแผลงมาก่อนแล้วคือ "ฝูงบินแสนเมือง" ที่ได้ชื่อจากหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอกำแพงแสนที่ทหารไทยยุคสงครามพม่าใช้พักแรมก่อนรับศึกหนัก เป็นฝูงบินผาดแผลงหนึ่งเดียวของกองทัพอากาศใช้เครื่องบินฝึกแบบ 12 หรือ T-37B ”ทวินนี" มีรูปโฉมไม่ต่างจากเครื่องบินโจมตีเจ็ต A-37 จำนวน 5 ลำ บินแสดงท่าทางการบินยากๆและสวยงามในงานฉลองต่างๆและบินเป็นครั้งสุดท้ายในวันฉลองครบรอบ 72 ปีกองทัพอากาศเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2530 เหตุที่ต้องเลิกภารกิจนั้นน่าเศร้าคือสองลำในหมู่บินเฉี่ยวชนกันตกนักบินเสียชีวิตหนึ่งนายคือนาวาอากาศโทวิบูลย์ โชติกานนท์ ที่เหลือ 3 ลำสามารถบินกลับฐานที่กำแพงแสนได้ แต่หลังจากเหตุการณ์วิปโยคในวันนั้นแล้วเราก็ไม่มีฝูงบินผาดแผลงอีกเลย เว้นแต่การบินแสดงเดี่ยวโดยเครื่องบินรบแบบต่างๆในวันเด็กและการบินปล่อยควันสีธงชาติประกอบการสวนสนามวันราชวัลลภ
แสนเมืองได้ตายไปแล้ว? เราต้องคอยดูฝูงบินผาดแผลงนำเข้าเพียงอย่างเดียว? จะไม่มีฝูงบินผาดแผลงสัญชาติไทย บินโดยนักบินกองทัพอากาศไทยแล้ว?
ทั้งหมดนี้คือคำถามในใจของทหารอากาศไทยและคนไทยทุกคนที่สนใจการบิน เพราะการมีฝูงบินผาดแผลงไว้ไม่ใช่แค่ให้นักบินมาบินกันเท่ๆเพื่ออวดฝีมือ ดูเหมือนจะสิ้นเปลืองสูญเปล่าก็จริงแต่มันเป็นศักดิ์ศรีของเหล่าทัพ ของชาติ เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นอารยชน แสดงให้เห็นถึงวินัยอันพร้อมเพรียงของนักบินที่ผ่านการฝึกฝนมาดีและพลานุภาพของกองทัพอากาศ เกือบทุกชาติที่มีกองทัพอากาศจะต้องมีฝูงบินผาดแผลง อเมริกามี "ธันเดอร์เบิร์ด" กับ "บลู เองเจิล" จากกองทัพอากาศและกองทัพเรือ ญี่ปุ่นมี"บลู อิมพัลส์" สิงคโปร์มี"แบล็ค ไนท์" อินเดียมี"สุริยะกิราน" แม้แต่ประเทศในยุโรปที่เกิดใหม่อย่างโครเอเชียก็ยังมี "คริลา โอลูเย" (Krila Oluje: Wings of Storm) แล้วถ้าเราพร้อมทั้งเครื่องบินและนักบินล่ะทำไมจะมีไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบินที่ดี บินเร็วอย่างอเมริกาเลยเพราะจริงๆแล้วการบินแสดงต้องบินค่อนข้างช้าในระดับของเครื่องบินใบพัด คนดูจะได้มองเห็นง่ายๆชัดๆ ถ่ายรูปแล้วสวย
แต่ทำไมอเมริกาถึงใช้ F-16 กับ F-18 ทำฝูงบินผาดแผลง? คำตอบหนึ่งคือเพราะเขารวย ส่วนอีกคำตอบก็คือเพราะเขาจะโฆษณาขายของซึ่งก็คือเครื่องบินรบที่ใช้บินแสดงนั่นเอง คำตอบจึงไม่ใช่เครื่องบินขับไล่ความเร็วและความคล่องตัวสูง ด้วยบรรทัดฐานคือไม่ต้องบินเร็วแต่บินท่ายากๆให้ได้ เครื่องบินอะไรที่คล่องตัวประกอบกับนักบินมีความสามารถก็ใช้บินผาดแผลงได้ทั้งสิ้น อินเดียและญี่ปุ่นต่างก็ใช้เครื่องบินฝึกที่สร้างเองคือ HJT-16 และคาวาซากิ T-4 ตามลำดับ ส่วนคริลา โอลูเยนั้นยิ่งถูกสตางค์กว่าด้วยเครื่องบินฝึกใบพัดพิลาตุส PC-9 จากสวิตเซอร์แลนด์ และนี่คือตัวอย่างอันชัดเจนว่าเครื่องบินใบพัดก็บินท่ายากได้ไม่แพ้เจ็ต เครื่องบินสำคัญแค่ครึ่งเดียว ครึ่งที่เหลือคือขอแค่นักบินเทพๆเท่านั้น เจ็ตหรือใบพัดไม่ใช่ประเด็น
เพราะบึ๋ยเพื่อนผมเป็นทหารอากาศที่กินนอนกับเครื่องบินมาครึ่งค่อนชีวิต เขาจึงรู้และมีความหวังว่า "แสนเมือง" ต้องกลับมา จะด้วยชื่อเดิมหรือด้วยชื่ออะไรก็ตามแต่กองทัพอากาศของเราต้องมีฝูงบินผาดแผลง ขอเพียงแต่ให้มีเวลาซ้อมให้พอ ซ้อมอย่างจริงจัง ของพร้อมทั้งตัวเครื่องบินและอุปกรณ์สื่อสารเท่านั้น จะให้บินท่ายากแค่ไหนก็บินได้
ความฝันของบึ๋ยและเพื่อนๆเป็นจริงจนได้ในวาระครบรอบ 100 ปีบุพการีกองทัพอากาศ เมื่อผู้บังคับบัญชามีความคิดเห็นตรงกันว่าควรให้ฟื้นโครงการฝูงบินผาดแผลงขึ้นใหม่ "บลู ฟีนิกซ์" จึงเกิดขึ้นด้วยนัยยะว่าเป็นนกที่ตายไปแล้วแต่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วยไฟตามตำนานกรีกโบราณ มันเป็นนกอมตะที่คืนชีพมาอย่างสง่างามด้วยนักบิน5นายกับเครื่องบินฝึกพิลาตุส PC-9 ที่เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อวันเด็กที่สนามบินดอนเมือง และเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อ 27 มีนาคมที่ผ่านมาในถิ่นกำเนิดคือโรงเรียนการบินกำแพงแสน

จากที่ติดตามมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ดอนเมือง ผมรู้สึกพอใจในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับการแสดง เรามีความพร้อมในระดับหนึ่งแต่ยังเรียกไม่ได้ว่า"สมบูรณ์"เมื่ออุปกรณ์บางชิ้นยังต้องปรับปรุง ตอนเปิดตัวเป็นทางการนั้นผมรู้สึกตรงกับเพื่อนๆที่ไปชมการแสดงว่ามันมีการพัฒนา บึ๋ยกับเพื่อนๆบินได้ดีขึ้นแต่ท้องฟ้าไม่เปิด มีเมฆหนาแน่นจึงบินท่าทางยากกว่านั้นไม่ได้ ผมไม่ได้ตามไปดูบลู ฟีนิกซ์ไปบินแสดงที่เชียงใหม่เพราะติดธุระแต่ก็ไม่พลาดการแสดงครั้งนี้ ครั้งที่มาเยือนกำแพงแสนกับคณะซึ่งองค์ประกอบต่างๆดูจะสมบูรณ์กว่าเดิม ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใสและดูเหมือนกับว่าทีมจะปรับปรุงข้อผิดพลาดจากครั้งที่แล้วๆมาได้เกือบหมดจึงน่าตื่นตาตื่นใจ บลูฟีนิกซ์บินท่ายากขึ้น บินใกล้พอให้ถ่ายรูปได้ชัดกว่าเดิมและนักบินหลุดฝูงน้อยมากต้องมองภาพถ่ายถึงจะรู้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นมันอยู่ที่นักบินทั้งห้ามีพัฒนาการไปในทางที่ดี ทั้งห้าแสดงให้เห็นว่าถ้าคนพร้อม เครื่องบินและส่วนสนับสนุนพร้อม มีเวลาซ้อมเพียงพอ จะบินท่ายากแค่ไหนก็บินได้
จบการแสดงของบลู ฟีนิกซ์แล้วเราได้มีโอกาสนั่งคุยกับบึ๋ยและนักบินในทีมอีก 4 นาย จากแววตาและถ้อยคำที่พวกเขากลั่นออกจากใจนั้นเรารู้ว่านี่คือความภูมิใจ บลู ฟีนิกซ์คือเกียรติยศของกองทัพอากาศที่พัฒนาได้ เราหวังได้ว่าต่อไปฝูงจะมีนักบินผลัดเปลี่ยนกันมาบิน ต้องมีนักบินรุ่นที่สอง,สามและต่อๆไปและมีการกลั่นกรองให้ได้มือเยี่ยมๆมาบินผาดแผลงเช่นเดียวกับโครเอเชียหรือสหรัฐฯ บลู ฟีนิกซ์ไม่ต่างจากกิจการใดๆก็ตามที่เพิ่งเกิดขึ้นคือเกิดจากคนกลุ่มเล็กๆเพียงไม่กี่คน แล้วคนกลุ่มนี้ก็แสดงให้ผู้เกี่ยวข้องเห็นความสามารถก่อนในช่วงแรกๆ ก่อนจะขยายผลให้เป็นชื่อเสียงในวงกว้างตามด้วยการสนับสนุนจากหน่วยเหนือเมื่อเห็นความสำคัญของหมู่บินผาดแผลง ไปถึงจุดนั้นเมื่อใดเราก็จะได้เห็นบลู ฟีนิกซ์ที่มีสีสันมากขึ้น บินได้แพรวพราวเป็นที่เลื่องลือจนสามารถไปแสดงพลานุภาพของกองทัพอากาศไทยได้ทั่วโลก เช่นเดียวกับธันเดอร์เบิร์ด,แบล็ค ไนท์ ฯลฯ
ถ้านักบิน PC-9 "คริลา โอลูเย" ของโครเอเชียทำได้ แล้วนักบิน PC-9 ”บลู ฟีนิกซ์" ล่ะ?
ที่เหลือก็คงต้องให้เวลากับตัวนักบินเองและผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไปเท่านั้นที่จะพิสูจน์
การไปเยือนโรงเรียนการบินครั้งนี้ผมถือว่าเกินคุ้ม เราได้สัมผัสกับเกียรติประวัติของโรงเรียน ได้รับรู้ถึงเกียรติคุณของนักบินทหารรุ่นพี่ๆที่ได้สร้างไว้ด้วยเลือดเนื้อจากการปกป้องอธิปไตยด้วยกำลังทางอากาศ ได้เข้าใจว่าครูการบินคือผู้เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบเช่นในกรณีของครูจักรพงศ์ การเที่ยงผู้ยอมเสี่ยงชีวิตประคองเครื่องบินออกห่างแหล่งชุมชนจนวินาทีสุดท้าย ได้เห็นและเข้าใจวิธีการทำงานในหน่วยงานต่างๆของโรงเรียน ที่ถือว่าสุดยอดเลยคือการได้นั่งคุยแบบเป็นกันเองกับนักบินฝูงบินผาดแผลงบลู ฟีนิกซ์ทั้งห้าท่าน ซึ่งจะหาโอกาสได้สัมผัสกับหน่วยงานภายในลึกๆแบบนี้ได้ยากมากหากไม่ได้รับความอนุเคราะห์จากกองกิจการพลเรือนกองทัพอากาศ
เรามักจะตั้งคำถามกับกองทัพกันบ่อยๆว่าเอาภาษีไป เอาไปทำอะไร? ถ้าท่านยังสงสัย เรื่องราวที่เพิ่งอ่านมาทั้งหมดนี้แหละครับคือคำตอบในส่วนของกองทัพอากาศ

|
Comments
"ไม่ต้องเร็ว แต่ทำท่ายากๆได้ "
"ไม่สวย แค่ท่ายากเยอะ"
555 เกี่ยวกันไหม
บลู ฟีนิกซ์ แสดงเพื่อสร้างแ รงบันดาลใจด้านก ารบิน ให้คนในชาติครับ
RSS feed for comments to this post.