• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
[MiG-31] MIG-31 "Foxhound" หนึ่งในสุดยอดเครื่องบินขับไล่ของโซเวียต PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Thursday, 08 July 2010 03:27

บทความโดยสมาชิก TAF คุณ MiG-31

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เขียนถึงเครื่องบินตัวที่ปลื้มที่สุดซักที ปลื้มจนต้องเอามาตั้งเป็นชื่อนามแฝงตัวเอง หลายคนคงจะสงสัยว่าเจ้าเครื่องบิน MiG-31 มันมีอะไรให้ปลื้มขนาดนั้นฟะ สำหรับตัวผมเองก็คิดเหมือนกัน มันมีอะไรให้ปลื้มขนาดนั้นฟะทั้งๆที่รุ่นอื่นมีให้เพียบ ซึ่งผมบอกได้เพียงสั้นๆว่าเป็นเครื่องบินรบตัวแรกที่ผมไปอ่านเจอข้อมูล ยิ่งได้รู้จักก็ยิ่งสนใจ เครื่องบินรบที่รูปร่างเทอะทะใหญ่โต ไม่ได้มีความเป็นสเตล์ทเลยซักนิด ซึ่งจำกัดความได้ง่ายๆเหมือนรถถังลอยฟ้านั้นเอง แต่มันกลับมีความเป็นเครื่องบินรบชั้นยอดซึ่งแม้จะผ่านมาเนิ่นนาน มันเป็นเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศและฐานยิงอาวุธลอยฟ้าที่บินได้เร็ว 3 พันกิโลเมตร/ชั่วโมง และยังพ่นพิษได้อยู่ถึงจะเก่าล้าหลัง ด้วยอาวุธประสิทธิภาพสูงประจำเครื่องที่สามารถสอยอากาศยานทุกชนิดในระยะหลักร้อยกิโลเมตร บทความบางแห่งเลยยกให้ มิก-31 เป็น 1 ในบรรดาเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นที่ดีที่สุดของโซเวียต/รัสเซีย เพราะรวมเอาเทคโนโลยีใหม่ๆในยุคนั้นที่จำเป็นแก่การรบทางอากาศเข้าไว้ด้วยกัน

มิก-31 ถูกสร้างขึ้นโดยสำนักออกแบบอากาศยาน มิโกยัน-กูเรวิช ในช่วงทศวรรษ 1975 เพื่อทดแทน มิก-25 ที่ถูกสร้างขึ้นมาสกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วสูง เอ็กซ์บี-70 วัลคีรี ที่โครงการถูกยกเลิกไป ประกอบกับข่าวกรองที่รัสเซียมีโดยหน่วยป้องกันภัยทางอากาศ (พีวีโอ) พบว่ากลุ่มประเทศในนาโต้เริ่มนำขีปนาวุธมาใช้งานมากขึ้นโดยเฉพาะขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำ แถมยังมีประสิทธิภาพในการโคจรเข้าหาเป้าหมายในระดับต่ำ แน่นอนว่าพื้นที่รับผิดชอบในยุคนั้นของโซเวียตทั้งหมดกว้างขวางเกินกว่าระบบแซมป้องกันทางอากาศภาคพื้นจะรองรับได้ ภาระเลยถูกส่งมาที่เครื่องบินขับไล่สกัดกั้นที่มี มิก-25 นั้นมีข้อดีที่บินได้เร็วมากรวมถึงทำการบินระดับสูงมากได้แต่ ไม่สามารถตอบสนองในภารกิจบินลาดตระเวณระดับต่ำได้ดีพอ จึงทำให้มีการพัฒนาขีดความสามารถในการบินป้องกันในระดับต่ำและสูงมาไว้ใน มิก-31

ต้นแบบ มิก-31 ชื่อว่า วายอี-155เอ็มพี หรือ มิก-25มาดัดแปลงใหม่ทั้งลำโดยชื่อเดิมของมิก-25ที่เป็นต้นแบบของ วายอี-155 คือ มิก-25อาร์บี การพัฒนาเริ่มในปี1966 เพิ่มความแข็งแรงของปีกและแพนหางให้มากขึ้น และห้องนักบิน 2 ที่นั้ง เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต 2 เครื่องยนต์ออกแบบโดย โอเคบี-36เอ็มเอพี สุดท้ายได้เครื่องยนต์ อาร์ดี-19เอ็ม และเสนอแบบในวันที่ 24 พฤษภาคมปี 1968 ต่อกองทัพอากาศ โดยมีต้นแบบดังนี้คือ รุ่น วายอี-155 เอ็มพี ขับไล่/สกัดกั้นเพดานบินสูง รุ่นเอ็มเอฟ ลาดตระเวณ(และมีนักบิน2นายในรุ่นนี้) รุ่นเอ็มอาร์ ถ่ายภาพทางอากาศ นอกจากนั้นยังมีเรดาห์ว่ากันว่าเป็นระบบแรกในโลกที่สามารถตรวจจับเป้าหมายทุกประเภทโดยเกาะติดเป้าหมายที่มีความเร็วสูงได้ แยกประเภทเป้าหมาย รวมถึงเป้าหมายที่อยู่ในระดับสูงสุดจนถึงยอดไม้ ซึ่งประสิทธิภาพแทบจะเทียบเท่าเอแวคเลยก็ได้ เรดาห์ที่ว่านี้คือ เอ็น-0007 แซสลอน (นาโต้เรียกว่าแฟรชแดนซ์) ที่พัฒนาโดย สำนักออกแบบ ทิโมรอฟ เอสอาร์ (หรือเจเอสซี พลาโทรซอน ในยุคปัจจุบัน) ผู้พัฒนาเรดาห์ ไอบิส-อี ที่ติดตั้งกับ ซู-35 ในปัจจุบัน

แต่มาถึงปี 1971 ความต้องการของกองทัพอากาศโซเวียตเพิ่มขึ้นคือ ต้องการให้สามารถไต่ระดับความสูงได้มากกว่าเดิม แน่นอนว่าต้องหาเครื่องยนต์ใส่เข้าไปใหม่ โดยได้หันมาใช้เครื่องยนต์ ดี-30เอฟ-6 เทอร์โบแฟนที่ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเดิมแถมมีแรงขับมหาศาลกว่า 34,000 ปอนด์ พร้อมเชื้อเพลิงเต็มความจุอีก 2500 ลิตรของสำนัก เอ็มเคบี โดยมีหัวหน้าวิศวกรเป็นผู้ออกแบบคือ พาเวฟ โซโลเยฟ ลำตัวของ วายอี-155 ประกอบด้วยวัสดุผสม มากกว่าเหล็กกล้าไร้สนิมที่ใช้กับมิก-25 โดย 50% เป็นสแตนเลส มีไทเทเนียม 16% และอลูมิเนียม 33% ปีกรูปสี่เหลี่ยมคางหมู พื้นที่ใต้ปีกเพิ่มขึ้น 1.2 ตารางเมตร โดยเน้นความแข็งแรงของปีกเพื่อให้ติดตั้งจรวดนำวิถี เค-33 (เอเอ-9เอมอส) ที่ลำตัวและให้สามารถทนการบินระดับต่ำด้วยความเร็วสูงได้ดี โดยเริ่มทดลองต้นแบบลำที่สมบูรณ์ปี 1975 ที่ชานกรุงมอสโก สร้างโดยโรงงาน มิโกยัน และเริ่มทดสอบในวันที่ 16 กันยายนปีเดียวกัน โดยมีนักบินทดสอบได้แก่ บอริส ออลอฟ,วาเรียรี่ มินิสทรี เป็นต้น และบินอีกครั้งในวันที่ 22 เมษายน1976 โดยนักบิน อเล็กซานเดอร์ โฟโวตอฟ ถือเป็นต้นแบบลำที่สองก่อนเข้าสู่สายการผลิตในชื่อ ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ

 

ห้องนักบินและระบบเรดาห์

เรดาห์ เอ็น-0007 แซสลอน เป็นเรดาห์ เฟส-อเรย์ แบบแรกของโซเวียต แน่นอนว่าทีมพัฒนาปวดหัวมากกว่าจะได้มันมาติดตั้งกับมิก-31 ในปี 1968 พลาโทรซอน ได้รับมอบหมายให้พัฒนาเรดาห์เพื่อใช้กับ มิก-31 ทีมวิศวกรได้พัฒนาเรดาห์ 2 แบบคือ ดรอป-โกลซ่า และ วิรค์ ใช้เทคโนโลยีขั้นสุดยอดในยุคนั้นเรียกว่า แชปไฟร์ สเมิรซ์-100 แต่เรดาห์ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ ทำให้ทางหน่วยป้องกันภัยทางอากาศให้ทาง ฟราโทรซอน ส่งเอกสารไปยังทีมพัฒนาเรดาห์อื่นๆมาร่วมกันพัฒนาขึ้นมาใหม่ในปี 1971 เมื่อรวมบริษัทต่างๆเข้าด้วยกันเช่น เอ็นพีโอ-อิซต็อก จึงได้ แซสลอน มาใช้งาน โดยหลักๆได้แก้ไขปัญหาเรื่องการตรวจจับเป้าหมายที่โคจรเหนือพื้นดิน การเกาะติดเป้าหมายจำนวนมาก กว่าจะให้ระบบทำงานได้ต้องรอถึง 12 วินาทีเพื่อให้เรดาห์เริ่มสแกน เรดาห์เริ่มทดสอบครั้งแรกในปี 1973 และบินทดสอบในปี 1976 ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1978 สามารถตรวจจับเป้าหมายในภารกิจแรกได้ 10 เป้าหมายเหนือที่เพดานบินสูง 5,000 เมตร ในปี 1981 มิก-31 ติดตั้งเรดาห์ แซสลอน จึงได้รับการประเมินจากกองทัพอากาศและถูกสั่งผลิตเต็มที่ในปี 1983

มิก-31เอ นั้นถูกติดตั้งระบบนำทางแบบ โพลยุช-1ไอ ระบบออโต้ไพลอท เอสเอยู-155ยูพี ซึ่งทำงานร่วมกับระบบเรดาห์แซสลอน และเซ็นเซอร์อินฟาเรด สาเหตุนึงที่ต้องใช้นักบิน 2 นายเพราะว่าเดิมที มิก-25 นั้นต้องพึ่งพาข้อมูลเป้าหมายจากสถานีเรดาห์ภาคพื้นดินรวมถึงความสำคัญของเป้าหมายที่ต้องทำการเข้าต่อตี แต่มิก-31 จะใช้นักบินที่สองเพื่อจัดลำดับเป้าหมาย ประเมินภัยคุกคามเพื่อเข้าตี มีระบบเขื่อมโยงข้อมูลอัตโนมัติกับเรดาห์ภาคพื้น เอเค-อาร์แอลดีเอ็น ระบบเชื่อมโยงข้อมูลดาต้าลิงซ์กับเครื่องบินลำอื่น เอพีดี-518 ใช้งานร่วมกับ ระบบควบคุมการการเชื่อมโยงข้อมูล บีเอเอ็น-75 สามารถลิงซ์ข้อมูลเรดาห์จาก มิก-31จำนวนรวม 4 เครื่องเข้าด้วยกัน (เรียกว่า วูฟแพค) จะมีระยะตรวจจับรวม 900 กิโลเมตร สามารถรวมเข้ากับเรดาห์ เครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศแบบ เอ-50 แมนสเตย์ได้อีก นอกจากนั้นยังบินแยกกลุ่มล่ะ 4 ลำเพื่อโยงข้อมูลเรดาห์ให้กับอากาศยานอื่นได้อีก 16 เครื่อง (มิก-31จำนวน 1 ลำโยงข้อมูล ซู-27 จำนวน 4 เครื่อง) ซึ่งเครื่องบินหลักที่เข้ามาเชือมโยงภารกิจนี้คือ ซู-27เอส/พี ผ่านระบบควบคุมแบบ วอซดุต-1ซี-2บีเอ็ม ระบบเชื่อมต่อ ทีเคเอส-2-27 ใช้เวลารีเซทข้อมูลดาต้าลิงซ์ใหม่ 10 วินาที ระบบดาต้าลิงซ์กับฐานภาคพื้น รากูด้า-เอ็มบี5ยู15เค

ระบบเรดาห์ เอสบีไอ-ไอ16 (เอ็น-0007 แซสลอน เอส-800) มีระยะตรวจจับสูงสุด 200 กิโลเมตร เกาะติดเป้าหมายได้ไกล 120 กิโลเมตร ระยะกวาดทางราบ 120 องศา ส่วนมุมสูงและลึก +70/-60 องศา สามารถตรวจจับเป้าหมายที่อย่สูงจากพื้นได้ 25 เมตร ตรวจจับเป้าหมายที่มีหน้าตัดเรดาห์ 0.3 ตารางเมตรในระยะ 65 กิโลเมตร เกาะติดเป้าหมายสูงสุด 10 เป้าหมายและยิงทำลายพร้อมกันได้ 4 เป้าหมาย ระบบค้นหา/ติดตามเป้าหมายด้วยอินฟาเรด กึ่งอัตโนมัติ แบบ ทีพี-8 ไออาร์ไอเอส-ที เชื่อมโยงเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์อำนวยการรบแบบ อาร์กอน-15เอ โดยเรดาห์ แซสลอน คลื่นค้นหา ความถี่เอ็กซ์แบน์ด ความถี่สูง 9-9.5 จิกะเฮิรซ์ แผ่นเรดาห์มีหน้าตัด 1.1 เมตร หนา 30 เซ็นติเมตร หนัก 300 กิโลกรัม หากรวมคอมพิวเตอร์และระบบอำนวยการรบเข้าไปก็ 1 ตันพอดี กำลังไฟ 2.5 กิโลวัตต์ เรดาห์สามารถทำงานได้ต่อเนื่องนาน 55 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังเป็นอากาศยานของโซเวียตแบบแรกที่ใช้ระบบอำนวยการรบดิจิตอล ซึ่งว่ากันว่ามีน้ำหนักเป็น 2 เท่าของเรดาห์ เอดับบิวจี-9 ของอเมริกา

เรดาห์ แซสลอน-เอ ที่ติดตั้งกับ มิก-31บี นั้นผลพวงมาจากข้อมูลที่รั่วไหลของวิศวกร อดอฟ โทวคาเชฟ ที่มีซีไอเอ อยู่เบื้องหลัง ทำให้โซเวียตต้องพัฒนาระบบเรดาห์ แซสลอน-เอ ขึ้นมา โดยขีดความสามารถหลักๆคือมีระยะตรวจจับไกลขึ้น ทำต่อการรบกวนในสภาวะสงครามอิเล็คทรอนิคได้ดี และพัฒนาต่ออีกคือรุ่น เอ็ม มีหน้าตัดเรดาห์ 1.4 เมตร ระยะเกราะติดเป้าหมาย 300 ก.ม. ระยะตรวจจับไกลสุด 400 ก.ม. ใช้กับอาวุธ อาร์-37 ทดสอบในเดือนเมษายนปี 1994 เรดาห์สามารถเกาะติดเป้าหมายสูงสุด 24 เป้าหมาย โจมตีเป้าหมายพร้อมกัน 6 เป้าหมาย นอกจากนั้นยังมีระบบเกาะติดเป้าหมายจากความร้อน ไออาร์เอสที และเลเซอร์วัดระยะอีกด้วย

นอกจากนั้นยังติดตั้งระบบ เอสอาร์โอ-2พีไอเอฟเอฟ ระบบฐานข้อมูลจีพีเอส เอ็นเค-25 ในการลาดตระเวณเหนือพื้นที่ที่มีหมอกเช่นในสภาวะขั้วโลกเหนือที่สภาพอากาศเลวร้าย คลื่นวิทยุอาร์-862ยูเอชเอฟ, อาร์-864เอชเอฟ เสียงเตือนภัยคุกคาม พี-951

ที่นั้งนักบินของ ซเวสด้า เค-36ดีเอ็ม สามารถดีดตัวได้แม้แต่จอดบนพื้น มีระบบนวดตัวปรับได้สำหรับนักบินที่ทำการบินลาดตระเวณที่ยาวนาน

รุ่นต่างๆของ มิก-31 มียอดผลิตราวๆ 500 เครื่อง(ทั้งรุ่นประจำการและต้นแบบ)

มิก-31 ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ เครื่องบินขับไล่สกัดกั้น รุ่นแรกจากสายการผลิต จำนวนผลิต 280 เครื่อง ที่โรงงานกอร์กี้ปี 1977-1989

มิก-31แอลแอล นำมาดัดแปลงติดระบบควบคุมการยิงใหม่รวมถึงกล้องถ่ายภาพที่บริเวณปีก มีจำนวน 1 เครื่อง

มิก-31 ดีแซด ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ ติดตั้งท่อเติมเชื้อเพลิงในอากาศหน้าห้องนักบิน สร้างจำนวน 45 เครื่อง ที่โรงงานในกอร์กี้ปี 1990-1991

มิก-31 บี ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ ติดตั้งท่อเติมเชื้อเพลิงในอากาศ ระบบเรดาห์ แซสลอน-เอ ระบบอัพเดทแผนที่ดาวเทียม สร้างจำนวน 162 เครื่อง ที่โรงงานกอรกี้ปี 1990-1994

มิก-31บีเอส คือมิก-31 รุ่นบีที่ผลิตในกอร์กีปี 1990 มาดัดแปลงให้เป็นรุ่นบีเอสเข้าประจำการ

มิก-31ดี สร้างต้นแบบได้ 2 เครื่องใช้ทำภารกิจต่อต้านดาวเทียม

มิก-31เอฟ รุ่นทำภารกิจขับไล่ โจมตี เปิดตัวในงานปารีสแอร์โชว์ปี 1995

มิ ก-31อี/เอฟอี รุ่นส่งออก

มิก-31เอ็ม ฟอกซ์ฮาว์ด รุ่นที่ 2 สร้างต้นแบบจำนวน 7 เครื่อง บินทดสอบครั้งแรกวันที่ 21 ธันวาคมปี 1985 ใช้เรดาห์ แซสลอน-เอ็ม

มิก-31บีเอ็ม คือมิก-31รุ่นบีมาดัดแปลงเป็นรุ่น เอ็ม สามารถติดตั้งอาวุธโจมตีประสิทธิภาพสูงจำพวก เคเอช-31/59/59เอ็ม/29แอล เปิดตัวในปี 1999

 

ระบบอาวุธของ มิก-31

ภารกิจขับไล่ ครองอากาศ

ปืนกลอากาศ จีเอสเอช-6-23 (ปืนกลขนาด23ม.ม.6ลำกล้อง) 1กระบอก อัตราการยิงกระบอกล่ะ 6-7000 นัด/นาที กระสุน 280 นัด ในรุ่นเอ็มได้ถูกถอดออก

มิก-31 สามารถติดตั้งอาวุธใต้ลำตัวได้ 4-6 นัดและที่ไพลอนใต้ปีกข้างล่ะ 2-4 นัด จรวดนำวิถีต่อต้านอากาศยาน เอเอ-6 นำวิถีด้วยเรดาห์/เลเซอร์/อินฟาเรด ระยะยิง 50 ก.ม. ความเร็ว 4.5 มัค

เอเอ-9 เอมอส ระยะยิง 160 ก.ม.(รุ่นมาตราฐาน) 228ก.ม. (รุ่นเอส) ความเร็วต่อตี 3.5 มัค (มิ ก-31เอ็ม ติดตั้งจำนวน6นัด) เอเอ-8 นำวิถีด้วยอินฟาเรดระยะยิง 8 ก.ม. ความเร็วต่อตี 2.7 มัค

เอ เอ-12 แอดเดอร์ นำวิถีด้วยเรดาห์ ความเร็ว 4.5 มัค ระยะยิง 50 ก.ม.(รุ่นมาตราฐาน) เอเอ-11 นำวิถีด้วยอินฟาเรด ระยะยิง20ก.ม. ความเร็ว 2.5 มัค เอเอ-เอ็กซ์-13 ระยะยิง 398 ก.ม. ความเร็ว 6 มัค (ทดสอบกับ มิก-31บีเอ็มในปี 1998 แต่ในแผนงานปี 2006 มิก-31บีเอ็ม จะนำมาติดตั้งเพื่อเข้าประจำการ)

เคเอส-172 ระยะยิงไกล 400 ก.ม. ความเร็ว 4 มัค ใช้ยิงเป้าหมายที่ระดับความสูง 3-30 ก.ม. ภารกิจหลักล่าทำลายเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศ

ภารกิจโจมตี

ภารกิจโจมตีไวด์วีเซล (โจมตีระบบเรดาห์) เคเอช-31เอ/พี ระยะยิง 110 ก.ม. ความเร็ว 2.7-3.5 มัค นำวิถีด้วยเรดาห์พาสชีพและแอคทีพเรดาห์ เคเอช-25เอ็มพี/เอ็มพียู ระยะยิง 10-40 ก.ม. หัวรบนำทางได้หลายแบบทั้งเลเซอร์ เรดาห์ ทีวี เคเอช-29แอล/ที นำวิถีด้วยเลเซอร์ ระยะยิง 10-12 ก.ม.

เคเอช-59เอ/เอ็ม โจมตีเรือรบ เป้าหมายอาคาร ระยะยิง 115-200 ก.ม. นำวิถีด้วยดาวเทียมและทีวี 3เอ็ม-14อี/ทีอี ระยะยิง 300 ก.ม. เข้าหาเป้าหมายด้วยดาวเทียม เพดานบินต่ำเกาะติดภูมิประเทศ ระเบิด เคเอบี-500/1500 เอฟเอบี-1500 นำวิถีด้วยเลเซอร์

ข้อมูลทั่วไป

มีนักบิน2นายโดย1นายเป็นนักบินและอีก 1 เจ้าหน้าที่สรรพวุธ เพดานบินสูงสุด 67,585 ฟุต ความเร็วสูงสุด 2.83 มัคที่ 57,400 ฟุต ระยะบินไกลสุด 3,300 ก.ม. ระยะทำการที่ 1,200 ก.ม. ที่ความเร็ว 0.85 มัค ระยะทำการ 720 ก.ม.ที่ความเร็ว 2.35 มัค

ราคาต่อลำปี 1997 ที่ 60 ล้านเหรียญ

ผู้ใช้

รัสเซียและคาซัคสถาน โดยรัสเซียยังใช้ มิก-31เอ็ม/บีเอ็ม และเคยได้รับความสนใจจัดหารุ่น มิก-31อี จากซีเรีย ในปี1992 นั้นลงนามสัญญากับจีนในการจัดหา มิก-31 จำนวน 24 เครื่อง คาดว่าเป็นรุ่นขับไล่ครองกาศ โดยจีนจะซื้อสิทธิบัตรจำนวน 700 ลำ ผลิตที่โรงงานที่ตั้งใหม่ในเมืองเซนหยาง อัตราผลิต 4 ลำต่อเดือนและคาดว่าจะส่งมอบเข้าประจำการได้ครบในปี 2000 แต่ก็ไม่ได้มีความชัดเจนและส่งมอบจริงหรือไม่ โดยทั่วไปบอกว่าเนื่องจากประสิทธิภาพของ มิก-31นั้นล้าหลังเกินกว่า เจ-11 (ซู-27) หรือเครื่องบินรบรุ่นใหม่ๆจากนาโต้ที่พัฒนาในช่วงท้ายสงครามเย็น

Last Updated on Thursday, 08 July 2010 04:12
 

Comments  

 
0 #1 skyman 2010-07-08 04:14
ขอบคุณคุณ MiG-31 ที่มาแบ่งปันควา มรู้เรื่อง MiG-31 ให้ทุกท่านครับ
 
 
0 #2 wingman 2010-07-08 09:58
ขอบคุณสำหรับควา มรู้น่ะครับ
 
 
0 #3 wingboy 2010-07-08 11:07
เยี่ยมเลยครับ

ขอบคุณครับ
 
 
0 #4 aitong 2010-07-08 16:38
สวยมากครับ
 

สมาชิกเท่านั้นจึงสามารถแสดงความเห็นได้ โปรดสมัครสมาชิกหรือติดต่อผู้ดูแลระบบ
Only registered user is able to comment. Please register or contact administrator.

Who's Online

We have 42 guests and 3 members online

Comment ล่าสุด

  • มันอลังการมากคร ับ สวยจริงๆ
  • สวมมากครับ
  • ท่านนั้นน่ะแหละ ครับ ท่านกรุณามอบภาพ ให้ TAF เผยแ...
  • ภาพบางภาพ เหมือนเคยเห็นที ่ไหน คุ้นจัง เหมือนเคยเห...
  • โอ้ววว......เยี่ยมมากครับ แปลกตาดีสำหรับ 155 แบบไม...

ข้อมูลของผู้ใช้



QR Code for TAF