


| [MiG-31] MIG-31 "Foxhound" หนึ่งในสุดยอดเครื่องบินขับไล่ของโซเวียต |
|
|
|
| Written by Administrator |
| Thursday, 08 July 2010 03:27 |
|
บทความโดยสมาชิก TAF คุณ MiG-31 ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เขียนถึงเครื่องบินตัวที่ปลื้มที่สุดซักที ปลื้มจนต้องเอามาตั้งเป็นชื่อนามแฝงตัวเอง หลายคนคงจะสงสัยว่าเจ้าเครื่องบิน MiG-31 มันมีอะไรให้ปลื้มขนาดนั้นฟะ สำหรับตัวผมเองก็คิดเหมือนกัน มันมีอะไรให้ปลื้มขนาดนั้นฟะทั้งๆที่รุ่นอื่นมีให้เพียบ ซึ่งผมบอกได้เพียงสั้นๆว่าเป็นเครื่องบินรบตัวแรกที่ผมไปอ่านเจอข้อมูล ยิ่งได้รู้จักก็ยิ่งสนใจ เครื่องบินรบที่รูปร่างเทอะทะใหญ่โต ไม่ได้มีความเป็นสเตล์ทเลยซักนิด ซึ่งจำกัดความได้ง่ายๆเหมือนรถถังลอยฟ้านั้นเอง แต่มันกลับมีความเป็นเครื่องบินรบชั้นยอดซึ่งแม้จะผ่านมาเนิ่นนาน มันเป็นเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศและฐานยิงอาวุธลอยฟ้าที่บินได้เร็ว 3 พันกิโลเมตร/ชั่วโมง และยังพ่นพิษได้อยู่ถึงจะเก่าล้าหลัง ด้วยอาวุธประสิทธิภาพสูงประจำเครื่องที่สามารถสอยอากาศยานทุกชนิดในระยะหลักร้อยกิโลเมตร บทความบางแห่งเลยยกให้ มิก-31 เป็น 1 ในบรรดาเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นที่ดีที่สุดของโซเวียต/รัสเซีย เพราะรวมเอาเทคโนโลยีใหม่ๆในยุคนั้นที่จำเป็นแก่การรบทางอากาศเข้าไว้ด้วยกัน มิก-31 ถูกสร้างขึ้นโดยสำนักออกแบบอากาศยาน มิโกยัน-กูเรวิช ในช่วงทศวรรษ 1975 เพื่อทดแทน มิก-25 ที่ถูกสร้างขึ้นมาสกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วสูง เอ็กซ์บี-70 วัลคีรี ที่โครงการถูกยกเลิกไป ประกอบกับข่าวกรองที่รัสเซียมีโดยหน่วยป้องกันภัยทางอากาศ (พีวีโอ) พบว่ากลุ่มประเทศในนาโต้เริ่มนำขีปนาวุธมาใช้งานมากขึ้นโดยเฉพาะขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำ แถมยังมีประสิทธิภาพในการโคจรเข้าหาเป้าหมายในระดับต่ำ แน่นอนว่าพื้นที่รับผิดชอบในยุคนั้นของโซเวียตทั้งหมดกว้างขวางเกินกว่าระบบแซมป้องกันทางอากาศภาคพื้นจะรองรับได้ ภาระเลยถูกส่งมาที่เครื่องบินขับไล่สกัดกั้นที่มี มิก-25 นั้นมีข้อดีที่บินได้เร็วมากรวมถึงทำการบินระดับสูงมากได้แต่ ไม่สามารถตอบสนองในภารกิจบินลาดตระเวณระดับต่ำได้ดีพอ จึงทำให้มีการพัฒนาขีดความสามารถในการบินป้องกันในระดับต่ำและสูงมาไว้ใน มิก-31
ห้องนักบินและระบบเรดาห์
มิก-31เอ นั้นถูกติดตั้งระบบนำทางแบบ โพลยุช-1ไอ ระบบออโต้ไพลอท เอสเอยู-155ยูพี ซึ่งทำงานร่วมกับระบบเรดาห์แซสลอน และเซ็นเซอร์อินฟาเรด สาเหตุนึงที่ต้องใช้นักบิน 2 นายเพราะว่าเดิมที มิก-25 นั้นต้องพึ่งพาข้อมูลเป้าหมายจากสถานีเรดาห์ภาคพื้นดินรวมถึงความสำคัญของเป้าหมายที่ต้องทำการเข้าต่อตี แต่มิก-31 จะใช้นักบินที่สองเพื่อจัดลำดับเป้าหมาย ประเมินภัยคุกคามเพื่อเข้าตี มีระบบเขื่อมโยงข้อมูลอัตโนมัติกับเรดาห์ภาคพื้น เอเค-อาร์แอลดีเอ็น ระบบเชื่อมโยงข้อมูลดาต้าลิงซ์กับเครื่องบินลำอื่น เอพีดี-518 ใช้งานร่วมกับ ระบบควบคุมการการเชื่อมโยงข้อมูล บีเอเอ็น-75 สามารถลิงซ์ข้อมูลเรดาห์จาก มิก-31จำนวนรวม 4 เครื่องเข้าด้วยกัน (เรียกว่า วูฟแพค) จะมีระยะตรวจจับรวม 900 กิโลเมตร สามารถรวมเข้ากับเรดาห์ เครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศแบบ เอ-50 แมนสเตย์ได้อีก นอกจากนั้นยังบินแยกกลุ่มล่ะ 4 ลำเพื่อโยงข้อมูลเรดาห์ให้กับอากาศยานอื่นได้อีก 16 เครื่อง (มิก-31จำนวน 1 ลำโยงข้อมูล ซู-27 จำนวน 4 เครื่อง) ซึ่งเครื่องบินหลักที่เข้ามาเชือมโยงภารกิจนี้คือ ซู-27เอส/พี ผ่านระบบควบคุมแบบ วอซดุต-1ซี-2บีเอ็ม ระบบเชื่อมต่อ ทีเคเอส-2-27 ใช้เวลารีเซทข้อมูลดาต้าลิงซ์ใหม่ 10 วินาที ระบบดาต้าลิงซ์กับฐานภาคพื้น รากูด้า-เอ็มบี5ยู15เค เรดาห์ แซสลอน-เอ ที่ติดตั้งกับ มิก-31บี นั้นผลพวงมาจากข้อมูลที่รั่วไหลของวิศวกร อดอฟ โทวคาเชฟ ที่มีซีไอเอ อยู่เบื้องหลัง ทำให้โซเวียตต้องพัฒนาระบบเรดาห์ แซสลอน-เอ ขึ้นมา โดยขีดความสามารถหลักๆคือมีระยะตรวจจับไกลขึ้น ทำต่อการรบกวนในสภาวะสงครามอิเล็คทรอนิคได้ดี และพัฒนาต่ออีกคือรุ่น เอ็ม มีหน้าตัดเรดาห์ 1.4 เมตร ระยะเกราะติดเป้าหมาย 300 ก.ม. ระยะตรวจจับไกลสุด 400 ก.ม. ใช้กับอาวุธ อาร์-37 ทดสอบในเดือนเมษายนปี 1994 เรดาห์สามารถเกาะติดเป้าหมายสูงสุด 24 เป้าหมาย โจมตีเป้าหมายพร้อมกัน 6 เป้าหมาย นอกจากนั้นยังมีระบบเกาะติดเป้าหมายจากความร้อน ไออาร์เอสที และเลเซอร์วัดระยะอีกด้วย ที่นั้งนักบินของ ซเวสด้า เค-36ดีเอ็ม สามารถดีดตัวได้แม้แต่จอดบนพื้น มีระบบนวดตัวปรับได้สำหรับนักบินที่ทำการบินลาดตระเวณที่ยาวนาน รุ่นต่างๆของ มิก-31 มียอดผลิตราวๆ 500 เครื่อง(ทั้งรุ่นประจำการและต้นแบบ) มิก-31 ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ เครื่องบินขับไล่สกัดกั้น รุ่นแรกจากสายการผลิต จำนวนผลิต 280 เครื่อง ที่โรงงานกอร์กี้ปี 1977-1989 มิก-31 บี ฟอกซ์ฮาว์ด-เอ ติดตั้งท่อเติมเชื้อเพลิงในอากาศ ระบบเรดาห์ แซสลอน-เอ ระบบอัพเดทแผนที่ดาวเทียม สร้างจำนวน 162 เครื่อง ที่โรงงานกอรกี้ปี 1990-1994
ระบบอาวุธของ มิก-31 ภารกิจขับไล่ ครองอากาศ เอเอ-9 เอมอส ระยะยิง 160 ก.ม.(รุ่นมาตราฐาน) 228ก.ม. (รุ่นเอส) ความเร็วต่อตี 3.5 มัค (มิ ก-31เอ็ม ติดตั้งจำนวน6นัด) เอเอ-8 นำวิถีด้วยอินฟาเรดระยะยิง 8 ก.ม. ความเร็วต่อตี 2.7 มัค ภารกิจโจมตี ภารกิจโจมตีไวด์วีเซล (โจมตีระบบเรดาห์) เคเอช-31เอ/พี ระยะยิง 110 ก.ม. ความเร็ว 2.7-3.5 มัค นำวิถีด้วยเรดาห์พาสชีพและแอคทีพเรดาห์ เคเอช-25เอ็มพี/เอ็มพียู ระยะยิง 10-40 ก.ม. หัวรบนำทางได้หลายแบบทั้งเลเซอร์ เรดาห์ ทีวี เคเอช-29แอล/ที นำวิถีด้วยเลเซอร์ ระยะยิง 10-12 ก.ม. เคเอช-59เอ/เอ็ม โจมตีเรือรบ เป้าหมายอาคาร ระยะยิง 115-200 ก.ม. นำวิถีด้วยดาวเทียมและทีวี 3เอ็ม-14อี/ทีอี ระยะยิง 300 ก.ม. เข้าหาเป้าหมายด้วยดาวเทียม เพดานบินต่ำเกาะติดภูมิประเทศ ระเบิด เคเอบี-500/1500 เอฟเอบี-1500 นำวิถีด้วยเลเซอร์ ข้อมูลทั่วไป มีนักบิน2นายโดย1นายเป็นนักบินและอีก 1 เจ้าหน้าที่สรรพวุธ เพดานบินสูงสุด 67,585 ฟุต ความเร็วสูงสุด 2.83 มัคที่ 57,400 ฟุต ระยะบินไกลสุด 3,300 ก.ม. ระยะทำการที่ 1,200 ก.ม. ที่ความเร็ว 0.85 มัค ระยะทำการ 720 ก.ม.ที่ความเร็ว 2.35 มัค รัสเซียและคาซัคสถาน โดยรัสเซียยังใช้ มิก-31เอ็ม/บีเอ็ม และเคยได้รับความสนใจจัดหารุ่น มิก-31อี จากซีเรีย ในปี1992 นั้นลงนามสัญญากับจีนในการจัดหา มิก-31 จำนวน 24 เครื่อง คาดว่าเป็นรุ่นขับไล่ครองกาศ โดยจีนจะซื้อสิทธิบัตรจำนวน 700 ลำ ผลิตที่โรงงานที่ตั้งใหม่ในเมืองเซนหยาง อัตราผลิต 4 ลำต่อเดือนและคาดว่าจะส่งมอบเข้าประจำการได้ครบในปี 2000 แต่ก็ไม่ได้มีความชัดเจนและส่งมอบจริงหรือไม่ โดยทั่วไปบอกว่าเนื่องจากประสิทธิภาพของ มิก-31นั้นล้าหลังเกินกว่า เจ-11 (ซู-27) หรือเครื่องบินรบรุ่นใหม่ๆจากนาโต้ที่พัฒนาในช่วงท้ายสงครามเย็น
|
| Last Updated on Thursday, 08 July 2010 04:12 |

Comments
ขอบคุณครับ
RSS feed for comments to this post.