• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
[NyeNAVA] 70 ปีเรือหลวงธนบุรีกับการรบทางเรือที่เกาะช้าง ตอนที่ 2 ยุทธนาวี | 70th Year of HTMS Thonburi Part II - The Fighting PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Monday, 17 January 2011 10:25

ปกหนังสือ "เมื่อธนบุรีรบ" และแผนที่แสดงเส้นทางการเดินเรือ ตลอดจนระยะเวลาต่างๆที่เรือรบของทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้กัน ต้นฉบับลายมือคุณครู พล.ร.ท.พัน รักษ์แก้ว

HTMS.Thonburi 1941 Part II - The Fighting

การจัดกำลังของกองทัพเรือในกรณีพิพาทอินโดจีน

ในช่วงปลายปี ๒๔๘๓ สถานการณ์ระหว่างประเทศไทยกับอีนโดจีนของฝรั่งเศสเรึ่มตึงเครียดขึ้นเป็น ลำดับ ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ กระทรวงกลาโหมได้ออกคำสั่งตั้ง พลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือเป็น”แม่ทัพเรือ” นาวาเอก หลวงนาวาวิจิตร ผู้บังคับการกองเรือรบเป็น”เสนาธิการทัพเรือ” ฯลฯ และในวันเดียวกันนั้นเองกองทัพเรือได้ออกคำสั่งที่ ๑๓๓/๘๓ ตั้ง “ทัพเรือ” ขึ้น ซึ่ง”ทัพเรือ”นี้เป็นหน่วยรบเฉพาะกิจหรือ”หน่วยสนาม”จัดกำลังเป็น “กองเรือ” ๓ กองคือ
กองเรือที่ ๑ นาวาเอกหลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ ต่อมาเป็นพลเรือตรี) เป็นผู้บังคับกองเรือ แบ่งออกเป็น ๒ หมวด คือ
หมวด ๑ ประกอบด้วย ร.ล.ศรีอยุธยา เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๓ ลำ เรือดำน้ำ ๒ ลำ(ร.ล.มัจฉานุ ร.ล.สินสมุทร)
หมวด ๓ ประกอบด้วย ร.ล.ธนบุรี เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๓ ลำ และ ร.ล.บางระจัน
กองเรือที่ ๒ นาวาเอก ชลิต กุลกำม์ธร (ต่อมาเป็นพลเรือตรี) เป็นผู้บังคับกองเรือ แบ่งออกเป็น ๒ หมวด คือ
หมวด ๒ ประกอบด้วย ร.ล.ท่าจีน เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๓ ลำ เรือดำน้ำ ๒ ลำ(ร.ล.วิรุณ ร.ล.พลายชุมพล)
หมวด ๔ ประกอบด้วย ร.ล.แม่กลอง เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๓ ลำ และ ร.ล.หนองสาหร่าย
กองเรือที่ ๓ นาวา โทหลวงพรหมพิสุทธิ์ (พิสุทธิ์ ยูปานนท์ ต่อมาเป็นพลเรือตรี) เป็นผู้บังคับกองเรือ ประกอบด้วย ร.ล.สุโขทัย ร.ล.เจ้าพระยา ร.ล.พระร่วง เรือยามฝั่ง ๖ ลำ เรือประมง ๓ ลำ (ต่อมาเรียกว่าเรือ ก.) ร.ล.สีชัง ร.ล.พงัน ร.ล.ช้าง ร.ล.เสม็ด ร.ล.จวง ร.ล.คราม ร.ล.บริพารพาหน (ร.ล.เกล็ดแก้ว ลำที่ ๑)
ส่วน ร.ล.อ่างทอง ซึ่งเป็น”เรือธงทัพเรือ”ไม่สังกัดกองเรือ การจัดกำลังครั้งนี้ จึงเป็นการจัดกำลัง “เฉพาะกิจ” ตามหลักนิยมในสมัยนั้น คือ แต่ละหมวดมี“เรือปืน”เป็นแกน มีเรือตอร์ปิโดเป็น“เรือฉาก”และมีเรือหน้าที่พิเศษผสมอยู่ด้วย

ต่อ มาเมื่อขึ้น พ.ศ.๒๔๘๔ (รัฐบาลประกาศเปสี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่เป็น ๑ มกราคม) มีการเปลี่ยนแปลงเรือในหมวดต่างๆ สำหรับเรือในหมวดที่ ๓ ร่วมกับ ร.ล.ธนบุรีนั้น ได้มีการย้าย ร.ล.บางระจันไปสังกัดหมวด ๑ และ ร.ล.คราม(ลำที่ ๑)มาสังกัดหมวด ๓ แทน และต่อมาก็ย้าย ร.ล.คราม กลับหมวด ๑ และย้าย ร.ล.หนองสาหร่ายจากหมวด ๔ มาแทนที่หมวด ๓ ส่วนเรือตอร์ปิโดที่สังกัดหมวด ๑, ๒, ๓ ก็มีการย้ายสลับกันบ้าง (เรียบ เรียงจากบทความ “แด่เรือหลวงแม่กลอง..เรือพิพิธภัณฑ์ลำแรก(ตอนที่ ๒ )” โดย พล.ร.อ.ประพัฒน์ จันทวิรัช ตีพิมพ์ในนาวิกศาสตร์ ปีที่ ๗๙ เล่มที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๓๙)

ต่อไปนี้ จะกล่าวถึงเหตุการณ์ “การรบที่เกาะช้าง”(หมายเหตุของผู้เรียบเรียง-คือผมเอง “การรบที่เกาะช้าง”เป็นชื่อเรียกเหตุการณ์ที่ปรากฎในเอกสารของกองทัพ เรือ-ไม่ใช่ยุทธนาวี(Battle)ที่เกาะช้างตามที่เราชอบเรียกกันเนื่องจากขนาด และจำนวนเรือของกองกำลังที่ปะทะไม่ใช่กองเรือหลัก-grand fleet และผลของการปะทะก็ไม่ได้ตัดสินผลของสงคราม เหมือนกับยุทธนาวีที่ช่องแคบทสุชิมะ(ญี่ปุ่น-จักรวรรดิรัสเซีย) หรือยุทธนาวีที่จัตแลนด์(อังกฤษ-เยอรมันนี) หรือใกล้ตัวเข้ามาก็ยุทธนาวีที่หมู่เกาะมิดเวย์(สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น)เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วอยากเรียกว่า The Naval Fighting at Ko Chang-การรบทางเรือที่เกาะช้าง มากกว่า) โดยเรียบเรียงจากบทความเรื่อง”เมื่อธนบุรีรบ” โดย ร.ท.จงจิตต์ สังขดุลย์ (ต่อมาเป็นพลเรือเอกและปลัดกระทรวงกลาโหม) ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่นายป้อมท้ายของ ร.ล.ธนบุรี ในเหตุการณ์รบดังกล่าว และบทความ “ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกาะช้าง” ประมวลจากเอกสารของทั้งฝ่ายไทยและฝรั่งเศสโดย พล.ร.ท.พัน รักษ์แก้ว ในเล่มเดียวกัน โดยเลือกมาเฉพาะเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ร.ล.ธนบุรี เท่านั้น

๑๔ มกราคม ๒๔๘๔
๒๒๐๐ เรือหมวด ๓ (ประกอบด้วย ร.ล.ธนบุรี ร.ล.สงขลา ร.ล.ระยอง ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.หนองสาหร่าย) ออกยาตราจากสัตหีบ เพื่อสับเปลี่ยนกำลังกับเรือหมวด ๑ ตามคำสั่งทัพเรือ

๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔
๐๙๐๐ หมวดเรือเดินทางถึงหมู่เกาะช้างและทอดสมอทางทิศใต้ใกล้ๆกับเกาะง่าม และทำการรับมอบหน้าที่จากเรือหมวด ๑

๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔
๑๒๐๐ ร.ล.ธนบุรี รับโทรเลขจากทัพเรือ มีใจความว่าทัพเรือต้องการทราบอัตราน้ำขึ้นสูงที่สุดและต่ำที่สุดสัก ๑ สัปดาห์ และถ้าจะตั้งไม้บรรทัดน้ำขึ้นที่บริเวณเกาะง่ามก็จะเป็นการดี
๑๓๐๐ หลวงพร้อมฯ(นาวาโท หลวงพร้อมวีระพันธ์, ผู้บังคับหมวดเรือและผู้บังคับการ ร.ล.ธนบุรี) ขึ้นไปตรวจหาที่ตั้งวัดระดับน้ำบนเกาะง่าม
ต่อมาในตอนเย็นได้ส่ง จ่า ๒ นาย พลทหาร ๒ นาย ที่ไม่ได้เข้ายามขึ้นไปประจำบนเกาะง่ามชั่วคราวเพื่อจดระดับน้ำ (เป็นการบังเอิญที่สุดที่จ่าคนหนึ่งนั้นเป็นพลหันป้อมท้าย ดังนั้นในเวลารบ นายป้อมท้ายจึงต้องทำหน้าที่แทนพลหันป้อม) ร.ล.ธนบุรีได้ม้วนผ้าเพดานและล้มหลักต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออก พร้อมทั้งเก็บสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เพื่อให้พร้อมในเวลาฉุกเฉิน
๑๙๑๕ ออกเรือพร้อมกับ ร.ล.หนองสาหร่าย และ ร.ล.เทียวอุทก จากเกาะง่ามไปจอด ณ อ่าวสลักคอก โดยมี ร.ล.เทียวอุทกและเรือยนต์ขวาของ ร.ล.ธนบุรีผูกท้ายเรือ บันไดขวาเอาขึ้น บันไดซ้ายห้อยไว้กับหลักเดวิท

วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔
๐๕๕๐ เรียกพลตรวจแถวและฝึกกายบริหาร
๐๖๐๐ ลักษณะอุตุฯในเวลานี้ มีเมฆตามขอบฟ้า พื้นทะเลมีหมอกบาง ๆ ลม ซ.ว.(เซาท์-เวสต์,ตะวันตกเฉียงใต้)
กำลัง ๑ คลื่นไม่มี ทัศนวิสัย ๖ ไมล์ อากาศค่อนข้างหนาวปรอท ๒๗ องศาเซลเซียส
๐๖๐๕ ยามดาดฟ้าไฟฉายเห็นเครื่องบินข้าศึก เรือจึงได้ประจำสถานีต่อสู้อากาศยาน ครั้นเครื่องบินฝรั่งเศสเลี้ยวหนีไปทางเกาะง่ามทางเรือจึงสั่งรื้อเพดาน แล้วออกคำสั่งทางไมโครโฟนให้ห้องเครื่องติดเครื่องใหญ่ แล้วสั่งให้ต้นหนส่งวิทยุแจ้งไปยังกองบินบกจันทบุรี แต่ปรากฏว่าส่งไม่ได้เพราะทางจันทบุรีไม่ได้รับ (ทางสัตหีบได้รับข่าวนี้ในเวลาย่ำรุ่ง และมีคำสั่งให้ ร.ล.ศรีอยุธยาเดินทางมาช่วยขับไล่ข้าศึก ส่วนกองบินจันทบุรีทราบเอง เพราะได้ยินเสียงปืนเรือยิงกัน)

เวลาต่อมาได้ยินเสียงปืนทางเกาะง่ามถี่ขึ้น และได้เห็นกระสุนระเบิดในอากาศ จึงสันนิษฐานว่าคงมีเหตุทางเกาะง่าม ร.ล.ธนบุรีจึงสั่งออกเรือ พร้อมกันนั้นเองยามบนสะพานเดินเรือ รายงานว่าเห็นเรือข้าศึกทางใต้เกาะช้าง โดยที่ยามมองตรงช่องระหว่างเกาะช้างกับเกาะไม้ซี้ใหญ่ เรือนี้คือเรือลามอตต์ปิเกต์ กำลังแล่นเข็ม ๐๖๕ องศา และเห็นแสงไฟแลบจากเรือด้วย เพราะเวลานี้เรือลามอตต์ปิเกต์กำลังระดมยิง ร.ล.สงขลาและ ร.ล.ชลบุรี หลวงพร้อมฯสั่งให้รายงานไปยังทัพเรือว่า เรือลามอตต์ปิเกต์มาต่อตีเรือนี้ที่ด้านใต้เกาะช้าง แล้วก็ส่งสัญญาณธงสองมือไปให้ ร.ล.หนองสาหร่ายอย่าให้ตาม ร.ล.ธนบุรีมา
๐๖๒๐ สมอขึ้นพ้นน้ำ ร.ล.ธนบุรีเริ่มออกเดิน ขณะนี้เรือลามอตต์ปิเกต์ กำลังแล่นลับเกาะไม้ซี้ใหญ่ ร.ล.ธนบุรีแล่นเข็ม ซอ.(เซาท์-อีสต์) เมื่อสอบศูนย์จากศูนย์รวบเพื่อสับไฟใช้ยิงที่ศูนย์รวบ พบว่าป้อมท้ายยังไม่พร้อม (เพราะพลหันป้อมไม่อยู่) หลวงพร้อม ฯ จึงสั่งหยุดเครื่อง หางเสือซ้ายหมด เพื่อให้เรือบังเกาะไม้ซี้ใหญ่อยู่ก่อน
๐๖๔๐ ปืนพร้อมทั้ง ๒ ป้อม ร.ล.ธนบุรีจึงเดินหน้าเต็มตัว เข็ม ซ.อ.(เซาท์-อีสต์)และสั่งเตรียมรบกราบขวา ที่หมายเรือลาดตระเวนข้าศึก
๐๖๔๕ เรือลามอตต์ปิเกต์ โผล่ทางด้านตะวันออกของเกาะไม้ซี้ใหญ่ และเริ่มยิง ร.ล.ธนบุรีทันที เวลานี้ระยะ ๑๒,๐๐๐ เมตร (ไทยว่า ๑๓,๐๐๐ เมตร) ส่วนปืนเบากราบขวา(ปืน ๗๕/๕๑ มม.)ของ ร.ล.ธนบุรี ซึ่งผู้ช่วยต้นปืนเป็นผู้ควบคุมการยิงนั้นรุกรนเกินไป ลืมตั้งศูนย์ใหม่ (ได้ตั้งศูนย์ เก่าไว้เพียง ๘,๐๐๐ เมตร) พลประจำปืนเบากราบขวานี้ได้ยินคำสั่งผิดคิดว่าสั่งให้เริ่มยิง จึงได้ยิงเป็นเหตุให้เสียกระสุนไปเปล่า ๆ ๒๖ นัด (คือปืนหมายเลข ๑ ยิง ๑๕ นัด ปืนหมายเลข ๓ ยิง ๑๑ นัด) หลวงพร้อมฯ สั่งย้ายที่ถือท้ายเรือมาอยู่ในหอรบ เวลานี้วิทยุยังส่งไม่ได้ เพราะไม่มีแห่งใดรับวิทยุของ ร.ล.ธนบุรีเลย นับว่าการวิทยุฝ่ายไทยประมาทมากแม้จะเป็นในขณะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้

กระสุน ตับแรก (๔ นัด) ของฝรั่งเศสตกสูง ห่างเรือ ๓๐๐ เมตร ตับที่ ๒ ตกตรงแต่ต่ำ ห่างเรือ ๕๐ เมตร ฝอยน้ำสูงเสมอหัวเรือ (กระสุนที่ระเบิดในน้ำมีสีต่างๆกัน บางนัดก็เป็นสีเขียว บางนัดก็สีขาว บางนัดก็สีใบไม้แกมเขียว) ตับที่ ๓ บางนัดตกต่ำ ห่างจาก ร.ล.ธนบุรี ๑๕๐ เมตร

ร.ล.ธนบุรีเริ่มยิง เมื่อถูกเรือฝรั่งเศสยิงมาแล้ว ๒ ตับ โดยได้เริ่มยิงตับแรกด้วยป้อมหัวและป้อมท้าย ตั้งระยะ ๑๓,๐๐๐ เมตร ทางฝรั่งเศสบอกว่ากระสุนปืนของไทยตกต่ำไปตั้ง ๒,๐๐๐ เมตร

รูปวาด ร.ล.ธนบุรี ในเหตุการณ์รบ วาดโดยพันเอกวันชัย สุวรรณะชฎ จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ

๐๖๔๘ เรือฝรั่งเศสตรวจกระสุนตกได้ว่าคร่อมเป้า กระสุนตับที่ ๔ ของฝรั่งเศสมีนัดหนึ่งยิงโดนผนังห้องรับแขกนายพลตรงมุมห้องกราบขวา กระสุนทะลุเข้าไปภายในห้องรับแขก แล้วระเบิดขึ้นกลางห้อง อำนาจระเบิดนี้เองทำให้ทะลุขึ้นข้างบนตรงพื้นของหอบังคับการเดินเรือ ทำให้หลวงพร้อมฯ และทหารในหอบังคับการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ไฟไหม้และเครื่องถือท้ายในหอบังคับการใช้การไม่ได้ เรือซึ่งกำลังเดินหน้า ๑๔ นอต ต้องหมุนซ้ายเป็นวงกลมอยู่ถึง ๔ รอบ กระสุนฝรั่งเศสนัดนี้เองทำลายเครื่องติดต่อบังคับเรือเสียสิ้น แผ่นเหล็กพื้นหอบังคับการฉีก สะเก็ดเหล็กกระจายถูกทหารประจำหอทุกคน ควันตลบไปทั่ว ต้นหนรีบออกจากหอแล้วไปห้องเครื่องหางเสือท้ายเรือเพื่อแก้ไขหางเสือต่อไป แต่ปรากฏว่าไม่มีไฟฟ้าเครื่องหยุดนิ่งจึงได้พยายามถือท้ายด้วยเครื่อง จักร(คือใช้ใบจักร) แต่ก็ไม่สำเร็จอีก จึงเปลี่ยนเป็นถือท้ายด้วยมือ โดยสั่งการมาจากหอบังคับการยิงปืนเบา เรือจึงหยุดหมุน คงเดินได้ในบังคับ ขณะที่ ร.ล.ธนบุรีหมุนซ้ายนี่เอง เรือฝรั่งเศสนึกว่าไทยใช้ยุทธวิธีใหม่คือ”ยิงแล้วเลี้ยวหันท้ายเรือให้ข้า ศึก แล้วถอนตัวเข้ากลุ่มควัน”

ขณะที่เรือหมุนเป็นวงกว้างๆอยู่นี้ เรือลามอตต์ปิเกต์ระดมยิงมาอย่างหนาแน่น ไฟที่เกิดลุกที่ห้องรับแขกนายพลก็ลุกลามมากขึ้น ภายใต้ดาดฟ้าควันกลบมองอะไรไม่ใคร่เห็น ต้นเรือและสรั่งเรืออำนวยการดับก็ไม่ได้ผล ทันใดนั้นกระสุนนัดหนึ่งมาตกที่ดาดฟ้ากราบซ้ายริมห้องรับแขกนายพล กระสุนทะลุลงใต้ดาดฟ้า ตัดแป๊บน้ำดับเพลิงขาดจนใช้การไม่ได้ น้ำนองไปทั่ว กระสุนได้ระเบิดในห้องพันจ่ากราบขวา ฉีกเนื้อเรือโหว่เห็นจากภายนอกได้ถนัด ทำให้ไฟไหม้เครื่องที่นอนในห้องนั้นอีก

ต่อมากระสุนอีกนัดหนึ่งมาตก ตรงหีบพักกระสุนปืน ๗๕ มม. ระหว่างกระบอก ๑ และ กระบอก ๓ กระสุนได้ระเบิดเข้าห้องบัญชาการ ทะลุลงใต้ดาดฟ้าตรงห้องต้นปืน ทำให้ไฟใหม้ห้องบัญชาการและห้องต้นปืน นายแพทย์ซึ่งอยู่ในห้องบัญชาการถูกสะเก็ดระเบิดจนขาขาด ทหารที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นก็บาดเจ็บอีกหลายคน

กระสุนอีกนัดหนึ่ง ถูกบริเวณแนวน้ำกราบขวาตอนท้ายเรือ ได้ระเบิดบนพื้นห้องกะลาสี ๔ ทำให้น้ำเข้าเรือได้ กระสุนอีกนัดหนึ่งถูกช่องกระจกทางกราบขวาตอนท้ายเรือ ได้ระเบิดที่ฐานป้อมปืนท้าย ฉีกตะเข็บฐานป้อมปืน ทำให้น้ำในห้องกะลาสี ๔ ไหลเข้าสู่คลังดิน คลังกระสุน พลหทารลำเลียงกระสุนแขนขาดเพราะถูกสะเก็ดกระสุน กระนั้นก็ยังพยายามทำงานด้วยแขนข้างเดียว ในห้องกะลาสี ๔ ไฟได้ไหม้เสี้อชูชีพ และเสี้อผ้าของทหารตามตู้ตลอดจนพื้นยางทำให้ควันตลบไปหมด ไม่มีใครสามารถลงไปตรวจได้เพราะสำลักควัน

๐๖๕๕ เรือลามอตต์ปิเกต์กลัวติดตื้นจึงเลี้ยวขวากลับหลังหัน เดินเข็ม ๒๓๐ เพื่อออกมาให้พ้นระยะยิง
๐๗๐๐ หมู่เรือฝรั่งเศสอีก ๔ ลำ เมื่อยิงเรือตอร์ปิโดไทยจมแล้วก็รวมหมู่กันทางตะวันตกของเกาะเหลายาใน แล้วแล่นลงมาทางใต้ ครั้นผ่านเกาะเหลายานอกจึงเลี้ยวซ้ายเดินมาระหว่างเกาะหวายกับหินลูกหวายนอก เข็มประมาณ ๑๐๐ องศา และเห็นเรือธนบุรีตรงช่องระหว่างเกาะง่ามกับเกาะไม้ซี้ใหญ่ จึงช่วยกันระดมยิงเรือธนบุรีอีกแรงหนึ่ง

เมื่อเรือลามอตต์ปิเกต์แล่น ลับเกาะไม้ซี้ใหญ่ ลงมาทาง ซ.ว.(เซาท์-เวสต์, ตะวันตกเฉียงใต้) ร.ล.ธนบุรีจึงเปลี่ยนเป้ามายิงเรืออามิรัล ชาร์แนร์

เรือลาม อตต์ปิเกต์แล่นมาจนถึง เกาะจาน จึงหันขวาเดินเข็ม ๒๖๐ องศา ครั้นถึงเกาะใบดั้ง จึงหันขวาเดินเข็ม ๐๑๐ องศา แล้วหันขวาอีกครั้งหนึ่งเข้าช่องระหว่างเกาะจานกับเกาะใบดั้ง ครั้นผ่านเกาะจานแล้วจึงหันซ้ายแล่นเข็ม ๐๔๕ องศา ส่งสัญญาณแจ้งไปยังเรืออีก ๔ ลำ ให้ติดตามมา แต่ปรากฏว่าเรือเหล่านั้นไม่สามารถตามเรือลามอตต์ปิเกต์ทัน จึงได้สั่งให้แยกกระบวน เรือทั้งสี่นี้จึงเดินเข็ม ๒๓๐ องศา ไปรออยู่นอกระยะปืน

เมื่อเรือลามอตต์ปิเกต์ มองไปตรงช่องระหว่างเกาะไม้ซี้ใหญ่กับไม้ซี้เล็ก ก็เห็น ร.ล.ธนบุรีไฟไหม้ และเอียงทางกราบขวา แต่ปืน ร.ล.ธนบุรียังคงยิงมายังเรือลามอตต์ปิเกต์อยู่เรื่อยๆตลอดเวลาจนกระทั่งเรือ ลามอตต์ปิเกต์ แล่นหนีไป
๐๗๕๑ เรือลามอตต์ปิเกต์ได้ระดมยิงทางกราบซ้ายและปล่อยตอร์ปิโด ๑ ตับ ๓ ลูก ปรากฏว่าตอร์ปิโดไม่ถูก ร.ล.ธนบุรีเลย นาวาเอก เบรังเยร์ ผู้บังคับการเรือจึงตัดสินใจเดินทางกลับ เพราะเห็นว่า ร.ล.ธนบุรีต้องจมแน่
๐๘๐๑ เรือลามอตต์ปิเกต์เลี้ยวขวาแล่นเข็ม ๒๓๐ องศา ส่งสัญญาณให้เรืออีก ๔ ลำแล่นเข้ากระบวน และเมื่อผ่านเกาะใบดั้งแล้วจึงสั่งเข็ม ๒๗๐ องศา แล่นออกทะเลไป


ร.ล.ช้างเดินเครื่องจูงข้าง ร.ล.ธนบุรีแล่นมาทางแหลมงอบ และถ่ายคนเจ็บขึ้นบนเรือช้าง ร.ล.เทียวอุทกมาเทียบกราบซ้ายของ ร.ล.ธนบุรี ช่วยจูงให้เรือเดินหน้าต่อไป

๐๘๓๐ ร.ล.ธนบุรีแล่นไปทางแหลมน้ำ ไฟลุกทั่วไปในช่องทางเดิน แม้จะพยายามดับไฟเท่าไรก็ไม่ดับ เรือแล่นใกล้ที่ตื้นแหลมน้ำ ท้ายเรือแปร้น้ำลงทุกที และเอียงทางกราบขวาเล็กน้อย ต้นเรือ(เรือเอก ทองอยู่ สว่างเนตร) จึงพาเรือมาทางแหลมงอบ แต่ยิ่งแล่นไฟยิ่งลุกใหญ่

๐๙๕๐ ร.ล.ธนบุรีหยุดแล่น ร.ล.ช้างเข้าเทียบกราบขวาเพื่อช่วยดับไฟ แต่สายสูบของเรือทั้งสองต่อเข้ากันไม่ได้เพราะหัวคนละชนิด ร.ล.ช้างจึงดับไฟได้แต่ดาดฟ้าชั้นบน ส่วนช่องทางเดินและห้องบัญชาการดับไม่ได้

๑๐๐๐ ร.ล.หนองสาหร่ายมาถึง แต่เข้าช่วยเหลืออะไรไม่ได้เพราะเกรงทุ่นระเบิดในเรือจะระเบิดขึ้น ดังนั้นจึงเปลี่ยนไปรับทหารของ ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.สงขลา ที่แหลมเทียนอ่าวสลักเพชร

ร.ล.ธนบุรีไฟคงไหม้อยู่ เรือเอียงกราบขวามากจนกราบตักน้ำ ร.ล.ช้างจึงแก้พ่วงถอยออกไปลอยลำอยู่ ต่อมามีความคิดจะเอา ร.ล.ธนบุรีเกยตื้นจึงให้ ร.ล.ช้างจูงไปที่ตื้นบริเวณแหลมงอบ
๑๐๕๐ ร.ล.ช้างจูง ร.ล.ธนบุรีมาจนถึงหน้าแหลมงอบ ตรงแนวน้ำลึก ๖ เมตร แล้วปล่อย ร.ล.ธนบุรีไว้ ณ ที่นั้น

๑๑๐๐ ต้นเรือสั่งสละเรือใหญ่
๑๗๔๐ ร.ล.ธนบุรีคว่ำตะแคงเอากราบขวานอนดิน

ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานเหรียญกล้าหาญแก่ ร.ล.ธนบุรีและทหารประจำเรือฯโดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ทำพิธีประดับเหรียญกล้าหาญแก่ ธงฉานของ ร.ล.ธนบุรีเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๔ และต่อมากระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดระวางประจำการ ร.ล.ธนบุรี ในวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๔


รูปนี้ใส่กรอบแขวนอยู่ที่อนุสรณ์สถานยุทธนาวี แหลมงอบ จ.ตราด

ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานเหรียญกล้าหาญแก่ ร.ล.ธนบุรีและทหารประจำเรือฯโดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ทำพิธีประดับเหรียญกล้าหาญแก่ ธงฉานของ ร.ล.ธนบุรีเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๔ และต่อมากระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดระวางประจำการ ร.ล.ธนบุรี ในวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๔

Last Updated on Monday, 17 January 2011 10:58
 

Comments  

 
+1 #1 tango 2011-01-23 23:20
With highly respect to writer

Can we use "Capsized" in the position of "Overturned"
 

สมาชิกเท่านั้นจึงสามารถแสดงความเห็นได้ โปรดสมัครสมาชิกหรือติดต่อผู้ดูแลระบบ
Only registered user is able to comment. Please register or contact administrator.

Who's Online

We have 116 guests and 2 members online

Comment ล่าสุด

  • ไม่ทราบว่านำเคร ื่อง AV-8s ของทร.ไว้ด้วยหรือไม่ค ร...
  • สวยมากครับ เป็นเครื่องขวัญ ใจวัยเด็กของผมเ ลย
  • ขอแสดงความเสียใ จกับการตกของ Malaysia Airlines MH1...
  • ทำไมผมรู้สึงถึง Buk กับ HQ-16 นะ
  • ถ้าเป็นอย่างที่ ว่าจริงๆนับว่าน ่าเสียดายมากๆ อดเห...

ข้อมูลของผู้ใช้



QR Code for TAF

TAF Social Network



ทุกท่านสามารถติดตาม
ThaiArmedForce.com
ใน Social Network ได้ที่


กด Like TAF ใน Facebook ได้ที่นี่

Follow TAF ใน Twitter ได้ที่นี่

Instagram

กด Follow TAF ใน Foursuare ได้ที่นี่