[NyeNAVA] 70 ปีเรือหลวงธนบุรีกับการรบทางเรือที่เกาะช้าง ตอนที่ 2 ยุทธนาวี | 70th Year of HTMS Thonburi Part II - The Fighting

ปกหนังสือ "เมื่อธนบุรีรบ" และแผนที่แสดงเส้นทางการเดินเรือ ตลอดจนระยะเวลาต่างๆที่เรือรบของทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้กัน ต้นฉบับลายมือคุณครู พล.ร.ท.พัน รักษ์แก้ว

HTMS.Thonburi 1941 Part II - The Fighting

การจัดกำลังของกองทัพเรือในกรณีพิพาทอินโดจีน

ในช่วงปลายปี ๒๔๘๓ สถานการณ์ระหว่างประเทศไทยกับอีนโดจีนของฝรั่งเศสเรึ่มตึงเครียดขึ้นเป็น ลำดับ ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ กระทรวงกลาโหมได้ออกคำสั่งตั้ง พลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือเป็น”แม่ทัพเรือ” นาวาเอก หลวงนาวาวิจิตร ผู้บังคับการกองเรือรบเป็น”เสนาธิการทัพเรือ” ฯลฯ และในวันเดียวกันนั้นเองกองทัพเรือได้ออกคำสั่งที่ ๑๓๓/๘๓ ตั้ง “ทัพเรือ” ขึ้น ซึ่ง”ทัพเรือ”นี้เป็นหน่วยรบเฉพาะกิจหรือ”หน่วยสนาม”จัดกำลังเป็น “กองเรือ” ๓ กองคือ
กองเรือที่ ๑ นาวาเอกหลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ ต่อมาเป็นพลเรือตรี) เป็นผู้บังคับกองเรือ แบ่งออกเป็น ๒ หมวด คือ
หมวด ๑ ประกอบด้วย ร.ล.ศรีอยุธยา เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๓ ลำ เรือดำน้ำ ๒ ลำ(ร.ล.มัจฉานุ ร.ล.สินสมุทร)
หมวด ๓ ประกอบด้วย ร.ล.ธนบุรี เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๓ ลำ และ ร.ล.บางระจัน
กองเรือที่ ๒ นาวาเอก ชลิต กุลกำม์ธร (ต่อมาเป็นพลเรือตรี) เป็นผู้บังคับกองเรือ แบ่งออกเป็น ๒ หมวด คือ
หมวด ๒ ประกอบด้วย ร.ล.ท่าจีน เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๓ ลำ เรือดำน้ำ ๒ ลำ(ร.ล.วิรุณ ร.ล.พลายชุมพล)
หมวด ๔ ประกอบด้วย ร.ล.แม่กลอง เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๓ ลำ และ ร.ล.หนองสาหร่าย
กองเรือที่ ๓ นาวา โทหลวงพรหมพิสุทธิ์ (พิสุทธิ์ ยูปานนท์ ต่อมาเป็นพลเรือตรี) เป็นผู้บังคับกองเรือ ประกอบด้วย ร.ล.สุโขทัย ร.ล.เจ้าพระยา ร.ล.พระร่วง เรือยามฝั่ง ๖ ลำ เรือประมง ๓ ลำ (ต่อมาเรียกว่าเรือ ก.) ร.ล.สีชัง ร.ล.พงัน ร.ล.ช้าง ร.ล.เสม็ด ร.ล.จวง ร.ล.คราม ร.ล.บริพารพาหน (ร.ล.เกล็ดแก้ว ลำที่ ๑)
ส่วน ร.ล.อ่างทอง ซึ่งเป็น”เรือธงทัพเรือ”ไม่สังกัดกองเรือ การจัดกำลังครั้งนี้ จึงเป็นการจัดกำลัง “เฉพาะกิจ” ตามหลักนิยมในสมัยนั้น คือ แต่ละหมวดมี“เรือปืน”เป็นแกน มีเรือตอร์ปิโดเป็น“เรือฉาก”และมีเรือหน้าที่พิเศษผสมอยู่ด้วย

ต่อ มาเมื่อขึ้น พ.ศ.๒๔๘๔ (รัฐบาลประกาศเปสี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่เป็น ๑ มกราคม) มีการเปลี่ยนแปลงเรือในหมวดต่างๆ สำหรับเรือในหมวดที่ ๓ ร่วมกับ ร.ล.ธนบุรีนั้น ได้มีการย้าย ร.ล.บางระจันไปสังกัดหมวด ๑ และ ร.ล.คราม(ลำที่ ๑)มาสังกัดหมวด ๓ แทน และต่อมาก็ย้าย ร.ล.คราม กลับหมวด ๑ และย้าย ร.ล.หนองสาหร่ายจากหมวด ๔ มาแทนที่หมวด ๓ ส่วนเรือตอร์ปิโดที่สังกัดหมวด ๑, ๒, ๓ ก็มีการย้ายสลับกันบ้าง (เรียบ เรียงจากบทความ “แด่เรือหลวงแม่กลอง..เรือพิพิธภัณฑ์ลำแรก(ตอนที่ ๒ )” โดย พล.ร.อ.ประพัฒน์ จันทวิรัช ตีพิมพ์ในนาวิกศาสตร์ ปีที่ ๗๙ เล่มที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๓๙)

ต่อไปนี้ จะกล่าวถึงเหตุการณ์ “การรบที่เกาะช้าง”(หมายเหตุของผู้เรียบเรียง-คือผมเอง “การรบที่เกาะช้าง”เป็นชื่อเรียกเหตุการณ์ที่ปรากฎในเอกสารของกองทัพ เรือ-ไม่ใช่ยุทธนาวี(Battle)ที่เกาะช้างตามที่เราชอบเรียกกันเนื่องจากขนาด และจำนวนเรือของกองกำลังที่ปะทะไม่ใช่กองเรือหลัก-grand fleet และผลของการปะทะก็ไม่ได้ตัดสินผลของสงคราม เหมือนกับยุทธนาวีที่ช่องแคบทสุชิมะ(ญี่ปุ่น-จักรวรรดิรัสเซีย) หรือยุทธนาวีที่จัตแลนด์(อังกฤษ-เยอรมันนี) หรือใกล้ตัวเข้ามาก็ยุทธนาวีที่หมู่เกาะมิดเวย์(สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น)เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วอยากเรียกว่า The Naval Fighting at Ko Chang-การรบทางเรือที่เกาะช้าง มากกว่า) โดยเรียบเรียงจากบทความเรื่อง”เมื่อธนบุรีรบ” โดย ร.ท.จงจิตต์ สังขดุลย์ (ต่อมาเป็นพลเรือเอกและปลัดกระทรวงกลาโหม) ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่นายป้อมท้ายของ ร.ล.ธนบุรี ในเหตุการณ์รบดังกล่าว และบทความ “ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกาะช้าง” ประมวลจากเอกสารของทั้งฝ่ายไทยและฝรั่งเศสโดย พล.ร.ท.พัน รักษ์แก้ว ในเล่มเดียวกัน โดยเลือกมาเฉพาะเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ร.ล.ธนบุรี เท่านั้น

๑๔ มกราคม ๒๔๘๔
๒๒๐๐ เรือหมวด ๓ (ประกอบด้วย ร.ล.ธนบุรี ร.ล.สงขลา ร.ล.ระยอง ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.หนองสาหร่าย) ออกยาตราจากสัตหีบ เพื่อสับเปลี่ยนกำลังกับเรือหมวด ๑ ตามคำสั่งทัพเรือ

๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔
๐๙๐๐ หมวดเรือเดินทางถึงหมู่เกาะช้างและทอดสมอทางทิศใต้ใกล้ๆกับเกาะง่าม และทำการรับมอบหน้าที่จากเรือหมวด ๑

๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔
๑๒๐๐ ร.ล.ธนบุรี รับโทรเลขจากทัพเรือ มีใจความว่าทัพเรือต้องการทราบอัตราน้ำขึ้นสูงที่สุดและต่ำที่สุดสัก ๑ สัปดาห์ และถ้าจะตั้งไม้บรรทัดน้ำขึ้นที่บริเวณเกาะง่ามก็จะเป็นการดี
๑๓๐๐ หลวงพร้อมฯ(นาวาโท หลวงพร้อมวีระพันธ์, ผู้บังคับหมวดเรือและผู้บังคับการ ร.ล.ธนบุรี) ขึ้นไปตรวจหาที่ตั้งวัดระดับน้ำบนเกาะง่าม
ต่อมาในตอนเย็นได้ส่ง จ่า ๒ นาย พลทหาร ๒ นาย ที่ไม่ได้เข้ายามขึ้นไปประจำบนเกาะง่ามชั่วคราวเพื่อจดระดับน้ำ (เป็นการบังเอิญที่สุดที่จ่าคนหนึ่งนั้นเป็นพลหันป้อมท้าย ดังนั้นในเวลารบ นายป้อมท้ายจึงต้องทำหน้าที่แทนพลหันป้อม) ร.ล.ธนบุรีได้ม้วนผ้าเพดานและล้มหลักต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออก พร้อมทั้งเก็บสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เพื่อให้พร้อมในเวลาฉุกเฉิน
๑๙๑๕ ออกเรือพร้อมกับ ร.ล.หนองสาหร่าย และ ร.ล.เทียวอุทก จากเกาะง่ามไปจอด ณ อ่าวสลักคอก โดยมี ร.ล.เทียวอุทกและเรือยนต์ขวาของ ร.ล.ธนบุรีผูกท้ายเรือ บันไดขวาเอาขึ้น บันไดซ้ายห้อยไว้กับหลักเดวิท

วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔
๐๕๕๐ เรียกพลตรวจแถวและฝึกกายบริหาร
๐๖๐๐ ลักษณะอุตุฯในเวลานี้ มีเมฆตามขอบฟ้า พื้นทะเลมีหมอกบาง ๆ ลม ซ.ว.(เซาท์-เวสต์,ตะวันตกเฉียงใต้)
กำลัง ๑ คลื่นไม่มี ทัศนวิสัย ๖ ไมล์ อากาศค่อนข้างหนาวปรอท ๒๗ องศาเซลเซียส
๐๖๐๕ ยามดาดฟ้าไฟฉายเห็นเครื่องบินข้าศึก เรือจึงได้ประจำสถานีต่อสู้อากาศยาน ครั้นเครื่องบินฝรั่งเศสเลี้ยวหนีไปทางเกาะง่ามทางเรือจึงสั่งรื้อเพดาน แล้วออกคำสั่งทางไมโครโฟนให้ห้องเครื่องติดเครื่องใหญ่ แล้วสั่งให้ต้นหนส่งวิทยุแจ้งไปยังกองบินบกจันทบุรี แต่ปรากฏว่าส่งไม่ได้เพราะทางจันทบุรีไม่ได้รับ (ทางสัตหีบได้รับข่าวนี้ในเวลาย่ำรุ่ง และมีคำสั่งให้ ร.ล.ศรีอยุธยาเดินทางมาช่วยขับไล่ข้าศึก ส่วนกองบินจันทบุรีทราบเอง เพราะได้ยินเสียงปืนเรือยิงกัน)

เวลาต่อมาได้ยินเสียงปืนทางเกาะง่ามถี่ขึ้น และได้เห็นกระสุนระเบิดในอากาศ จึงสันนิษฐานว่าคงมีเหตุทางเกาะง่าม ร.ล.ธนบุรีจึงสั่งออกเรือ พร้อมกันนั้นเองยามบนสะพานเดินเรือ รายงานว่าเห็นเรือข้าศึกทางใต้เกาะช้าง โดยที่ยามมองตรงช่องระหว่างเกาะช้างกับเกาะไม้ซี้ใหญ่ เรือนี้คือเรือลามอตต์ปิเกต์ กำลังแล่นเข็ม ๐๖๕ องศา และเห็นแสงไฟแลบจากเรือด้วย เพราะเวลานี้เรือลามอตต์ปิเกต์กำลังระดมยิง ร.ล.สงขลาและ ร.ล.ชลบุรี หลวงพร้อมฯสั่งให้รายงานไปยังทัพเรือว่า เรือลามอตต์ปิเกต์มาต่อตีเรือนี้ที่ด้านใต้เกาะช้าง แล้วก็ส่งสัญญาณธงสองมือไปให้ ร.ล.หนองสาหร่ายอย่าให้ตาม ร.ล.ธนบุรีมา
๐๖๒๐ สมอขึ้นพ้นน้ำ ร.ล.ธนบุรีเริ่มออกเดิน ขณะนี้เรือลามอตต์ปิเกต์ กำลังแล่นลับเกาะไม้ซี้ใหญ่ ร.ล.ธนบุรีแล่นเข็ม ซอ.(เซาท์-อีสต์) เมื่อสอบศูนย์จากศูนย์รวบเพื่อสับไฟใช้ยิงที่ศูนย์รวบ พบว่าป้อมท้ายยังไม่พร้อม (เพราะพลหันป้อมไม่อยู่) หลวงพร้อม ฯ จึงสั่งหยุดเครื่อง หางเสือซ้ายหมด เพื่อให้เรือบังเกาะไม้ซี้ใหญ่อยู่ก่อน
๐๖๔๐ ปืนพร้อมทั้ง ๒ ป้อม ร.ล.ธนบุรีจึงเดินหน้าเต็มตัว เข็ม ซ.อ.(เซาท์-อีสต์)และสั่งเตรียมรบกราบขวา ที่หมายเรือลาดตระเวนข้าศึก
๐๖๔๕ เรือลามอตต์ปิเกต์ โผล่ทางด้านตะวันออกของเกาะไม้ซี้ใหญ่ และเริ่มยิง ร.ล.ธนบุรีทันที เวลานี้ระยะ ๑๒,๐๐๐ เมตร (ไทยว่า ๑๓,๐๐๐ เมตร) ส่วนปืนเบากราบขวา(ปืน ๗๕/๕๑ มม.)ของ ร.ล.ธนบุรี ซึ่งผู้ช่วยต้นปืนเป็นผู้ควบคุมการยิงนั้นรุกรนเกินไป ลืมตั้งศูนย์ใหม่ (ได้ตั้งศูนย์ เก่าไว้เพียง ๘,๐๐๐ เมตร) พลประจำปืนเบากราบขวานี้ได้ยินคำสั่งผิดคิดว่าสั่งให้เริ่มยิง จึงได้ยิงเป็นเหตุให้เสียกระสุนไปเปล่า ๆ ๒๖ นัด (คือปืนหมายเลข ๑ ยิง ๑๕ นัด ปืนหมายเลข ๓ ยิง ๑๑ นัด) หลวงพร้อมฯ สั่งย้ายที่ถือท้ายเรือมาอยู่ในหอรบ เวลานี้วิทยุยังส่งไม่ได้ เพราะไม่มีแห่งใดรับวิทยุของ ร.ล.ธนบุรีเลย นับว่าการวิทยุฝ่ายไทยประมาทมากแม้จะเป็นในขณะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้

กระสุน ตับแรก (๔ นัด) ของฝรั่งเศสตกสูง ห่างเรือ ๓๐๐ เมตร ตับที่ ๒ ตกตรงแต่ต่ำ ห่างเรือ ๕๐ เมตร ฝอยน้ำสูงเสมอหัวเรือ (กระสุนที่ระเบิดในน้ำมีสีต่างๆกัน บางนัดก็เป็นสีเขียว บางนัดก็สีขาว บางนัดก็สีใบไม้แกมเขียว) ตับที่ ๓ บางนัดตกต่ำ ห่างจาก ร.ล.ธนบุรี ๑๕๐ เมตร

ร.ล.ธนบุรีเริ่มยิง เมื่อถูกเรือฝรั่งเศสยิงมาแล้ว ๒ ตับ โดยได้เริ่มยิงตับแรกด้วยป้อมหัวและป้อมท้าย ตั้งระยะ ๑๓,๐๐๐ เมตร ทางฝรั่งเศสบอกว่ากระสุนปืนของไทยตกต่ำไปตั้ง ๒,๐๐๐ เมตร

รูปวาด ร.ล.ธนบุรี ในเหตุการณ์รบ วาดโดยพันเอกวันชัย สุวรรณะชฎ จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ

๐๖๔๘ เรือฝรั่งเศสตรวจกระสุนตกได้ว่าคร่อมเป้า กระสุนตับที่ ๔ ของฝรั่งเศสมีนัดหนึ่งยิงโดนผนังห้องรับแขกนายพลตรงมุมห้องกราบขวา กระสุนทะลุเข้าไปภายในห้องรับแขก แล้วระเบิดขึ้นกลางห้อง อำนาจระเบิดนี้เองทำให้ทะลุขึ้นข้างบนตรงพื้นของหอบังคับการเดินเรือ ทำให้หลวงพร้อมฯ และทหารในหอบังคับการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ไฟไหม้และเครื่องถือท้ายในหอบังคับการใช้การไม่ได้ เรือซึ่งกำลังเดินหน้า ๑๔ นอต ต้องหมุนซ้ายเป็นวงกลมอยู่ถึง ๔ รอบ กระสุนฝรั่งเศสนัดนี้เองทำลายเครื่องติดต่อบังคับเรือเสียสิ้น แผ่นเหล็กพื้นหอบังคับการฉีก สะเก็ดเหล็กกระจายถูกทหารประจำหอทุกคน ควันตลบไปทั่ว ต้นหนรีบออกจากหอแล้วไปห้องเครื่องหางเสือท้ายเรือเพื่อแก้ไขหางเสือต่อไป แต่ปรากฏว่าไม่มีไฟฟ้าเครื่องหยุดนิ่งจึงได้พยายามถือท้ายด้วยเครื่อง จักร(คือใช้ใบจักร) แต่ก็ไม่สำเร็จอีก จึงเปลี่ยนเป็นถือท้ายด้วยมือ โดยสั่งการมาจากหอบังคับการยิงปืนเบา เรือจึงหยุดหมุน คงเดินได้ในบังคับ ขณะที่ ร.ล.ธนบุรีหมุนซ้ายนี่เอง เรือฝรั่งเศสนึกว่าไทยใช้ยุทธวิธีใหม่คือ”ยิงแล้วเลี้ยวหันท้ายเรือให้ข้า ศึก แล้วถอนตัวเข้ากลุ่มควัน”

ขณะที่เรือหมุนเป็นวงกว้างๆอยู่นี้ เรือลามอตต์ปิเกต์ระดมยิงมาอย่างหนาแน่น ไฟที่เกิดลุกที่ห้องรับแขกนายพลก็ลุกลามมากขึ้น ภายใต้ดาดฟ้าควันกลบมองอะไรไม่ใคร่เห็น ต้นเรือและสรั่งเรืออำนวยการดับก็ไม่ได้ผล ทันใดนั้นกระสุนนัดหนึ่งมาตกที่ดาดฟ้ากราบซ้ายริมห้องรับแขกนายพล กระสุนทะลุลงใต้ดาดฟ้า ตัดแป๊บน้ำดับเพลิงขาดจนใช้การไม่ได้ น้ำนองไปทั่ว กระสุนได้ระเบิดในห้องพันจ่ากราบขวา ฉีกเนื้อเรือโหว่เห็นจากภายนอกได้ถนัด ทำให้ไฟไหม้เครื่องที่นอนในห้องนั้นอีก

ต่อมากระสุนอีกนัดหนึ่งมาตก ตรงหีบพักกระสุนปืน ๗๕ มม. ระหว่างกระบอก ๑ และ กระบอก ๓ กระสุนได้ระเบิดเข้าห้องบัญชาการ ทะลุลงใต้ดาดฟ้าตรงห้องต้นปืน ทำให้ไฟใหม้ห้องบัญชาการและห้องต้นปืน นายแพทย์ซึ่งอยู่ในห้องบัญชาการถูกสะเก็ดระเบิดจนขาขาด ทหารที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นก็บาดเจ็บอีกหลายคน

กระสุนอีกนัดหนึ่ง ถูกบริเวณแนวน้ำกราบขวาตอนท้ายเรือ ได้ระเบิดบนพื้นห้องกะลาสี ๔ ทำให้น้ำเข้าเรือได้ กระสุนอีกนัดหนึ่งถูกช่องกระจกทางกราบขวาตอนท้ายเรือ ได้ระเบิดที่ฐานป้อมปืนท้าย ฉีกตะเข็บฐานป้อมปืน ทำให้น้ำในห้องกะลาสี ๔ ไหลเข้าสู่คลังดิน คลังกระสุน พลหทารลำเลียงกระสุนแขนขาดเพราะถูกสะเก็ดกระสุน กระนั้นก็ยังพยายามทำงานด้วยแขนข้างเดียว ในห้องกะลาสี ๔ ไฟได้ไหม้เสี้อชูชีพ และเสี้อผ้าของทหารตามตู้ตลอดจนพื้นยางทำให้ควันตลบไปหมด ไม่มีใครสามารถลงไปตรวจได้เพราะสำลักควัน

๐๖๕๕ เรือลามอตต์ปิเกต์กลัวติดตื้นจึงเลี้ยวขวากลับหลังหัน เดินเข็ม ๒๓๐ เพื่อออกมาให้พ้นระยะยิง
๐๗๐๐ หมู่เรือฝรั่งเศสอีก ๔ ลำ เมื่อยิงเรือตอร์ปิโดไทยจมแล้วก็รวมหมู่กันทางตะวันตกของเกาะเหลายาใน แล้วแล่นลงมาทางใต้ ครั้นผ่านเกาะเหลายานอกจึงเลี้ยวซ้ายเดินมาระหว่างเกาะหวายกับหินลูกหวายนอก เข็มประมาณ ๑๐๐ องศา และเห็นเรือธนบุรีตรงช่องระหว่างเกาะง่ามกับเกาะไม้ซี้ใหญ่ จึงช่วยกันระดมยิงเรือธนบุรีอีกแรงหนึ่ง

เมื่อเรือลามอตต์ปิเกต์แล่น ลับเกาะไม้ซี้ใหญ่ ลงมาทาง ซ.ว.(เซาท์-เวสต์, ตะวันตกเฉียงใต้) ร.ล.ธนบุรีจึงเปลี่ยนเป้ามายิงเรืออามิรัล ชาร์แนร์

เรือลาม อตต์ปิเกต์แล่นมาจนถึง เกาะจาน จึงหันขวาเดินเข็ม ๒๖๐ องศา ครั้นถึงเกาะใบดั้ง จึงหันขวาเดินเข็ม ๐๑๐ องศา แล้วหันขวาอีกครั้งหนึ่งเข้าช่องระหว่างเกาะจานกับเกาะใบดั้ง ครั้นผ่านเกาะจานแล้วจึงหันซ้ายแล่นเข็ม ๐๔๕ องศา ส่งสัญญาณแจ้งไปยังเรืออีก ๔ ลำ ให้ติดตามมา แต่ปรากฏว่าเรือเหล่านั้นไม่สามารถตามเรือลามอตต์ปิเกต์ทัน จึงได้สั่งให้แยกกระบวน เรือทั้งสี่นี้จึงเดินเข็ม ๒๓๐ องศา ไปรออยู่นอกระยะปืน

เมื่อเรือลามอตต์ปิเกต์ มองไปตรงช่องระหว่างเกาะไม้ซี้ใหญ่กับไม้ซี้เล็ก ก็เห็น ร.ล.ธนบุรีไฟไหม้ และเอียงทางกราบขวา แต่ปืน ร.ล.ธนบุรียังคงยิงมายังเรือลามอตต์ปิเกต์อยู่เรื่อยๆตลอดเวลาจนกระทั่งเรือ ลามอตต์ปิเกต์ แล่นหนีไป
๐๗๕๑ เรือลามอตต์ปิเกต์ได้ระดมยิงทางกราบซ้ายและปล่อยตอร์ปิโด ๑ ตับ ๓ ลูก ปรากฏว่าตอร์ปิโดไม่ถูก ร.ล.ธนบุรีเลย นาวาเอก เบรังเยร์ ผู้บังคับการเรือจึงตัดสินใจเดินทางกลับ เพราะเห็นว่า ร.ล.ธนบุรีต้องจมแน่
๐๘๐๑ เรือลามอตต์ปิเกต์เลี้ยวขวาแล่นเข็ม ๒๓๐ องศา ส่งสัญญาณให้เรืออีก ๔ ลำแล่นเข้ากระบวน และเมื่อผ่านเกาะใบดั้งแล้วจึงสั่งเข็ม ๒๗๐ องศา แล่นออกทะเลไป


ร.ล.ช้างเดินเครื่องจูงข้าง ร.ล.ธนบุรีแล่นมาทางแหลมงอบ และถ่ายคนเจ็บขึ้นบนเรือช้าง ร.ล.เทียวอุทกมาเทียบกราบซ้ายของ ร.ล.ธนบุรี ช่วยจูงให้เรือเดินหน้าต่อไป

๐๘๓๐ ร.ล.ธนบุรีแล่นไปทางแหลมน้ำ ไฟลุกทั่วไปในช่องทางเดิน แม้จะพยายามดับไฟเท่าไรก็ไม่ดับ เรือแล่นใกล้ที่ตื้นแหลมน้ำ ท้ายเรือแปร้น้ำลงทุกที และเอียงทางกราบขวาเล็กน้อย ต้นเรือ(เรือเอก ทองอยู่ สว่างเนตร) จึงพาเรือมาทางแหลมงอบ แต่ยิ่งแล่นไฟยิ่งลุกใหญ่

๐๙๕๐ ร.ล.ธนบุรีหยุดแล่น ร.ล.ช้างเข้าเทียบกราบขวาเพื่อช่วยดับไฟ แต่สายสูบของเรือทั้งสองต่อเข้ากันไม่ได้เพราะหัวคนละชนิด ร.ล.ช้างจึงดับไฟได้แต่ดาดฟ้าชั้นบน ส่วนช่องทางเดินและห้องบัญชาการดับไม่ได้

๑๐๐๐ ร.ล.หนองสาหร่ายมาถึง แต่เข้าช่วยเหลืออะไรไม่ได้เพราะเกรงทุ่นระเบิดในเรือจะระเบิดขึ้น ดังนั้นจึงเปลี่ยนไปรับทหารของ ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.สงขลา ที่แหลมเทียนอ่าวสลักเพชร

ร.ล.ธนบุรีไฟคงไหม้อยู่ เรือเอียงกราบขวามากจนกราบตักน้ำ ร.ล.ช้างจึงแก้พ่วงถอยออกไปลอยลำอยู่ ต่อมามีความคิดจะเอา ร.ล.ธนบุรีเกยตื้นจึงให้ ร.ล.ช้างจูงไปที่ตื้นบริเวณแหลมงอบ
๑๐๕๐ ร.ล.ช้างจูง ร.ล.ธนบุรีมาจนถึงหน้าแหลมงอบ ตรงแนวน้ำลึก ๖ เมตร แล้วปล่อย ร.ล.ธนบุรีไว้ ณ ที่นั้น

๑๑๐๐ ต้นเรือสั่งสละเรือใหญ่
๑๗๔๐ ร.ล.ธนบุรีคว่ำตะแคงเอากราบขวานอนดิน

ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานเหรียญกล้าหาญแก่ ร.ล.ธนบุรีและทหารประจำเรือฯโดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ทำพิธีประดับเหรียญกล้าหาญแก่ ธงฉานของ ร.ล.ธนบุรีเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๔ และต่อมากระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดระวางประจำการ ร.ล.ธนบุรี ในวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๔


รูปนี้ใส่กรอบแขวนอยู่ที่อนุสรณ์สถานยุทธนาวี แหลมงอบ จ.ตราด

ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานเหรียญกล้าหาญแก่ ร.ล.ธนบุรีและทหารประจำเรือฯโดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ทำพิธีประดับเหรียญกล้าหาญแก่ ธงฉานของ ร.ล.ธนบุรีเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๔ และต่อมากระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดระวางประจำการ ร.ล.ธนบุรี ในวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๔

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates