[icy_cmu] บทวิเคราะห์ ว่าที่รถถังหลักแบบใหม่ของกองทัพบกไทย ตอนแรก

วันนี้จะนำเสนอบทวิเคราะห์ ว่าที่รถถังใหม่ทบ. หรือที่รู้จักกันในชื่อออปลอต(Oplot) ซึ่งรายละเอียดปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะมีคุณลักษณะอย่างไร แต่การวิเคราะห์ในบทความนี้ เป็นการคาดการณ์จากรถถังแบบล่าสุดของอูเครน คือ BM Oplot โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณา รายละเอียดสเป็คของทบ.เองอาจจะต่างไปจากนี้ ไม่มีใครทราบได้ เพราะฉะนั้น ไม่ควรชื่นชมหรือก่นด่าไปก่อนที่ทบ.จะประกาศอย่างเป็นทางการ

บทความนี้จะแบ่งเป็น 2 ตอน คือ ประวัติต้นแบบของออปลอตคือที-80ยูดี ตอนที่สองจะเป็นการกล่าวถึง การพัฒนาก่อนหน้าจะมาเป็นบีเอ็ม ออปลอต คือ ที-84/ยู/ออปลอต/ยาตากัน และการชำแหละ BM Oplot กันทุกส่วน

ในที่นี้ขอกล่าวถึงการอ้างอิงข้อมูลต่างๆก่อน ข้อมูลทั้งหมดและรูปภาพ ได้นำมาใช้ในเงื่อนไข Fair use Policy เพราะฉะนั้น ผู้ใดต้องการนำภาพและข้อมูลอ้างอิงนำไปใช้เพื่อการค้า กรุณาติดต่อแหล่งข้อมูลเหล่านั้นเพื่อขอใช้ให้ถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และตัวบทความนี้ ถ้าต้องการนำไปใช้ในทางการค้า กรุณาขออนุญาตและให้เครดิต และ บทความนี้ไม่ถือเป็นแหล่งอ้างอิงเนื่องจากบทความนี้มีข้อคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจไม่เป็นกลาง หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

แหล่งอ้างอิง
http://www.morozov.com.ua/eng/body/oplot_mbt.php
https://picasaweb.google.com/malakhov.v.a/KMDBOplotMBT
http://andrei-%20bt.livejournal.com/tag/%D0%9E%D0%BF%D0%BB%D0%BE%D1%82
http://www.battlefront.com/community/showthread.php?t=90432
http://en.wikipedia.org/wiki/T-84
http://daarmy.npage.eu/t-84_series_7659460.html
Steven J Zaloga and Tony Bryan (2009).T-80 standard tank The Soviet Army’s Last Armored Champion.UK :Osprey publishing ltd. ISBN 978-1-846038655.
Steven J Zaloga and David Markov (2000). Russia's T-80U Main Battle Tank. Hong Kong: Concord. ISBN 962-361-656-2.
Zaloga, Steven (1992), T-64 and T-80, Hong Kong: Concord, ISBN 962-361-031-9.

T-80s : The Oplot’s Ancestors

ที-80 : เหล่าบรรพบุรุษของออปลอต


ถ้าจะกล่าวถึงออปลอต จะไม่กล่าวถึงที-80คงเป็นไปไม่ได้ เพราะออปลอตจริงๆแล้วมีพื้นฐานมาจากที-80(แม้จะถูกดัดแปลงจนแทบไม่เหลือเค้าแล้วก็เถอะ) จุดเริ่มต้นของที-80 คงต้องย้อนไปถึงที-64อีกทีหนึ่ง

ที-64 จุดเริ่มต้นของที-80
โครงการที-64นั้น เกิดมาจากการที่กองทัพสหภาพโซเวียต(ต่อไปจะกล่าวในชื่อกองทัพแดง) ต้องการรถถังแทนที-54 โดยกำหนดให้มีประสิทธิภาพทุกด้านเหนือกว่า ทั้งก อำนาจการยิง การป้องกันตัว การเคลื่อนที่ โดยที่น้ำหนักและขนาดยังไม่มากไปกว่าที-54มากนัก ด้วยความอัจฉริยะภาพของนาย Alexandr Morozov แห่งสำนักออกแบบ Kharkov Malyshev ในอูเครน (หรือ KMDB ซึ่งสำนักนี้เคยออกแบบรถถังกระฉ่อนโลกอย่างT-34มาแล้ว) จึงออกแบบมาเป็น Objekt 430 ที่มีขนาดและน้ำหนักไม่ต่างจากT-54มากนัก แต่มีประสิทธิภาพมากกว่าT-54 ในด้านเกราะที่เป็นแบบหลายชั้นและ ความคล่องแคล่ว ด้วยเครื่องยนต์5TDที่มีขนาดเล็กแต่แรง และมีลูกเรือ3นาย โดยแทนที่พลบรรจุด้วยระบบป้อนกระสุนอัตโนมัติ


objekt 430

แต่Objekt430ยังมีข้อบกพร่องเรื่องปืน ซึ่งตอนแรกใช้ขนาด100ม.ม.D-54TS ซึ่งไม่พอเพียงเพราะขณะนั้นรถถังนาโต้ได้ใช้ปืนยอดนิยมL7ขนาด105ม.ม.กันบ้างแล้ว จึงมีการปรับปรุงติดปืน 115ม.ม.แบบD-68 และเปลี่ยนชื่อเป็นObjekt 432 และเมื่อเข้าสู่สายการผลิต จึงกลายมาเป็นT-64 อย่างไรก็ดี T-64ยังมีข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งเครื่องยนต์5TDที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะมีค่าMTBF(Mean Time Between Failure ค่าเฉลี่ยเวลาที่เครื่องจักรจะทำงานผิดพลาดหรือค่าระหว่างความผิดพลาดครั้งก่อน และ ครั้งล่าสุด)ที่300ชม.เท่านั้น และยังมีปริมาตรห้องโดยสารน้อยมาก เมื่อเทียบกันกับรถถังที่มีเกราะหนาพอๆกันอย่างM60A1 (T-64 11.5ลบ.ม. และ M60A1 18.4ลบ.ม.) อีกทั้ง ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงยังสูงมากอีกด้วย




T-64


Objekt 219 ความฝันแห่งสุดยอดรถถังของกองทัพแดง
หลังจากโครงการT-64 นั้นมีปัญหามากมาย (แต่ก็แก้ปัญหาได้ในรุ่นA) กองทัพแดงจึงต้องการรถถังระดับพรีเมี่ยม มาใช้งานคู่กับT-72 ตามนโยบาย ของถูกคู่ของแพง จะขอกล่าวข้ามเรื่องการพัฒนาและการแข่งขันระหว่างสำนักออกแบบออกไป เนื่องจาก กลัวจะยาวเกินพอดี
Objekt 219 SP1 คือต้นแบบรถถังที่ Leningradskiy Kirovskiy Zavod หรือLKZ ออกแบบเพื่อสนองความต้องการรถถังพลังเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ โดยนำเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์GTD-1000T(ขนาด1000แรงม้า)ไปไว้ในโครงรถถังT-64ดัดแปลง แต่ก็ยังแสดงศักยภาพไม่เต็มที่ เพราะชุดเกียร์และระบบช่วงล่างยังไม่รองรับความแรงของเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์


ต่อมาจึงมีการสร้างรถต้นแบบObjekt 219 SP2 ขึ้นมา60คัน โดยทดสอบระบบช่วงล่างและชุดเกียร์ที่สามารถรีดประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ออกมาให้มากที่สุด และยังมีการทดลองติดตั้งกระโปรงข้างทำจากยาง และระบบกรองฝุ่นที่เครื่องยนต์ เพื่อช่วยลดปัญหาการอุดตันของเครื่องยนต์ จนในปี1973 การทดสอบในสนามจริงออกมาได้อย่างน่าพอใจ ยกเว้นที่เครื่องยนต์ กินน้ำมันมากกว่าT-64ถึง1.8เท่า และยังซ่อมบำรุงยาก จึงมีค่าMTBFไม่เกิน300ชั่วโมง และเพื่อจะให้มีระยะทำการถึง450กม.จึงต้องทำการติดตั้งถังน้ำมันภายนอก แม้กระทั่งต้นแบบสุดท้ายอย่างObjekt 219 sp8 (หลายเซอร์วิสแพ็คเหลือเกิน) ก็ยังแก้ปัญหาไม่ตก จึงเป็นเหตุให้ นายพล Andrei Grechkoซึ่งเป็นรมว.กลาโหมขณะนั้น ไม่นำObjekt 219เข้าสายการผลิตเนื่องจากผลาญน้ำมันแต่อำนาจการยิงหรือเกราะป้องกันไม่ได้ดีกว่าT-64ซักเท่าไหร่ ชะตาชีวิตObjekt 219 คงจบอยู่แค่นั้นหากอีกตาGrechko ไม่ด่วนจากไปเสียก่อน รมว.กลาโหมคนใหม่ Dmitriy Ustinov จึงเข้ารับตำแหน่งแทน อีตาUstinovนี้ เป็นคนที่คลุกคลีกับวงการอุตสาหกรรมอาวุธมายาวนานตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่2 พออีตานี่ดำรงตำแหน่ง คงเดาไม่ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น Objekt 219 ถูกนำขึ้นสายการผลิตในวันที่6สิงหาคม 1976 และเปลี่ยนชื่อเป็นT-80 อีตาUstinov นั้น ชอบT-80มากๆ เพราะตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ผลักดันแนวคิดติดตั้งเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ให้รถถังมาตลอด จนปัญหาด้านการกินน้ำมันมโหฬารของT-80นั้นถูกมองข้ามไป

โรงงานที่ประกอบT-80นั้นได้แก่LKZ หยุดสายการผลิตT-64A แล้วมาผลิตT-80แทน โรงงานOMSKหมายเลข13 จากเดิมจะผลิตT-72แทนT-55 ก็ถูกปรับให้โรงงานของOMSKทั้งหมดมาผลิตT-80 โรงงานที่KharkovมาผลิตT-80 ภายหลังจากที่นายMorozov เกษียณออกไป โดยผลิตแทนT-64 นายUstinov ไม่ชอบโครงการT-72 เอาเสียเลย แต่ทำอย่างไรได้ ตามนโยบายของถูกคู่ของแพง T-72 จะแทนที่รถถังเก่าของกองทัพแดงทั้งหมด จึงทำให้T-72 ยังอยู่ต่อ แต่ก็ไม่มีการพัฒนาให้ทันสมัยมากมาย เหมือนกับT-80
อย่างไรก็ดีT-80ยุคแรก มันก็คือT-64Aติดเครื่องแก๊สเทอร์ไบน์นี่เอง แต่ราคาแพงกว่าT-64Aถึง3เท่า และยังล้าหลังกว่าT-64B รุ่นล่าสุดในแง่ระบบควบคุมการยิง (กล้องวัดระยะโดยใช้ภาพซ้อนของT-80 กับ ระบบวัดระยะด้วยเลเซอร์ของT-64B) หรือ จรวดยิงจากปืนถ.ของT-64B ที่T-80ไม่มี T-80จึงผลิตน้อยมาก ไม่เกิน200คัน และผลิตเพียง2ปี ก็หยุดผลิต หันไปผลิตรุ่นใหม่กว่าอย่างT-80B แทน


T-80 รุ่นแรก สังเกตจากระบบวัดระยะแบบภาพซ้อนด้านข้างขวาของป้อม V-Shape ด้านหน้ารถ(คล้ายT-72) และ ล้อกดสายพานแบบเหล็กล้วนไม่มียางรอง


T-80B : รถถัง T-80 ที่แท้จริง
ในปี1978โรงงานLKZได้ทำการออกแบบป้อมปืนใหม่สำหรับT-80 โดยไม่ต้องการที่จะใช้แบบแผนของป้อมปืนT-64 ของโรงงานKharkovอีกต่อไป โดยมีการติดตั้งระบบยิงจรวดนำวิถีต่อสู้รถถังแบบ9K112 Kobra system ยิงจากปืนใหญ่ 125ม.ม. โดย ลูกจรวด9M112 นั้น จะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ตัวจรวด และ ดินขับ ลูกจรวด9M112 นั้น นำวิถีด้วยระบบRadio Command Link โดยติดตั้งระบบCommand linkแบบ GTN-12 ที่ตัวป้อมปืนด้านขวา (เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของT-80B) โดยลูกจรวด9M112 มีระยะยิง4กม.สำหรับเป้ารถถัง และ 5กม.สำหรับเฮลิคอปเตอร์ สามารถเจาะเกราะRHA ได้600ม.ม. และยังมีการติดตั้งระบบกล้องเล็งสำหรับพลปืนแบบ1G42 และ ระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติแบบใหม่

นอกจากนี้ เกราะสำหรับป้อมปืนด้านหน้าของT-80B ยังมีการพัฒนาเข้าสู่เกราะหลายชั้นยุคที่3 โดยการเสริมแท่งUltra-Porcelain ซึ่งเป็นเซรามิคชนิดใหม่เข้าไประหว่างเกราะเหล็กกล้าแบบหล่อ (ในยุคแรกใช้อลูมิเนียม ยุคที่สองใช้เซรามิคแบบเป็นลูกบอลแทรกกลางเกราะเหล็กกล้าแบบหล่อ) ซึ่งทำให้มีความหนาในหน่วยRHAเท่ากับหรือมากกว่า 550ม.ม. ทีเดียว(แต่ความหนาจริงนั้นบางกว่า) ส่วนเกราะตัวรถด้านหน้านั้นใช้เหล็กกล้าหนา80ม.ม.ซ้อนกับแผ่นไฟเบอร์กลาสหนา105ม.ม. และประกบด้วยแผ่นเหล็กกล้าหนา20ม.ม.อีกชั้นหนึ่ง พร้อมกับเป็นเกราะแบบลาด ทำให้ความหนาในหน่วยRHAมากถึง500 มม.



T-80B สังเกตกล่องสี่เหลี่ยมด้านบนป้อมด้านขวาหน้าปืนกลของผบ.รถ นั่นคือระบบGTN-12 และล้อกดสายพานแบบมียางรอง

LKZเริ่มผลิตT-80B ในปี1978 เพื่อแทนT-80รุ่นแรก และภายหลังผลิตที่OMSKเพื่อทดแทนT-55Aในปี 1979(แต่ยังมีการผลิตเพื่อส่งออกอยู่) และOmsk ยังผลิตT-80BK รุ่นบัญชาการ ที่ติดตั้งระบบนำร่องและวิทยุสั่งการขั้นสูงมาด้วย T-80B ผลิตมาทั้งหมด 3,518คันรุ่นBK 217คัน รวมถึงรุ่นอัพเกรดที่จะกล่าวต่อไปคือT-80BV อีก617คัน รวมๆแล้วมีจำนวนถึง 4,352คัน นับเป็น90%ของT-80ที่ผลิตทั้งหมด

T-80BV ไม่หวั่นแม้เจอกระสุน HEAT
ในสงครามกับเลบานอนในปี1982อิสราเอลได้นำรถถังติดเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิดหรือERA มาใช้ในสงคราม ซึ่งได้ผลดี จนทางฝ่ายโซเวียตสนใจเอามาติดบนรถถังของตนบ้าง จริงๆแล้วโครงการเกราะERAนี้มีมาตั้งแต่ยุค60 แต่พอเห็นผลงานแล้ว จึงปัดฝุ่นนำมาใช้งาน เกราะERA ที่ติดอยู่บนT-80BVนั้น เรียกว่า Kontakt-1 มีความสามารถในการลดประสิทธิภาพการเจาะเกราะของจรวดนำวิถีต่อต้านรถถังที่ยิงจากปืน125ม.ม.ได้ถึง 86% ,ลดประสิทธิภาพของกระสุนระเบิดต่อสู้รถถัง(HEAT) ถึง 58% ,ลดประสิทธิภาพของจรวดต่อสู้รถถังขนาด93ม.ม .(LAW.)ได้ถึง92% อีกทั้งยังเบากว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกราะBlazerของอิสราเอลถึง15%



Kontakt-1


M-48ติดเกราะBlazer


T-80BV



T-80BVผลิตทั้งหมด 617คัน เป็นรุ่นBV 594 คันและ รุ่นบัญชาการ BVK 23คัน

T-80A ไม่มีจริง
ในปี1976 นายUstinov ต้องการจะให้รถถังรัสเซียมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่คนละโรงงาน ก็ไม่มีความเหมือนกันเลย (ในช่วงนั้น 3โรงงานหลัก ผลิตรถถังต่างแบบกันสิ้นเชิงUralvagonzavod ผลิตT-72, KharkovผลิตT-64B. LKZและOmsk ผลิต T-80/B )

ช่วงนั้นKharkovได้ออกแบบรถถังใหม่ที่เป็นรุ่นT-64B ปรับปรุง ทั้งระบบควบคุมการยิง และเกราะที่ป้อม ในชื่อObjekt 476 นายUstinov เลยปิ๊งไอเดีย จับเอาป้อม476มาขยำรวมกับตัวรถของT-80B โดยให้สำนัก LKZ ดูแลโครงการโดยรวม และ Kharkov ดูแลเรื่องการออกแบบป้อมและอาวุธ รวมถึงยังยกเลิกสายการผลิตT-64B ของKharkov ไปผลิต T-80แทน โดยโครงการนี้มีชื่อว่า Objekt 219A โดยป้อมปืนของ Objekt 476 นั้น ได้รับการติดตั้งระบบควบคุมการยิงใหม่ แบบ1A45 และกล้องเล็งของพลปืนแบบ 1G46 และยังติดเกราะหลายชั้นแบบใหม่ ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่สองแบบคือ แบบของT-72B ที่เป็น ป้อมปืนแบบหล่อมีช่องว่างภายในข้างในนั้นคือเกราะสองชั้น ประกอบไปด้วยโลหะที่ไม่ใช่เหล็กกล้าและชั้นของอโลหะ ส่วนป้อมของ Objekt 476 นั้น ข้างในประกอบไปด้วยเกราะหลายชั้น2ชิ้น แต่ละชิ้นประกอบไปด้วย โพลิเมอร์-เหล็กกล้า-เรซิ่น ซึ่งแพงกว่าแบบของ T-72B แต่ก็มีประสิทธิภาพมากกว่า


objekt 219A สังเกตุว่าไม่มีระบบควบคุมการยิงแบบGTN-12แล้ว

นอกจากจะมี Objekt 219Aที่เป็นT-80Bติดตั้งป้อมปืนของ Objekt 476แล้ว ยังมี Objekt 219V ที่ติดตั้งระบบควบคุมการยิง1A45 ,กล้องเล็งของพลปืนแบบ 1G46รวมถึงเครื่องยนต์ที่แรงขึ้นและยังติดตั้งจรวดนำวิถีต่อสู้รถถังแบบใหม่ชื่อว่า9M119 Refleks ที่นำวิถีด้วยเลเซอร์ซึ่งติดตั้งในกล้องเล็งแบบ1G46 9M119 มีระยะยิงเพิ่มเติมจาก9M112 Kobra จากเดิม4กม. เป็น5กม. และยังเจาะเกราะเพิ่มมากกว่าเดิมเป็น700ม.ม.(RHA) ทั้ง Objekt 219A และ Objekt 219V ได้รับการติดตั้งเกราะERAแบบKontakt-1 เหมือนกัน จึงมีคนสับสนและเรียกเป็นT-80A ทั้งๆที่ทั้งสองแบบไม่เคยได้รับการเข้าสู่สายการผลิต ได้แต่ผลิตเพื่อทดสอบจำนวนน้อยเท่านั้น และไม่เคยถูกตั้งชื่อว่าT-80A


9M119

T-80U ของดีราคาถูกไม่มีในโลก
หลังจากกองทัพแดงได้เร่งรีบติดตั้งเกราะ ERAแบบ Kontakt-1 ให้กับรถถังแบบT-80B จนกลายเป็นรุ่นBV แต่จริงๆแล้วเหล่าบรรดานักออกแบบไม่ใคร่จะชอบKontakt-1เท่าไหร่เพราะมันไปเพิ่มน้ำหนักให้รถถังอีก 1.2ตัน และป้องกันได้เพียงกระสุนHEAT ในขณะที่นาโต้ได้เริ่มใช้กระสุนแบบAPFSDS (Armor-Piercing Fin-Stabilized Discarding Sabot หรือ กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบทิ้งรักษาการทรงตัวด้วยครีบ) ซึ่งKontakt-1ไม่สามารถป้องกันได้ หลังจากที่โซเวียตได้รับตัวอย่างกระสุนM111 APFSDS ขนาด105 ม.ม. จากซีเรียที่ยึดได้ในสงครามเลบานอนแล้ว หลังจากทดสอบ จึงได้มีมาตรการชั่วคราวคือเสริมเกราะลำตัวด้านหน้าของT-80Bโดยใช้เหล็กกล้าเพิ่มอีก20ม.ม. และหลังจากการวิจัย จึงได้ผลิตเกราะERA รุ่นที่สองออกมาในชื่อKontakt-5 ซึ่งมีความสามารถในการลดประสิทธิภาพของกระสุนแบบ APFSDSได้25-30% โดยการใช้ระเบิดแรงสูงขึ้น และใช้การเคลื่อนตัวของบรรจุภัณฑ์ในทิศตรงกันข้ามอย่างรวดเร็วเพื่อทำการสร้างแรงเฉือนอันมหาศาลเพื่อตัดตัวลูกดอกของกระสุนแบบ APFSDS หรือลำกระแสโลหะเหลวของกระสุนHEAT แต่อย่างไรก็ดี Kontakt-5 ต้องติดตั้งในมุมที่ถูกต้อง ถึงจะมีประสิทธิภาพ ดังนั้นไม่ใช่นึกจะติดตรงไหนก็ติดได้แบบ Kontakt-1 อีกต่อไป เพราะฉะนั้นจึงมีการออกแบบรถถังใหม่โดยให้ Kontakt-5 มีประสิทธิภาพสูงสุด ร่วมกับแบบแผนของ Objekt 219A และV คือ ระบบควบคุมการยิงใหม่ จรวดนำวิถีต่อสู้รถถังแบบRefleks ,เครื่องยนต์GTD-1000TF(ขนาด1100แรงม้า)และ ป้อมปืนแบบใหม่


T-80U


Kontakt-5

จนได้มาเป็น Obiekt 219AS ในปี1983 และเข้าสู่สายการผลิตได้ชื่อว่าT-80Uในปี1985 โดยมีพลังการป้องกันที่ป้อมด้านหน้าดังนี้ (ในหน่วยRHA) 780ม.ม.เมื่อเจอ APFSDS และ 1320 ม.ม.เมื่อเจอกระสุนHEAT แต่อย่างที่จั่วหัวไว้ ของถูกและดีไม่มีในโลก T-80U มีราคาเป็น3เท่า เมื่อเทียบกับT-72B จึงได้รับการผลิต เพียง410คัน (รวมT-80UD ที่ผลิตภายหลังอีกจำนวนหนึ่ง) ที่น่าสนใจคือ T-80UและT-72B นั้นได้รับการทดสอบจากสหรัฐ(น่าจะซื้อมาโดยวิธีการบางอย่าง)หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย สหรัฐได้ค้นพบว่าT-80U และT-72Bเจาะได้ยากกว่าที่คิด ไม่เหมือนกับMonkey Modelที่พบเจอในสงครามอ่าวครั้งที่1 ซึ่งต้องทำให้สหรัฐต้องหาทางแก้โดยการผลิตกระสุนแบบใหม่อย่างM829A2และA3 เพื่อให้เจาะเกราะรถถังที่ติด ERAแบบ Kontakt-5ได้ ยังไม่รวมถึงกระสุนรถถังที่ส่งออกให้อิรักยังด้อยกว่าที่โซเวียตใช้เองมากนัก

T-80UD ญาติสนิทOplot
หลังจากอารัมภบทเรื่อง T-80รุ่นอื่นมาเสียยืดยาว คราวนี้มาเข้าสู่ประเด็นของพระเอกของตอนนี้คือT-80UD เสียที ใน T-80 รุ่นก่อนหน้านั้นล้วนใช้แต่เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ซึ่ง เป็นที่ชื่นชอบของนายUstinovมาก ทั้งๆที่ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงกว่า ซ่อมยากกว่า อายุสั้นกว่า และ แพงกว่าเครื่องยนต์ดีเซลมาก(ราคาแพงกว่ากัน10เท่า!!) ทั้งสามโรงงานที่ผลิตก็ล้วนแต่ต้องการผลิตT-80ที่ติดเครื่องยนต์ดีเซลทั้งนั้น(เพราะน่าจะขายได้มากกว่า) แต่ติดปัญหาที่ว่านายUstinovซึ่งเป็นรมว.กลาโหม และนายRomanov บอสใหญ่โรงงานLKZ เป็นผู้สนับสนุนเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์สุดลิ่มทิ่มประตู แม้ทั้งทางกองทัพและกระทรวงกลาโหมเอง บอกว่าในแผน5ปีนับจากปี1984 โซเวียตมีเงินที่จะซื้อ รถถังT-80เครื่องดีเซล2500คันพร้อมเครื่องอะไหล่อีก6000เครื่อง หรือจะเลือกซื้อT-80ติดเครื่องเทอร์ไบน์ได้แค่1500คันพร้อมอะไหล่2000เครื่อง ถึงกระนั้น ทั้งสองนายก็ยังไม่แยแส แต่ด้วยทุกสิ่งล้วนอนิจจัง นายUstinovลาโลกไปก่อน ในเดือนธ.ค. 1984 ตามไปด้วยนายRomanovในปี1985 ทำให้ฝ่ายดีเซลอย่างKharkov ดีใจกระดี๊กระด๊า เพราะทันทีที่สองคนนี้ซี้ม่องเท่ง กระทรวงกลาโหมสั่งให้มีการผลิตT-80Uเครื่องยนต์ดีเซลอย่างเร่งด่วน หลังจากวิจัยก็เลยได้ออกมาเป็นObjekt 478B ซึ่งก็คือT-80Uติดเครื่องยนต์6TD(1000แรงม้า)


objekt478 prototype


T-80UD

แต่อย่างไรก็ดีเส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะก่อนจะเข้าสายการผลิต ฝ่ายโรงงานKharkov ต้องการที่จะใช้ชื่อT-84 ตามตำนานลงท้ายด้วยเลข4ที่บริษัทผลิตมายาวนานทั้งT-34 T-54 T-64 แต่ทางฝ่ายคนจ่ายเงิน(กลาโหม)ไม่พอใจเท่าไหร่ เพราะจะกลายเป็นว่า โซเวียตมีรถถังต่างชื่อกัน4แบบคือ T-64 T-72 T-80 T-84 โดยที่ทั้งหมดรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน แต่ต่างเพียงแค่เครื่องยนต์ แต่ต่อมาก็ตกลงกันได้โดยใช้ชื่อว่าT-80UD (U= UsovershenstvovanniyหรือImproved D= Dieselniy หรือ Diesel)อย่างไรก็ดี รัฐบาลสมัยนั้น นำโดยมิคาอิล กอร์บาชอฟ ได้ลดงบกลาโหม จึงทำให้จำนวนการสั่งซื้อลดลงจาก3,739คัน(รวมT-72ด้วย)ในปี1989เหลือเพียง1,445คันในปี1990 และสุดท้ายก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลาย T-80UD ผลิตออกมาและเข้าประจำการเพียง500คัน อีก350ยังอยู่ที่โรงงานในKharkov และคาอยู่อย่างนั้นเพราะสหภาพโซเวียตล่มสลายเสียก่อน(บางส่วนในนี้ถูกส่งขายให้ปากีสถาน) 500คันที่อยู่ในรัสเซียนั้น ถูกจัดเข้าไปประจำการในหน่วยที่สำคัญที่สุดสองหน่วยคือ”กองพลพิทักษ์สวนดอกไม้ในเครมลิน-Kremlin Court Divisions” อันได้แก่ กองพลรถถังคานเทมิรอฟสคายาที่4 (4th Guards Kantemirovskaya Tank Division)และกองพลทหารราบยานเกราะตามานสคายาที่2ประจำกรุงมอสโคว์ (2nd Guards Taman Motor Rifle Division ) ปัจจุบันT-80UD เป็นแรร์ไอเท็มในกองทัพรัสเซีย

ส่วนรุ่นต่อมาที่พัฒนาต่อT-80Uนั้น ก็เป็นเพียงแค่โปรโตไทป์ที่ขายไม่ออกหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย หลังจากนั้นโรงงานOmskก็เจ๊ง LKZก็รวมกับAlmaz-Antey เหลือแต่KMDB ที่ยังผลิตT-80(ในชื่อT-84หรืออื่นๆ)อยู่
ประเทศที่มีT-80ใช้งานนอกจากรัสเซีย ยังมี
อูเครน T-80UD/UDK
เบลารุส T-80B?
ไซปรัส T-80U/UK
เกาหลีใต้ T-80U/Uk
ปากีสถาน T-80UD(ไม่รู้จะนับดีไหม เพราะรัสเซียไม่ได้ส่งออกให้)
เยเมน T-80U?
อียิปต์ T-80U/Uk
จีน T-80U (ไม่ได้ประจำการในหน่วยรบ คงโดนชำแหละเรียบร้อย)


T-80UD สังกัดกองพลรถถังคาเทมิรอฟสคาย่าที่4 ยิงใส่Russian's White house ในเหตุการณ์วิกฤติการณ์รัฐธรรมนูญของรัสเซียในปี1993

ในบทหน้าจะกล่าวถึงพัฒนาการของT-80UD ที่อูเครนดัดแปลงให้กลายเป็นออปลอตในทุกวันนี้ สามารถติดตามได้ที่

http://www.thaiarmedforce.com/taf-article/71-icycmu/338-icy-oplot-2.html

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates