TAF Editorial #3 - โครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของไทย สูงแต่ยังไม่สุด? (ตอนแรก) UPDATED


ภาพจากกองทัพเรือ

หลังจากพลาดหวังจากการจัดหาเรือดำน้ำด้วยเหตุผลที่ทุกคนก็รู้กันดีอยู่ว่าเพราะอะไร กองทัพเรือได้รับการปลอบใจด้วยคำสัญญาที่จะผลักดันโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงที่ล่าช้ามากว่าสิบปีให้สำเร็จ และวันนี้กองทัพเรือก็ประสบความสำเร็จในการจัดหา โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กองทัพเรือลงนามในสัญญาจัดหากับอู่ Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering ประเทศเกาหลีใต้ และกองทัพเรือได้ลงนามในสัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ณ ตอนนี้ ข้อมูลเท่าที่ปรากฏเกี่ยวกับเรือลำนี้เป็นเพียงภาพสามมิติและคุณสมบัติคร่าว ๆ ในเว็บไซต์ของกองทัพเรือเท่านั้น เรายังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นทางการ แต่จากการคาดการณ์และการวิเคราะห์ภาพและข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ ทำให้คณะทำงาน ThaiArmedForce.com มีความเห็นหลายประการเกี่ยวกับคุณลักษณะของเรือลำนี้ ในตอนแรกของบทวิเคราะห์สองตอนนี้ เราจะคาดการณ์คุณลักษณะของเรือ และวิเคราะห์แนวทางการเลือกอุปกรณ์ต่าง ๆ บนเรือจากข้อมูลเปิด โดยจะละการวิเคราะห์ข้อเสนอด้าน Offset ออกไป ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์ภารกิจหลัก ราคา และทรรศนะโดยรวมของเราในตอนที่สอง ทั้งนี้ความเห็นทั้งหมดเป็นความเห็นของคณะทำงาน ThaiArmedForce.com เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกทุกท่านต้องเห็นเหมือนกับเรา และเราส่งเสริมให้สมาชิกถกเถียงกันต่อในประเด็นนี้

... เพราะเราเชื่อว่า เรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำนี้ สมรรถนะอาจไม่สูงอย่างที่คาดหวังไว้

1. คาดการณ์คุณลักษณะของเรือ

ข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ ของเรือชุดนี้ ประกอบด้วย
1. ชื่อเรือ หมายเลข วันที่ขึ้นระวางประจำการ - 471 ร.ล.___ (2561)
2. ระวางขับน้ำเต็มที่ - 3,700 ตัน
3. ขนาด - ความยาว 123.0 เมตร ความกว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 8 เมตร
4. ความเร็ว - สูงสุด 30 น็อต เดินทาง 18 น็อต
5. ระยะปฏิบัติการที่ความเร็วเดินทาง - 4,000 ไมล์
6. ความคงทนทะเล - ระดับ Sea State 8
7. กำลังพลประจำเรือ - 136 นาย

จากการเปิดเผยข้อมูลบางส่วนของกองทัพเรือและรูปภาพที่จำลองจาก คอมพิวเตอร์ของเรือฟริเกตสมรรถนะสูง เราสามารถคาดการณ์คุณลักษณะของเรือชุดนี้ได้ว่า ระบบการรบ (Combat System) ที่ ทร. เลือกติดตั้งในเรือฟริเกตสมรรถนะสูงชุดนี้ มีความคล้ายคลึงกันมากกับเรือฟริเกตชุด ร.ล.นเรศวร ภายหลังผ่านการปรับปรุงทั้ง 3 ระยะ ที่มีบริษัท Saab เป็นคู่สัญญาหลัก (Main Contractor) และเป็นผู้ทำหน้าที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ภายในระบบการรบทั้งหมด (System Integrator) เพียงแต่มีการเพิ่มเติมอุปกรณ์ในระบบตรวจการณ์ ระบบอาวุธ และระบบอากาศยาน จากเรือชุด ร.ล.นเรศวร บ้างเล็กน้อย ส่วนระบบอื่นๆ คาดว่า ทร. จะเลือกใช้อุปกรณ์มาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นหลัก ถ้าพิจารณาไล่จากหัวเรือไปท้ายเรือ จะพบว่าเรือชุดนี้ จะติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้

(1) ดาดฟ้าหัวเรือ

ติดตั้งปืนใหญ่เรือ แบบแท่นเดี่ยว 1 แท่น ที่ใช้ป้อมปืนรุ่นใหม่ที่ออกแบบให้ลดการตรวจจับจากเรดาร์ (ลักษณะเรียบและเป็นมุมเอียง) โดยเป็นปืนใหญ่เรือ แบบ 76/62 SR (Super Rapid) ขนาด 76 มิลลิเมตร (3 นิ้ว) 62 คาลิเบอร์ ปืนใหญ่เรือขนาดกลางมาตรฐาน ทร. ไทย ของบริษัท OTO Melara ประเทศอิตาลี อัตราการยิงสูงสุดถึง 120 นัดต่อนาที หรือ 60 นัดต่อนาที เมื่อระดมยิงฝั่งอย่างต่อเนื่อง มีกระสุนพร้อมยิงในคลังกระสุน (Magazine Revolver) ใต้ป้อมปืน 85 นัด ควบคุมด้วยระบบควบคุมการยิง 9LV Gun Fire Control Module ของบริษัท Saab ปืนรุ่นที่ ทร. เลือก จะติดตั้งระบบบรรจุกระสุน Multi-feeding สามารถเปลี่ยนชนิดกระสุนไปมาได้อย่างรวดเร็ว เพื่อยิงเป้าที่ต่างกัน คือ เป้าพื้นน้ำ เป้าอากาศ หรือเป้าบนฝั่ง ด้านหลังป้อมปืนบนดาดฟ้าจะมีฝา hatch ซึ่งคาดว่าใช้สำหรับลำเลียงกระสุนเข้าสู่คลังกระสุนใต้ดาดฟ้า

ในภารกิจป้องกันภัยทางอากาศ สามารถยิงกระสุนต่อสู้อากาศยาน เช่น Type 261 HE-VT (High Explosive, Variable Time) หรือ DM261A2 HE-PFF (High Explosive, PreFormed Fragments) ของบริษัท Diehl BGT Defence ประเทศเยอรมนีที่เป็นกระสุนแตกอากาศ คือ ใช้ชนวนเฉียดระเบิดแบบตั้งเวลา โดยรุ่น HE-PFF เป็นกระสุนลูกปราย (ขนาด 4 มิลลิเมตร ประมาณ 2,200 ลูก) เหมาะกับการสกัดกั้นอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ แต่ปืนรุ่นนี้ไม่สามารถยิงกระสุน DART (Driven Ammunition Reduced Time of flight) นำวิถีด้วยเรดาร์ ของบริษัท OTO Melara ได้ (ใช้กับปืนรุ่น STRALE เท่านั้น)

ในภารกิจระดมยิงฝั่ง ปืนรุ่นนี้มีระบบตั้งโปรแกรมให้กับชนวนและระบบนำวิถีของกระสุน สำหรับใช้กระสุนต่อระยะ Vulcano 76 BER (Ballistic Extended-Range) รุ่นไม่นำวิถี และ Vulcano 76 GLR (Guided Long-Range) รุ่นนำวิถีด้วย GPS/INS (ดาวเทียม GPS ร่วมกับระบบนำร่องด้วยแรงเฉื่อย) หรือ GPS/INS/IIR (GPS/INS ร่วมกับระบบสร้างภาพด้วยรังสีความร้อน Imaging Infrared) ของบริษัท OTO Melara ทั้งนี้ Vulcano เป็นกระสุนต่อระยะแบบ Sub-caliber โดยการสลัดครอบทิ้ง (ไม่ใช่แบบ Rocket-assisted โดยขับดันด้วยจรวด ที่มีผลรุนแรงต่อลำกล้องปืน) มีระยะยิงไกลสุด 40 กิโลเมตร หรือ 2 เท่าของกระสุน SAPOMER (Semi-Armor Piercing OTO Munition Extended-Range) ปกติ ที่ยิงได้ไกลสุด 20 กิโลเมตร รวมทั้งยังใช้ชนวนไมโครเวฟที่ตั้งโปรแกรมได้ แบบ 3AP+ เลือกได้ 3 โหมด คือ Impact Proximity และ Time Action เพื่อให้เหมาะกับประเภทของเป้า เช่น เป้าที่เสริมความแข็งแรง เป้าอ่อนเป็นกลุ่มก้อน

(2) ดาดฟ้ายกหน้าสะพานเดินเรือ

ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีแนวตั้ง 1 แท่น โดยเป็นแท่นยิง Mk 41 VLS (Vertical Launching System) รุ่น Tactical ที่มี 8 ท่อยิง (cells) ของบริษัท Lockheed Martin ใช้สำหรับยิงอาวุธปล่อยนำวิถี RIM-162B ESSM ของบริษัท Raytheon ประเทศสหรัฐฯ ท่อยิงละ 4 นัด รวมจำนวนอาวุธปล่อยฯ สูงสุด 32 นัด (ใช้กล่องยิง Mk 25 Quadpack ของบริษัท BAE Systems ประเทศสหรัฐฯ) ควบคุมด้วยระบบควบคุมการยิง ESSM Missile Fire Control Module ของบริษัท Saab (แท่นยิงและอาวุธปล่อยนำวิถีรุ่นเดียวกับที่ติดตั้งในเรือชุด ร.ล.นเรศวร)

แท่นยิง Mk 41 ยังใช้สำหรับยิงอาวุธปล่อยนำวิถี RUM-139 VL-ASROC ได้ท่อยิงละ 1 นัด รวมจำนวนอาวุธปล่อยฯ สูงสุด 8 นัด (ใช้กล่องยิง Mk 15 ของบริษัท BAE Systems) โดยคาดว่าเป็นรุ่น RUM-139C ซึ่งภายในบรรทุกตอร์ปิโด Mk 54 LHT (Light-weight Hybrid Torpedo) ของบริษัท Lockheed Martin และอาจควบคุมด้วยระบบควบคุมการยิง Mk 116 mod 7 UFCS (Underwater Fire Control System) ของบริษัท Lockheed Martin เช่นกัน

ทั้งนี้แท่นยิง Mk 41 ยังใช้ยิงลูกเป้าลวงเรดาร์ Mk 234 Nulka ของบริษัท Lockheed Martin ได้ท่อยิงละ 4 นัด (ใช้กล่องยิง ExLS หรือ Extensible Launching System รุ่นใหม่ล่าสุด ของบริษัท Lockheed Martin) และคาดว่าควบคุมด้วยระบบควบคุมการยิงเป้าลวง SKWS (Soft Kill Weapon System) ของบริษัท Terma ประเทศเดนมาร์ค Nulka เป็นเป้าลวงชนิด Active Expendable Decoy (AED) ซึ่งสามารถแพร่คลื่นเรดาร์ได้ด้วยตัวเอง เพื่อสร้างเป้าหลอกที่ใหญ่กว่าและดึงดูดอาวุธปล่อยฯ ที่ถูกยิงเข้ามามากกว่า เมื่อเทียบกับเรือที่ตกเป็นเป้า ด้วยวิธีจำลองคลื่นเรดาร์ที่สะท้อนกลับจากเรือที่ตกเป็นเป้าและส่งกลับไปยัง อาวุธปล่อยฯ Nulka ถือว่าเป็น ECM (Electronic Counter-Measure) ชนิด Active Off-board สมรรถนะสูง สำหรับต่อต้านอาวุธปล่อยฯ ที่นำวิถีด้วยเรดาร์ภาคส่ง (Active Radar Homing) โดยเฉพาะ และมีประสิทธิภาพสูงกว่า ECM ชนิด Passive Off-board เช่น ลูกเป้าลวงที่ภายในบรรจุ Chaff หรือ Corner Reflector ที่ใช้กันทั่วไปซึ่งไม่สามารถแพร่คลื่นเรดาร์ได้

อย่างไรก็ตามในการใช้งานแท่นยิง Mk 41 จำนวนและชนิดของกล่องยิง อาวุธปล่อยฯ ลูกเป้าลวง จะผสมผสานกัน แตกต่างกันไปตามภารกิจที่เรือได้รับและภัยคุกคาม แต่คาดว่าโดยทั่วไปใน 8 ท่อยิง อาจจะประกอบด้วย Mk 25 2-3 ท่อยิง (ESSM 8-12 นัด) Mk 15 4-5 ท่อยิง (VL-ASROC 4-5 นัด) และ ExLS 1 ท่อยิง (Nulka 4 นัด)

ดาดฟ้าส่วนนี้ยังติดตั้งระบบปืนป้องกันระยะประชิด Mk 15 Phalanx ขนาด 20 มิลลิเมตร 6 ลำกล้องหมุน 1 แท่น ของบริษัท Raytheon โดยอาจเป็นรุ่น Block 1B ที่มีระบบออปโทรนิกส์ควบคุมการยิงเพิ่มจากเรดาร์ และเพิ่มความยาวของลำกล้องปืนจาก 76 เป็น 99 คาลิเบอร์

ทั้ง ESSM และ Phalanx สามารถสกัดกั้นเป้าหมายได้ทั้งอากาศยาน และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำที่ยิงจากเรือผิวน้ำ เรือดำน้ำ อากาศยาน และฐานยิงบนฝั่ง ทั้งที่เข้าโจมตีแบบบินเรี่ยผิวน้ำ (Sea Skimming) และดำดิ่งเป็นมุมชันจากเพดานบินสูง (high-diving)

(3) ใต้ลำตัวเรือ

ติดตั้งโดมโซนาร์ (อยู่ในแนวระหว่างดาดฟ้ายกและสะพานเดินเรือ) สำหรับโซนาร์ HMS ความถี่ปานกลาง ซึ่งทำงานได้ทั้งภาคส่งและภาครับ (Active/Passive) พร้อมกัน โดยคาดว่าเป็นโซนาร์ DSQS-24C (ชื่อรุ่นใน ทร.เยอรมนี) หรือ ASO 94 (ชื่อทางการค้า) ของบริษัท Atlas Elektronik ประเทศเยอรมนี (รุ่นเดียวกับที่ติดตั้งบนเรือชุด ร.ล.นเรศวร) ความถี่ภาคส่ง 6-9 kHz และภาครับ 1-11 kHz ที่ตรวจจับได้ทั้งเรือดำน้ำ เรือดำน้ำเล็ก ยานดำน้ำไร้คนขับ (USV) ทุ่นระเบิดแบบทอดประจำที่ และเรือผิวน้ำ รวมทั้งใช้แจ้งเตือนเมื่อเรือถูกยิงด้วยตอร์ปิโดได้ และใช้เป็นโทรศัพท์เสียงใต้น้ำ (Underwater Telephone) เพื่อสื่อสารกับเรือดำน้ำได้ด้วย

(4) หลังคาสะพานเดินเรือ

ติดตั้งเสากระโดงหลักแบบปิดทึบ รูปทรงปิรามิด ที่ส่วนยอดของเสาติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์อากาศ/พื้นน้ำ โดยคาดว่าเป็นเรดาร์ Sea Giraffe AMB 3D ของบริษัท Saab ที่ เป็นเรดาร์ความถี่ C-band (NATO G-band) แบบ Rotating PESA (Passive Electronically Scanned Array) ใช้ตัวสร้างคลื่นเรดาร์แบบ Traveling Wave Tube (TWT) อัตราการหมุนของจานเรดาร์ 30 หรือ 60 รอบต่อนาที (Refresh Rate 2 หรือ 1 วินาที) มุมตรวจจับสูงสุด 70 องศา ระยะตรวจจับไกลสุดมากกว่า 180 กิโลเมตร โดยรุ่นที่ ทร. เลือก เป็นรุ่นที่มีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยใช้ตัวสร้างคลื่นเรดาร์ 2 ชุด (Dual TWT) และครอบด้วยเรโดมทรงกรวยที่ลดการถูกตรวจจับด้วยเรดาร์และอินฟราเรด ส่วนการพิสูจน์ทราบเป้า จะมีการติดตั้งระบบถามสัญญาณพิสูจน์ฝ่าย (IFF Interrogator) SIT422 CI Mk XII และระบบตอบรับสัญญาณพิสูจน์ฝ่าย (IFF Transponder) M425 NGIFF Mk XII ของบริษัท Selex Communications ประเทศอิตาลี ให้ทำงานร่วมกับเรดาร์ Sea Giraffe นอกจากนี้จะมีการติดตั้งระบบรับสัญญาณแสดงตนอัตโนมัติสำหรับอากาศยาน (Automatic Dependent Surveillance-Broadcast: ADS-B) และสำหรับเรือ (Automatic Identification System: AIS) ของบริษัท Saab เพื่อช่วยในการพิสูจน์ทราบเป้าอากาศยานและเรือของพลเรือนด้วย (เรดาร์ IFF และ AIS เป็นรุ่นเดียวกับที่ติดตั้งบนเรือชุด ร.ล.นเรศวร ยกเว้น ADS-B)

ด้านหน้าของฐานเสากระโดงหลัก จะติดตั้งเรดาร์และออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง สำหรับปืนใหญ่ 76/62 SR และอาวุธปล่อยนำวิถี ESSM โดยคาดว่าเป็นเรดาร์ CEROS 200 ความถี่ Ku-band (NATO J-band) ที่มีระบบออปโทรนิกส์ร่วมด้วย (กล้อง CCD-TV ระบบอินฟราเรด FLIR และเลเซอร์วัดระยะ) ของบริษัท Saab มุมตรวจจับต่ำสุด -25 ถึงสูงสุด 85 องศา ระยะตรวจจับไกลสุด 100 กิโลเมตร รุ่นที่ ทร. เลือกมีการเพิ่มสายอากาศให้ส่งคลื่นเรดาร์แบบต่อเนื่อง หรือ Continuous Wave (CW) สำหรับใช้เป็นเรดาร์ชี้เป้า (Illuminator) ให้กับอาวุธปล่อยนำวิถี ESSM ได้ และอาจเป็นรุ่นที่ออกแบบให้มีรูปทรงที่ตรวจจับได้ยาก ตัวสร้างคลื่นเรดาร์ CW คาดว่าเป็นระบบ SSCWI (Solid State Continuous Wave Illuminator) ของบริษัท CEA Technologies ประเทศออสเตรเลีย ความถี่ X-band (NATO I/J-band) (อุปกรณ์ทั้งหมดเป็นรุ่นเดียวกับที่ติดตั้งบนเรือชุด ร.ล.นเรศวร เช่นกัน)

ด้านหน้าของเรดาร์และออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง จะติดตั้งระบบออปโทรนิกส์ตรวจการณ์ (Surveillance E/O) โดยคาดว่าเป็นระบบ DCoMPASS (Digital Compact Multi-Purpose Advanced Stabilized System) รุ่น Maritime ของบริษัท Elbit Systems Electro-Optics (Elop) ประเทศอิสราเอล โดยเป็นระบบที่ประกอบด้วยกล้อง CCD-TV แบบ HD ภาพสี ระบบอินฟราเรด FLIR แบบ MWIR เลเซอร์วัดระยะ เลเซอร์ชี้เป้า และเลเซอร์ระบุเป้าหมาย

ข้างเสากระโดงหลักค่อนไปทางด้านหน้า จะติดตั้งเรดาร์เดินเรือความถี่ X-band 1 ชุด และ S-band (NATO E/F-band) อีก 1 ชุด โดยคาดว่าเป็นเรดาร์ SharpEye ของบริษัท Kelvin Hughes (KH) ประเทศอังกฤษ ที่ใช้ตัวสร้างคลื่นเรดาร์แบบ Solid State และมีระบบ ARPA (Automatic Radar Plotting Aid) ในตัว

ที่มุมเสากระโดงหลักด้านหน้าทางกราบซ้ายและขวา จะติดตั้งเรดาร์เดินเรือความถี่ X-band 1 ชุด และ S-band (NATO E/F-band) อีก 1 ชุด ตามลำดับ โดยคาดว่าเป็นเรดาร์ SharpEye ของบริษัท Kelvin Hughes (KH) ประเทศอังกฤษ ที่ใช้ตัวสร้างคลื่นเรดาร์แบบ Solid State อัตราการหมุนของจานเรดาร์ 12, 24 และ 46 รอบต่อนาที (refresh rate 5, 2.5 และ 1.3 วินาที) และมีระบบ ARPA (Automatic Radar Plotting Aid) ในตัว ส่วนที่มุมเสากระโดงหลักด้านหลังทางกราบขวา จะติดตั้งเรดาร์เดินเรือความถี่ X-band อีก 1 ชุด ซึ่งคาดว่าเป็นเรดาร์ SharpEye เช่นกัน แต่ใช้สำหรับควบคุมปฏิบัติการบินของ ฮ. จุดเด่นของเรดาร์ SharpEye คือ ตัวส่งคลื่นเรดาร์ทำงานแบบ fully coherent ใช้การประมวลผลข้อมูลเป้าแบบ doppler processing มีการปรับให้คลื่นเรดาร์มี pulse length นานขึ้นเป็น 0.1-100 ไมโครวินาที โดยเพิ่มค่า duty cycle ให้สูงขึ้นเป็น 10-13% และใช้ค่า pulse compression ratio สูงถึง 1,000:1 ทำให้สามารถตรวจจับเป้าขนาดเล็กมากในสภาพที่มีการรบกวนสูง (ฝนตกหนักและคลื่นแรง) ได้ดีมาก เช่น ในสภาพฝนตกหนัก 4 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ทะเลระดับ sea state 5 จะมีโอกาสตรวจพบ 80% สำหรับเป้าเรือยางขนาดเล็กได้ไกลถึง 7.7 กิโลเมตร หรือ ฮ.ได้ไกลถึง 28 กิโลเมตร ขณะที่เรดาร์ทั่วไปจะตรวจจับไม่ได้เลย เป็นต้น

ด้านหลังของเสากระโดง เป็นเสาสำหรับติดตั้งเสาอากาศของระบบวิทยุสื่อสาร และระบบ ESM (Electronic Support Measure) เพื่อดักรับสัญญาณเรดาร์และสัญญาณสื่อสาร (Radar ESM: R-ESM และ Communication ESM: C-ESM) โดยคาดว่า R-ESM เป็นแบบ ES-3601 ของบริษัท ITT Exelis ประเทศสหรัฐฯ (ระบบ R-ESM มาตรฐาน ทร. ไทยในปัจจุบัน) และ C-ESM จะเป็นแบบ ESMD/RAMON ของบริษัท Rohde & Schwarz ประเทศเยอรมนี เสาส่วนนี้ยังใช้ติดตั้งระบบช่วยเดินอากาศทางยุทธวิธี (TACtical Air Navigation: TACAN) เพื่อปฏิบัติการร่วมกับ ฮ.ประจำเรือ และอากาศยานอื่นๆ โดยอาจจะเป็นระบบ AN/URN-25 ของบริษัท NavCom Defense Electronics ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรฐานของ ทร.สหรัฐฯ

(5) สะพานเดินเรือ

ภายในจะติดตั้งระบบสะพานเดินเรือแบบรวมการ (Integrated Bridge System: IBS) โดยคาดว่าเป็นระบบของบริษัท Kelvin Hughes ที่ใช้คอนโซลแสดงภาพและควบคุมเรือ Naval MantaDigital โดยทำงานร่วมกับเรดาร์เดินเรือ ประกอบแผนที่เดินเรืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Chart DISplay: ECDIS) และอุปกรณ์เดินเรือสำคัญ เช่น เครื่องวัดความเร็วเรือ Ring-laser Gyro เครื่องหยั่งน้ำ เครื่องหาตำบลที่เรือด้วยดาวเทียมจีพีเอส (Differential GPS: DGPS) และคาดว่าจะเชื่อมต่อกับระบบออปโทรนิกส์ตรวจการณ์เข้ากับระบบ IBS ด้วย นอกจากนี้จะมีระบบอุตุนิยมวิทยาและสมุทรวิทยา (METOC) เพื่อใช้ในการเดินเรือและใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับระบบอำนวยการรบด้วย

(6) ดาดฟ้าชั้นต่ำกว่าสะพานเดินเรือ

คาดว่าเป็นที่ตั้งของห้องศูนย์ยุทธการ (CIC) ที่ติดตั้งระบบอำนวยการรบ (Combat Management System: CMS) ระบบควบคุมการยิง (Fire Control System: FCS) และระบบสื่อสารแบบรวมการ (Integrated Communication System: ICS) ของเรือ โดยระบบ CMS คาดว่าเป็น ระบบ 9LV Mk 4 ของบริษัท Saab เพื่อให้เรือสามารถรับส่งข้อมูลผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link: TDL) หรือที่เรียกว่า Datalink แบบ Link E และ Link G ของกองทัพสวีเดนที่ผลิตโดยบริษัท Saab ได้ ทำให้เรือสามารถรับส่งข้อมูลทางยุทธวิธีต่างๆ ได้โดยตรงกับ บ.ควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Saab-340 AEW และ บ.ขับไล่ Gripen ของ ทอ. ได้ ระบบ 9LV สั่งการด้วยคอนโซลแสดงภาพและควบคุมการรบ 15 ชุด ที่คาดว่าเป็นคอนโซลใน series MFC 2000 ของบริษัท Saab และยังมีจอภาพแสดงสถานการณ์ขนาดใหญ่ (Large Screen Display: LSD) อีก 2 ชุด นอกจากนี้คาดว่า เรือจะติดตั้งระบบบัญชาการและควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ ACCS (Air Command and Control System) ของบริษัท Saab เช่นเดียวกับระบบภาคพื้นของ ทอ. เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอากาศยานหน้า (ศคน.) หรือ Forward Air Control Center (FACC) ใช้ควบคุมการบินสกัดกั้น (หรือปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี) ให้กับ บ.Gripen ของ ทอ. ได้

ระบบควบคุมการยิงที่สำคัญ คาดว่าประกอบด้วย ระบบควบคุมการยิงปืนเรือ อาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น พื้น-สู่-อากาศ อาวุธปราบเรือดำน้ำ และเป้าลวง โดยทั้งหมดจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบ 9LV

ระบบสื่อสารแบบรวมการ คาดว่าเป็นระบบ TactiCall ของบริษัท Saab ที่จัดการทั้งเชื่อมโยงการสื่อสารด้วยเสียงและข้อมูล (Voice และ Data เช่น Fax Document Image Video Position-track Target-track) ผ่านวิทยุสื่อสารธรรมดาและผ่านดาวเทียม ทั้งเข้ารหัสและไม่เข้ารหัส และอุปกรณ์สื่อสารภายในเรือ Datalink ในระบบ ICS คาดว่านอกจาก Link E/G (ความถี่ UHF) แล้ว น่าจะมีระบบ Link 11 มาตรฐาน NATO (TADIL-B) เพื่อใช้รบร่วมกับประเทศพันธมิตร และระบบ Link RTN (ความถี่ UHF แบบ Secured ด้วยระบบ SECOS และอาจรวมถึงความถี่ HF ที่ใช้ระบบ ALE) ของบริษัท Avia Satcom (บริษัทเอกชนของไทย) ที่ร่วมพัฒนากับ ทร.ไทย เพื่อใช้รับส่งข้อมูลกับเรือชุด ร.ล.นเรศวร และ ร.ล.จักรีนฤเบศร รวมทั้ง Link RTN (ความถี่ UHF แบบ Non-secured) เพื่อรับส่งข้อมูลกับเรือผิวน้ำลำอื่นของ ทร. ที่ทยอยติดตั้ง Link RTN เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับระบบวิทยุ (ความถี่ HF/VHF/UHF) คาดว่าเป็นระบบในตระกูล M3SR (เรือ-เรือ/เรือ-ฝั่ง) และ M3AR (เรือ-อากาศยาน) ของบริษัท Rohde & Schwarz ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยทางการสื่อสาร SECOS (COMSEC และ TRANSEC)

(7) ดาดฟ้าข้างเสากระโดงหลัก

ติดตั้งแท่นยิงเป้าลวง (กราบซ้ายและขวา) โดยคาดว่าเป็นแท่นยิง DL-12T ของบริษัท Terma กราบละ 1 แท่น แท่นละ 12 ท่อยิง สำหรับเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี ทั้งแบบเรดาร์ อินฟราเรด ออปโทรนิกส์ และแบบผสม ในตระกูล Sea Gnat มาตรฐาน NATO และ ติดตั้งแท่นยิงเป้าลวง Mk 137 ของบริษัท Terma กราบละ 2 แท่น แท่นละ 6 ท่อยิง สำหรับเป้าลวงตอร์ปิโด LESCUT (Launched Expendable SCUTTER) ของบริษัท Ultra Electronics/Rafael ประเทศอังกฤษ/อิสราเอล แท่นยิง DL-12T และ Mk 137 เป็นส่วนหนึ่งในระบบควบคุมการยิงเป้าลวง SKWS (หรือ C-Guard) ของบริษัท Terma (รุ่นเดียวกับที่ติดตั้งบนเรือชุด ร.ล.นเรศวร)

ติดตั้งแท่นยิงเป้าลวง Mk 137 ของบริษัท Terma กราบละ 2 แท่น แท่นละ 6 ท่อยิง สำหรับเป้าลวงตอร์ปิโด LESCUT (Launched Expendable SCUTTER) ของบริษัท Ultra Electronics/Rafael ประเทศอังกฤษ/อิสราเอล แท่นยิง Mk 137 จะใช้ร่วมกับแท่นยิงเป้าลวง DL-12T (สำหรับเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี) และเป็นส่วนหนึ่งในระบบควบคุมการยิงเป้าลวง SKWS (หรือ C-Guard) ของบริษัท Terma (รุ่นเดียวกับที่ติดตั้งบนเรือชุด ร.ล.นเรศวร)

ดาดฟ้าบริเวณนี้ คาดว่าจะติดตั้งศูนย์รวบ (Target Designation Sight: TDS) Bridge Pointer ของบริษัท Saab กราบละ 1 ชุด เพื่อควบคุมการยิงปืนใหญ่เรือด้วย

(8) ปล่องควัน

อยู่ด้านหลังเสากระโดงหลัก ซ่อนไว้ในผนังของตัวเรือเหนือดาดฟ้าทั้งกราบซ้ายและขวา เพื่อลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์ เป็นแบบปล่องเดี่ยวที่ออกแบบให้ลดการแพร่รังสีความร้อน มีท่อไอเสียขนาดใหญ่ 1 ชุด (กึ่งกลาง) และขนาดกลาง 4 ชุด (มุมซ้ายขวา) และขนาดเล็กอีก 2 ชุด (ท้ายสุด) คาดว่าท่อไอเสียขนาดใหญ่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ ที่เหลือสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

เครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ เป็นรุ่น LM2500 Series ของบริษัท General Electric/MTU ประเทศสหรัฐฯ/เยอรมนี เครื่องยนต์ดีเซล อาจเป็นรุ่น 1163 series ของบริษัท MTU (เครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ และดีเซลรอบสูง มาตรฐาน ทร.ไทย ในเรือที่ต้องการความเร็วสูง) หรือรุ่น 8000 series ที่มีกำลังสูงกว่า เครื่องจักรใหญ่ประกอบด้วย เครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ 1 เครื่อง และดีเซล 2 เครื่อง และคาดว่าเป็นระบบ CODAG (COmbined Diesel And Gas Turbine) ผ่านชุดเกียร์ ที่คาดว่าเป็นของบริษัท ZF Marine ประเทศเยอรมนี ขับเพลาใบจักร 2 เพลา ใช้ใบจักรปรับมุมได้ (Controllable Pitch Propeller: CPP) โดยคาดว่าเป็นของบริษัท Wartsila Lips Defence ประเทศฟินแลนด์ (ระบบขับดันเรือมาตรฐาน ทร.ไทย) เครื่องยนต์ดีเซลอีก 4 เครื่อง ที่ใช้ขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า อาจเป็นของบริษัท MTU หรือ MAN Diesel ประเทศเยอรมนี สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า คาดว่าเป็นของบริษัท Cummins Generator Technologies ประเทศสหรัฐฯ

ทั้งนี้เครื่องจักรใหญ่คาดว่าจะไม่ใช่ระบบ CODOG (COmbined Diesel Or Gas turbine) เหมือนเรือชุด ร.ล.นเรศวร เพราะจะทำความเร็วได้ไม่ถึง 30 น็อต เนื่องจากมีเครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์เครื่องเดียว และคาดว่าไม่ใช่ระบบ CODLAG (Combined Diesel-Electric and Gas turbine) ที่ใช้เครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ 1 เครื่อง ดีเซล 4 เครื่อง รวมกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า/มอเตอร์ไฟฟ้าขับเพลา 2 เครื่อง หรือระบบ IEP (Integrated Electric Propulsion) ในกรณีที่เลือกเครื่องยนต์อื่นที่ไม่ใช่ของบริษัท MTU เพราะทั้ง 2 ระบบ ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่างหาก

(9) ดาดฟ้าชั้นล่างในตัวเรือ

คาดว่าเป็นที่ตั้งของห้องควบคุมเครื่องจักร (อยู่ในแนวใกล้กับปล่องควัน) โดยติดตั้ง ระบบควบคุมระบบเรือแบบรวมการ (Integrated Platform Management System: IPMS) ที่ควบคุม ระบบขับเคลื่อน (เครื่องจักรใหญ่ ชุดเกียร์ เพลา ใบจักร ถังเชื้อเพลิง ถังอับเฉา ฯลฯ) ระบบไฟฟ้า (เครื่องขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า สวิทซ์บอร์ด ไฟสำรอง ฯลฯ) ระบบเครื่องจักรช่วย (อุปกรณ์ปรับอากาศ ทำความเย็น ระบายอากาศ ผลิตน้ำจืด จัดการน้ำเสีย ฯลฯ) ระบบควบคุมความเสียหาย (อุปกรณ์แจ้งเตือนไฟไหม้ ระบบน้ำดับเพลิง ฯลฯ) และระบบรักษาความปลอดภัย (กล้องวงจรปิด อุปกรณ์ควบคุมการเข้าออกพื้นที่ ฯลฯ) โดยอาจเป็นระบบ UniMACS series ของบริษัท Imtech Marine ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือระบบของบริษัท Servowatch Systems ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นระบบที่ ทร. เคยเลือกใช้มาก่อน แต่อาจมีการแยกส่วนควบคุมระบบขับเคลื่อน/ไฟฟ้า (Monitoring Control System: MCS) ออกมาโดยเฉพาะจากระบบ IPMS (หากใช้เครื่องยนต์ MTU) แล้วใช้ระบบควบคุม รุ่น Callosum MC (MCS-6) ของบริษัท MTU ทำงานในส่วนนี้แทน (ระบบ MCS ของบริษัท MTU เป็นระบบมาตรฐานของ ทร.ไทย ในเรือที่ใช้เครื่องจักรใหญ่/เครื่องขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า MTU)

นอกจากนี้ในห้องควบคุมเครื่องจักร จะติดตั้งระบบลบล้างสนามแม่เหล็กตัวเรือ (Degaussing) โดยอาจเป็นระบบของบริษัท Ultra Electronics EMS ประเทศอังกฤษ (ระบบที่ใช้มากที่สุดใน ทร.ไทย)

(10) ดาดฟ้าด้านข้างปล่องควัน

คาดว่าจะมีการติดตั้งท่อรับเชื้อเพลิงแรงดันสูงและอุปกรณ์ขนถ่ายสิ่ง อุปกรณ์ เพื่อรับการส่งกำลังบำรุงในทะเล (น้ำมันเชื้อเพลิงและสิ่งอุปกรณ์) จากเรือส่งกำลังบำรุง และติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโด (กราบซ้ายและขวา) ทั้งนี้ผนังตัวเรือบริเวณดาดฟ้าส่วนนี้มีการเจาะช่องเอาไว้กราบละ 2 ช่อง โดยช่องด้านหน้าคาดว่าใช้ส่งกำลังบำรุงในทะเล ช่องด้านหลังใช้สำหรับยิงตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ

แท่นยิงตอร์ปิโด คาดว่าเป็นระบบ Deck Mounted Torpedo Launch System กราบละ 1 แท่น แท่นละ 3 ท่อยิง ของบริษัท J+S Limited ประเทศอังกฤษ (และอาจควบคุมด้วยระบบ Mk 116) ใช้สำหรับตอร์ปิโด Mk 44 mod 1 หรือ Mk 46 mod 5A(S) รวมทั้ง Sting Ray (ตอร์ปิโดมาตรฐาน ทร.ไทย) แต่ไม่สามารถใช้กับตอร์ปิโด Mk 54 ของบริษัท Raytheon ได้ ซึ่ง Mk 54 เป็นตอร์ปิโดที่ใช้กับอาวุธปล่อยนำวิถี VL-ASROC และมีขีดความสามารถต่อต้านเรือดำน้ำในเขตน้ำตื้นหรือชายฝั่งสูงกว่า Mk 46 แต่ต้องยิงจากแท่นยิง Mk 32 mod 15 SVTT (Surface Vessel Torpedo Tubes) ของบริษัท BAE Systems อย่างไรก็ตามแท่นยิงของ J+S สามารถยิงตอร์ปิโด MU90 Impact ALWT (Advanced Light Weight Torpedo) ของบริษัท Eurotorp ประเทศฝรั่งเศสได้ โดย MU90 เป็นตอร์ปิโดที่ดีกว่า Mk 54 และมีรุ่น MU90 Hard Kill ที่ใช้สกัดกั้นตอร์ปิโดด้วยกันได้ (Anti-torpedo Torpedo) เพื่อป้องกันตนเองเมื่อเรือถูกเรือดำน้ำยิงตอร์ปิโดเข้าโจมตี

(11) ดาดฟ้ากลางลำ

อยู่ด้านหลังปล่องควัน ซึ่งถูกซ่อนไว้ในผนังของตัวเรือเช่นเดียวกับปล่อง ดาดฟ้าจุดนี้ใช้เก็บเรือยางทางยุทธวิธีพร้อมเครื่องยนต์ติดท้าย หรือเรียกว่าเรือ RHIB (Rigid Hull Inflatable Boat) 1 ลำ โดยมีเครนติดตั้งประจำที่เพื่อยกเรือขึ้นลง และคาดว่าจะใช้เก็บเรือยนต์เล็กสำหรับผู้บังคับการเรือ หรือเรือ RHIB เพิ่มเติม โดยในอนาคตอาจใช้รองรับการปฏิบัติการของยานใต้น้ำหรือยานผิวน้ำไร้คนขับ (UUV หรือ USV) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆ ของเรือได้

อยู่ด้านหลังปล่องควัน ซึ่งถูกซ่อนไว้ในผนังของตัวเรือเช่นเดียวกับปล่อง ดาดฟ้าจุดนี้ใช้เก็บเรือยางทางยุทธวิธีพร้อมเครื่องยนต์ติดท้าย หรือเรียกว่าเรือ RHIB (Rigid Hull Inflatable Boat) กราบละ 1 ลำ (รวม 2 ลำ) และมีที่ว่างตรงแนวกลางซึ่งในอนาคตอาจใช้รองรับการปฏิบัติการของยานใต้น้ำหรือยานผิวน้ำไร้คนขับ (UUV หรือ USV) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆ ของเรือได้ โดยเพิ่มเครนติดตั้งประจำที่เข้าไปเพื่อยกยานขึ้นลงดาดฟ้าเรือ นอกจากนี้ในแนวกึ่งกลางดาดฟ้าติดกับโรงเก็บ ฮ. ยังมีการติดตั้งฝา hatch ขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าใช้สำหรับลำเลียงเสบียง/สิ่งอุปกรณ์ต่างๆ เข้าออกจากพื้นที่ภายในตัวเรือใต้ดาดฟ้าเพื่อความสะดวกในการส่งกำลังบำรุงขณะเรือจอดเทียบท่า

ถัดจากพื้นที่เก็บเรือเล็ก จะเป็นแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น ต่อต้านเรือผิวน้ำ 2 แท่น แท่นละ 4 ท่อยิง โดยคาดว่าเป็นแท่นยิง Mk 141 สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถี RGM-84 Harpoon ของบริษัท Boeing ประเทศสหรัฐฯ ที่ควบคุมโดย ระบบควบคุมการยิง AN/SWG-1 ของบริษัท Boeing เช่นกัน ซึ่งอาวุธปล่อยฯ ที่ ทร. เลือกซื้ออาจเป็นรุ่น RGM-84L block 2 ที่มีการเพิ่มระบบนำวิถีแบบ GPS/INS

ทั้งนี้ผนังตัวเรือในจุดนี้ มีการเจาะช่องเอาไว้กราบละ 2 จุด โดยช่องด้านหน้าคาดว่าใช้รับส่งเรือเล็ก และช่องด้านหลังใช้ระบายไอร้อนขณะยิงอาวุธปล่อยฯ พื้น-สู่-พื้น

(12) หลังคาโรงเก็บ ฮ.ท้ายเรือ

ด้านที่ติดกับดาดฟ้ากลางลำ เป็นแท่นสำหรับติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศระยะไกล โดยคาดว่าเป็นเรดาร์ LANZA 3D ของบริษัท Indra ประเทศสเปน และรุ่นที่ ทร. เลือกคาดว่าเป็น LANZA-N MRR (LANZA-Naval Medium Range Radar) ความถี่ L-band (NATO D-band) แบบ rotating PESA ใช้ตัวสร้างคลื่นเรดาร์แบบ solid state อัตราการหมุนของจานเรดาร์ 6-20 รอบต่อนาที (refresh rate 10 ถึง 3 วินาที) มุมตรวจจับสูงสุด 40 องศา ระยะตรวจจับไกลสุดมากกว่า 325 กิโลเมตร สำหรับการพิสูจน์ทราบเป้า จะติดตั้งระบบ IFF ทำงานร่วมกับเรดาร์ ซึ่งคาดว่าเป็นระบบ CIT-25D (Combined IFF Interrogator/Transponder) หรือ INT-25D (IFF Interrogator) ของบริษัท Indra นอกจากนี้คาดว่าจะมีการติดตั้งระบบ ADS-B ของบริษัท Saab เพื่อใช้พิสูจน์ทราบเป้าร่วมกับ IFF ด้วย

บนแท่นติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ ถัดไปทางท้ายเรือ ติดตั้งระบบออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง สำหรับปืนรอง โดยคาดว่าเป็นระบบ EOS 500 ของบริษัท Saab (รุ่นเดียวกับในเรือชุด ร.ล.นเรศวร) และบนหลังคาโรงเก็บ ฮ. ข้างแท่นที่ติดตั้งเรดาร์ทั้งกราบซ้ายและขวา ติดตั้งปืนกลขนาด 12.7 มม. แท่นเดี่ยว กราบละ 1 แท่น

บนแท่นติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ ถัดไปทางท้ายเรือ ติดตั้งระบบออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง สำหรับปืนรอง โดยคาดว่าเป็นระบบ EOS 500 ของบริษัท Saab (รุ่นเดียวกับในเรือชุด ร.ล.นเรศวร) และบนหลังคาโรงเก็บ ฮ. ข้างแท่นที่ติดตั้งเรดาร์ทั้งกราบซ้ายและขวา ติดตั้งปืนกลขนาด 12.7 มม. แท่นเดี่ยว กราบละ 1 แท่น และถัดจากแท่นปืนกลไปทางท้ายเรือ ติดตั้งแท่นยิงเป้าลวง ทั้งกราบซ้ายและขวา โดยเป็นแท่นยิง DL-12T ของบริษัท Terma กราบละ 1 แท่น แท่นละ 12 ท่อยิง สำหรับเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี ทั้งแบบเรดาร์ อินฟราเรด ออปโทรนิกส์ และแบบผสม ในตระกูล Sea Gnat มาตรฐาน NATO และควบคุมด้วยระบบ SKWS เช่นเดียวกับแท่นยิงเป้าลวง Mk 137 ข้างเสากระโดงหลัก

บริเวณตอนกลางของหลังคาโรงเก็บ ฮ. ติดตั้งโดมจานสายอากาศระบบวิทยุสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM) โดยคาดว่าเป็นระบบ M-VSAT (Maritime-Very Small Aperture Terminal) ความถี่ C-band หรือ INMARSAT (INternational MARitime SATellite) ความถี่ L-band ซึ่งเป็น SATCOM มาตรฐาน ทร.ไทย ในเรือผิวน้ำขนาดใหญ่

หลังคาโรงเก็บ ฮ. ตอนท้าย กึ่งกลางเป็นแท่นติดตั้งเรดาร์และออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง โดยคาดว่าเป็นเรดาร์ CEROS 200 อีก 1 ชุด เหมือนด้านหน้าเสากระโดงหลัก เพื่อควบคุมการยิงอาวุธปล่อยนำวิถี ESSM ในมุมด้านท้ายเรือ ขณะที่มุมกราบซ้ายขวาติดตั้งปืนใหญ่กลแท่นเดี่ยว กราบละ 1 แท่น คาดว่าเป็นแท่นปืน DS-30MR ของบริษัท MSI-DSL ประเทศอังกฤษ ใช้ติดตั้งปืน Mk 44 Bushmaster ขนาด 30 มิลลิเมตร 70 คาลิเบอร์ ของบริษัท Alliant Techsystems (ATK) ประเทศสหรัฐฯ (รุ่นเดียวกับบนเรือชุด ร.ล.นเรศวร และเป็นระบบปืนรองมาตรฐาน ทร.ไทย)

(13) ดาดฟ้าท้ายเรือ (ลานจอด ฮ.)

สามารถรับส่งและจอด ฮ.ขนาดกลาง (น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 10 ตัน) คือ ฮ.ปราบเรือดำน้ำ S-70B Seahawk ของ ทร. รวมทั้ง ฮ.ลำเลียงและกู้ภัย MH-60S Knighthawk (หรือ UH-60L/M Black Hawk ของกองทัพบก ที่มีขนาดเท่ากัน) และ ฮ. ของ ทร. ที่เล็กกว่า (Super Lynx 300 หรือ S-76B) โรงเก็บใช้จอด S-70B หรือ ฮ. ที่เล็กกว่าร่วมกับอากาศยานไร้คนขับขึ้น/ลงทางดิ่ง ประตูโรงเก็บ ฮ. อยู่ชิดมาทางกราบขวา จากแนวการติดตั้งรางของระบบชักลาก ฮ. เข้า/ออกโรงเก็บ และช่วยรับส่งในสภาพคลื่นลมแรง โดยคาดว่าเป็นระบบ Samahe ของบริษัท DCNS ประเทศฝรั่งเศส (รุ่นเดียวกับบนเรือชุด ร.ล.นเรศวร) แต่อาจเป็นระบบ RAST (Recovery, Assist, Secure, and Traverse) หรือ ASIST (Aircraft Ship Integrated Secure and Traverse) ของบริษัท Indal Technologies ประเทศแคนาดา (ขึ้นอยู่กับว่า S-70B ของ ทร. รองรับระบบใด) จำนวน S-70B ที่จอดได้ในโรงเก็บมีลำเดียว (จากการติดตั้งรางของระบบดังกล่าวบนลานจอดที่มีชุดเดียว)

ฝั่งซ้ายของประตูโรงเก็บเป็นห้องควบคุมการบินและระบบไฟช่วยลงจอดในเวลากลาง คืน/สภาพอากาศไม่ดี เหนือประตูโรงเก็บติดตั้งเรดาร์ควบคุม ฮ. คาดว่าเป็นเรดาร์ SharpEye ความถี่ X-band เหมือนกับเรดาร์เดินเรือ

ฝั่งซ้ายของประตูโรงเก็บเป็นห้องควบคุมการบิน ที่ภายในติดตั้งคอนโซลแสดงภาพ Naval MantaDigital เพื่อทำงานร่วมกับเรดาร์ควบคุม ฮ. และเหนือประตูโรงเก็บ ฮ. ติดตั้งระบบไฟช่วยลงจอดในเวลากลาง คืน/สภาพอากาศไม่ดี

(14) ดาดฟ้าใต้ลานจอด ฮ.

ติดตั้งโซนาร์ TAS ความถี่ต่ำ ทำงานได้ทั้งภาคส่งและภาครับ ซึ่งคาดว่าเป็นโซนาร์ ASA 92 ACTAS (ACtive Towed Array Sonar) ของบริษัท Atlas Elektronik ที่มี 2 ส่วน คือ active variable-depth towed body (transducer 2 ชุด) ความถี่ 1.5-2 kHz ลากด้วยสายเคเบิ้ลยาว 400 เมตร และ dependent passive towed array 2 ชุด (คู่กัน เพื่อให้ Left/Right Ambiguity Resolution ที่ดี) ความถี่ 0.05-2.5 kHz ยาว 80 เมตร โดยเป็น hydrophone ยาว 40 เมตร และตัว Vibration Insulation Module and Stabilizer (VIMS) ที่หัวและท้ายยาวด้านละ 20 เมตร ลากด้วยสายเคเบิ้ลยาว 500 เมตร (ห่างจาก Towed Body) ระยะตรวจจับไกลสุด 45-50 กิโลเมตร ใกล้สุด 2 กิโลเมตร (ถึง convergenze zone ที่ 1 และอาจถึง 2 ขึ้นกับความลึกของทะเล) ทั้งนี้โซนาร์ ACTAS และ DSQS-24C อาจควบคุมด้วย ระบบโซนาร์แบบรวมการ (Integrated Sonar System: ISS) ISS 2000-A ของบริษัท Atlas Elektronik และเชื่อมต่อกับระบบควบคุมการยิง Mk 116 หรือระบบอำนวยการรบ 9LV

(To be Continued ...)

สมาชิกที่สนใจแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสามารถร่วมพูดคุยได้ที่กระทู้ดังต่อไปนี้

RENAMED: โครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูง

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=6&t=1025

อ้างอิง

1. สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ, "New Frigate", http://www.navy.mi.th/namo/index.php?option=com_content&view=category&id=44&Itemid=95
2. สำนักเลขาธิการกองทัพเรือ, "คณะรัฐมนตรีอนุมัติการดำเนินการด้านงบประมาณในการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ", ข่าวแจกกองทัพเรือ, http://www3.navy.mi.th/index.php/main/detail

 

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates