Gripen และ Saab 340 Erieye กับบทบาทในการดูแลผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของไทย

ปกติแล้วกองทัพอากาศจะมีประเพณีที่จะวางเครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดซึ่งได้รับการจัดหาใหม่ที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 นครราชสีมา แต่สำหรับ Gripen แล้ว มันถูกกำหนดต้องแต่ต้นว่า บ้านของมันคือกองบิน 7 สุราษฎ์ธานี ซึ่งเคยมีเครื่องบินอย่าง OV-10C และ F-5A/B/E เข้าประจำการ ด้วยเหตุผลหลักอันหนึ่งก็คือ การจัดหาเครื่องบินขับไล่ซึ่งสามารถปฏิบัติการดูแลได้ทั้งน่านฟ้าและน่านน้ำของไทย

Gripen และ Saab 340 AEW เครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้าแบบแรกของไทยและแบบที่สองของอาเซียนจึงได้มาประจำการอยู่ที่นี่ ด้วยหน้าที่หลักคือ "ทำทุกภารกิจ" ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันภัยทางอากาศ การโจมตีภาคพื้นดิน การโจมตีทางทะเล การลาดตระเวน และอื่น ๆ

 

หลังจาก Saab 340B พาเราบินขึ้นฟ้าได้ไม่นาน Gripen ทั้งสองลำก็เข้ามาเทียบใกล้กับ Saab 340B ซึ่งในปัจจุบัน ทั้ง Gripen และ Saab 340 AEW กำลังอยู่ในช่วงการปฏิบัติการด้วยความสามารถในขั้นต้นหรือ Innitial Operation Capability ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงเวลาหนึ่งของนักบิน ช่างอากาศ เจ้าหน้าที่สรรพาวุธ เจ้าหน้าที่ควบคุมอากาศยาน และทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะมันเป็นการสร้างรากฐานซึ่งจะอยู่ไปจนถึงเมื่อฝูงบินสามารถประกาศความพร้อมรบ (Combat Ready หรือ Operational Status) ซึ่งหมายถึงการที่ฝูงมีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจได้ตามที่รับมอบหมายโดยสมบูรณ์

การฝึกในหลายส่วนนั้นทำการฝึกที่ประเทศไทย และเช่นเดียวกัน นักบิน Gripen ชุดแรกทั้ง 4 นายจะต้องทำการฝึกนักบิน Gripen อีก 6 นายซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากการฝึกที่ประเทศสวีเดนได้ไม่นาน ทั้ง 10 นายจะเป็นนักบินพร้อมรบสำหรับ Gripen ใน 6 ลำแรก เช่นเดียวกับช่างอากาศซึ่งเข้ารับการฝึกในสวีเดนมากถึง 40 นาย การฝึกทั้งหมดได้รับคำแนะนำและการดูแลจากเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศสวีเดนซึ่งถูกส่งมาประจำการในประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี

อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่า ชาวสวีเดนต่างชื่นชอบในการมาเที่ยวประเทศไทย ทุก ๆ ปีจะมีชาวสวีเดนถึง 5% ของจำนวนประชากรกว่า 9 ล้านคนมาเที่ยวประเทศไทย ประมาณการกันว่าโดยเฉลี่ยแล้วจะมีชาวสวีเดนถึง 20,000 คนอยู่ในประเทศไทยในทุกวัน เนื่องจากประเทศไทยมีอากาศอบอุ่นตลอดปี ต่างจากประเทศสวีเดนที่จะมีช่วงเวลาที่อากาศอุ่นเพียงราว 2 เดือนเท่านั้น และแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวสวีเดนนิยมมาพักผ่อนก็คือแถบทะเลอันดามันของไทย ซึ่งทำให้ชาวสวีเดนจำนวนมากรู้จักและคุ้นเคยกับเกาะและทะเลของไทยเป็นอย่างดี

นั่นทำให้เมื่อกองทัพสวีเดนต้องการคัดเลือกนักบินและช่างเพื่อมาประจำการที่ประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี จึงไม่ต้องแปลกใจที่มีนักบินถึง 17 นายแข่งขันกันเพื่อแย่งตำแหน่งเพียงสองตำแหน่งในการมาเป็นที่ปรึกษาให้กับนักบินไทยที่กองบิน 7 แห่งนี้ เนื่องจากเขาสามารถขับรถไปไม่กี่ชั่วโมงเพื่อไปพักผ่อนริมทะเลเมื่อเทียบกับต้องบินเป็นเวลาหลายชั่วโมงจากสวีเดนมายังประเทศไทย อีกทั้งกองทัพสวีเดนยังจัดหาบ้านและเบี้ยเลี้ยงให้กับครอบครัว และโรงเรียนสำหรับลูก ตามมาตราฐานคุณภาพชีวิตที่สูงของชาวสวีเดนอีกด้วย

ซึ่งการลาดตระเวนเหนือเกาะสมุย หรือทะเลอันดามันอย่างเกาะพีพีที่เห็นอยู่ในภาพนี้ อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักบินไทย แต่สำหรับนักบินสวีเดนแล้ว คงรู้สึกไม่ต่างไปจากการทำงานอยู่บนสวรรค์เขตร้อนอยู่ทุกวันนั่นเอง

ทั้งนี้ เมื่อ Gripen และ Erieye ประกาศความพร้อมรบ อากาศยานทั้งสองแบบจะปฏิบัติภารกิจในการดูแลน่านฟ้าและน่านน้ำของไทย โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ลากไกลไปถึง 200 ไมล์ทะเล อีกทั้งในปัจจุบันนี้ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศได้กำหนดว่า ช่องแคบมะละกาจะเริ่มต้นจากเส้นที่ลากระหว่างแหลมเปโดรปันทางตอนเหนือสุดของเกาะสุมาตราในอินโดนิเซียมายังแหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต ของประเทศไทย ทำให้น่านน้ำของไทยตั้งแต่ภูเก็ต กระบี่ ตรัง จนถึงสตูล มีสถานะเป็นพื้นที่ของช่องแคบมะละกาตอนเหนือ ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในรัฐช่องแคบไม่ต่างจากมาเลเซีย อินโดนิเซีย และสิงคโปร์

ช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญที่สุดเส้นทางหนึ่งของโลก มีเรือผ่านเข้าออกช่องแคบอย่างหนาแน่น และต้องจองคิวในการเดินเรือผ่านช่องแคบหลายวัน ซึ่งในจุดที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 10 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็นเส้นทางผ่านที่สำคัญของสินค้าส่งออกของไทยซึ่งมีมูลค่าหลายล้านล้านบาทต่อปี ทำให้พื้นที่ตรงนี้มีความหมายกับเศรษฐกิจทั้งของไทย ของภูมิภาค และของโลกเป็นอย่างมาก การดูแลช่องแคบแห่งนี้ให้ปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นหน้าที่ของไทยในฐานะรัฐช่องแคบ โดยในอนาคต ถ้ารัฐช่องแคบทั้ง 4 ประสบความสำเร็จในการเรียกเก็บค่าบริการการดูแลรักษาความปลอดภัยในช่องแคบมะละกา การลาดตระเวนแบบนี้ก็จะกลายเป็นการนำรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

ที่สำคัญที่สุด Gripen และ Erieye จะช่วยเหลือกองทัพเรือในการดูแลผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลที่มีมูลค่าสูงถึง 7.5 ล้านล้านบาท ตามผลการวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพัน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ เมื่อปี 2548 และลองจินตนาการดูว่า ในปัจจุบันคือปี 2554 นั้น มูลค่าของผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลทั้งการส่งออก การประมง ทรัพยากรอย่างน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการท่องเที่ยวจะมากขึ้นสักเพียงใด

ในอีกไม่นานนี้ ฉลามขาวแห่งกองบิน 7 สุราษฎ์ธานี คงจะพร้อมในการดูแลน่านน้ำของไทยอย่างแน่นอน

 

คณะทำงาน ThaiArmedForce.com ขอขอบคุณ
- ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ
- เจ้าหน้าที่ของกองบิน 7 ทุกท่าน

2019  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates