|
ข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงนี้ของรถเกราะล้อยางแบบ BTR-3E1 เป็นข้อกล่าวหาที่ว่ามีการจัดหารถเกราะผิดระเบียบการจัดหาและรถเกราะนั้นเป็นรถเกราะเก่าที่นำมาขายใหม่
TAF สนับสนุนสมาชิกทุกท่านให้เปิดรับข้อมูลทั้งสองด้าน สำหรับท่านที่เห็นด้วยกับโครงการเราสนับสนุนให้ท่านรับฟังความเห็นในเชิงลบต่อโครงการ และสำหรับท่านที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการเราก็สนับสนุนให้ท่านรับฟังความเห็นในเชิงบวกต่อโครงการเช่นกัน และนำข้อมูลมาพิจารณาว่าสมควรจะสนับสนุนโครงการนี้ต่อไปหรือไม่ด้วยตัวท่านเองครับ
สมาชิกที่สนใจสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้ได้ที่กระทู้นี้ในเว็บบอร์ดครับ
"BTR-3E1 งานเข้า:เยอรมันยังไม่ขายเครื่องยนต์ให้"
http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=5&t=299&start=165
เพจนี้รวมรวมข่าวบางข่าวทั้งทางบวกและลบเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาครับ
ป้อม-ป๊อก อย่าดันทุรัง ต้องเคลียร์ “รถหุ้มเกราะ”ให้ชัดก่อน !!
ผ่าประเด็นร้อน
ตอนแรกนึกว่าเรื่องความพยายามในการซื้อ “รถหุ้มเกราะล้อยาง” ของกองทัพบกคงยกเลิกกันไปนานแล้ว หลังจากที่มีเสียงคัดค้านกันรอบทิศทั้งในเรื่องของสมรรถนะ ของตัวรถ ความไม่น่าเชื่อถือของประเทศผู้ผลิต รวมไปถึงความไม่เหมาะสมหากนำรถดังกล่าวมาใช้ในสมรภูมิรบในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่เคยมีการระบุถึงเป้าหมายก่อน หน้านี้
แต่ล่าสุดเพิ่งรู้ว่าความพยายามผลักดันในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ชุดนี้ยังคง ดำเนินอยู่ต่อไป และยังรู้ว่าอีกว่ามีการปรับเปลี่ยนสเป็กบางอย่างที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญและ ส่อเค้าให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลเพิ่มขึ้นมาอีก
หากพิจารณาจากหนังสือของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ลงวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อแจ้งให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบถึงความเห็นของ สตง.เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาทบทวนการจัดซื้อและแก้ไขความตกลงระหว่าง รัฐบาลไทยและรัฐบาลยูเครนว่าด้วยการซื้อขายยานเกราะล้อยาง “บีทีอาร์ สามอีหนึ่ง”
สำหรับหนังสือที่ส่งไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นได้เร่งรัดให้กอง ทัพบกชี้แจงข้อเท็จจริง หลังจากมีเรื่องร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสในโครงการจัดซื้อดังกล่าว
หากพิจารณากันถึงเรื่องโครงการการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางกองทัพบกจำนวน 96 คัน มูลค่า 3,898ล้านบาทนี้ถือว่าคาราคาซังมานานตั้งแต่ปี 2550 ตั้งแต่ในยุคที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้บัญชาการทหารบก และผลักดันต่อเนื่องมาถึงยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รับช่วงต่อมาเรื่อยๆ ซึ่งหากจะว่ากันไปแล้วถือว่า พล.อ.อนุพงษ์ ได้จับงานเรื่องรถหุ้มเกราะมาอย่างต่อเนื่องทุกขั้นตอน
ขณะเดียวกันในการพิจารณาจัดซื้อก็ได้สร้างความสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากลมา ตลอดเช่นเดียวกัน ซึ่งในอดีตเคยมีการอภิปรายในสภานิติบัญญัตติแห่งชาติ(สนช.) มาอย่างเผ็ดร้อน ทั้งในเรื่องของสมรรถนะของเครื่องยนต์ ประเทศผู้ผลิต ถูกวิจารณ์ว่าเป็นยุทโธปกรณ์ที่ “ตกรุ่น” หรือในปัจจุบันมาการเลิกสายงานการผลิตไปแล้วก็มี รวมไปถึงการล็อกสเป็กเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบางบริษัทอีกด้วย
ที่ผ่านมา สตง.ได้รับหนังสือร้องเรียนจากบริษัทตัวแทนค้าอาวุธบริษัทหนึ่งที่ระบุว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิจารณาของ “คณะกรรมการเลือกแบบยานเกราะล้อยาง” โดยได้พบถึงปมพิรุธในเรื่องการเสนอข้อมูลเกี่ยวกับยานเกราะล้อยาง ซึ่งปรากฎว่าเป็นการเสนอที่พ้นกำหนดวันที่เปิดให้เสนอได้ภายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 เวลา 16.00 น. ไปแล้ว อย่างไรก็ดีบริษัทเอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ซึ่งเสนอขายรถหุ้มเกราะจากยูเครนรุ่น บีทีอาร์ สามอีเลยกำหนดเวลาแต่ได้รับเลือกในที่สุด
ความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในหลายๆกรณี เช่น สมรรถนะเนื่องจากที่ผ่านมารถหุ้มเกราะรุ่นต้นแบบเคยถูกนำไปใช้ในสมรภูมิรบใน อัฟกานิสถาน ในยุคที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต ก็พบว่ามีปัญหาในการใช้งานมากมาย จนกระทั่งในปัจจุบันถือว่า “ตกรุ่น” ไปแล้ว และไม่มีสายการผลิตในปัจจุบัน อีกทั้งเมื่อตกทอดมาถึงประเทศยูเครนประเทศเกิดใหม่ที่แตกตัวมาจากสหภาพ โซเวียต ก็มีการดัดแปลงจากรุ่นเดิม บีทีอาร์ 70 ของรัสเซีย แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องเครื่องยนต์ที่ต้องใช้เครื่องยนต์จากประเทศเยอรมัน ที่กำหนดเป็นเงื่อนไขห้ามจำหน่ายให้ประเทศที่สาม อีกทั้งยังไม่รับรองในเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งาน ทำให้มีปัญหาถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมา
ซึ่งแม้แต่ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปณิธาน วัฒนายากร เมื่อครั้งเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ที่ถือว่าเป็นนักวิชาการด้านความมั่นคงคนหนึ่งยังเคยให้ความเห็น ถึงความล้าสมัยและความไม่เหมาะสมหากนำมาใช้ในประเทศ โดยเฉพาะหากต้องมาใช้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่เป็นการรบนอกแบบ
ที่ผ่านมานอกจากเรื่องประสิทธิภาพการใช้งาน รวมไปถึงความไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในประเทศไทยแล้ว สิ่งที่มีการพูดถึงควบคู่กันมาก็คือ ความไม่ชอบมาพากลส่อไปในทางมิชอบในการจัดซื้อดังกล่าว ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบและทักท้วงไม่ให้จัดซื้อมาโดยตลอด และต่อมาเรื่องก็เงียบหายไประยะหนึ่ง แต่มาวันนี้ทาง สตง.ได้ทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อเสนอความเห็นให้ระงับการซื้อรถหุ้มเกราะล้อยาง รุ่นนี้อีกรอบ
นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่ากองทัพบก โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังคงมีความพยายามผลักดันให้มีการจัดซื้อรถหุ้ม เกราะรุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง และคราวนี้หากพิจารณาจากหนังสือทักท้วงของ สตง.ยังพบว่า มีการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์และเครื่องเปลี่ยนความเร็ว ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเพื่อเปลี่ยนแปลงสารสำคัญอาจทำให้ราชการเสียประโยชน์ รวมทั้งอาจเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ขายอีกด้วย
สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือเมื่อมีข้อท้วงติงและผลการพิจารณาถึงความไม่เหมาะสม ของรถหุ้มเกราะล้อยางจากยูเครนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางที่เหมาะสมนอกจากที่รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจะต้องทบทวนการจัดซื้อแล้ว จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้ผลักดันโครงการและรับผิดชอบมาตั้งแต่ต้นจะต้องเปิดทางให้มีการตรวจ สอบอย่างตรงไปตรงมาเสียก่อน
หากท่าทีออกมาเป็นตรงกันข้าม มันก็ช่วยไม่ได้ที่สังคมมีความสงสัยมาโดยตลอดว่ามีการล็อกสเป็กมีการทุจริต เกิดขึ้นจากโครงการซื้ออาวุธของกองทัพ เป็นความจริง ซึ่งรถหุ้มเกราะล้อยางดังกล่าวมีมูลค่าเกือบ 4 พันล้านบาทถือว่ามีจำนวนไม่น้อย และทุกบาทเป็นเงินจากภาษีของประชาชน จะต้องโปร่งใส และตรวจสอบได้ !!
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000092562
กมธ.ทหารแฉพบพิรุธอื้อซื้อ"กริพเพน" เครื่องเปล่าไร้เขี้ยวเล็บ กองทัพเล็งรถเกราะยูเครนอีก 121 คัน
... ... ...
ปลัดกลาโหมบอกเตรียมสั่งซื้อ “รถเกราะยูเครน” เพิ่ม 121 คัน
เมื่อ เวลา 09.00 น. วันที่ 20 กรกฎาคม ที่โรงเรียนกลาโหมอุทิศ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวกรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขอกระทรวงกลาโหมทำเรื่องลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทรถหุ้มเกราะล้อยางประเทศ ยูเครนว่า กองทัพบกได้ชี้แจงในรายละเอียดทางสตง.ไปแล้ว เชื่อว่าสามารถตรวจสอบบริษัทดังกล่าวที่ประเทศยูเครนได้ ในเรื่องเครื่องยนต์กองทัพบกได้ชี้แจงว่าเครื่องที่เปลี่ยนมีคุณลักษณะที่ดี กว่าเครื่องเดิม โดยมีหลักการเปลี่ยนว่าคุณสมบัติต้องไม่ด้อยกว่าของเดิมคือเท่ากันหรือดี กว่า
เมื่อถามว่า มีข่าวว่าได้มีการเร่งอนุมัติซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางรอบ 2 จำนวน 121 คัน พล.อ.อภิชาต กล่าวว่า ไม่ได้มีการเร่งรัดอนุมัติการดำเนินการจัดซื้ออีก 121 คันตามที่สอบถาม แต่ในหลักการเมื่องบประมาณยังมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติให้ดำเนินงานตามแผนงานแผนเงินที่มีอยู่แค่นั้น ยังไม่ได้มีการอนุมัติให้จัดซื้อ
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางจากยูเครนในล็อต 2 จำนวน 121 คัน กองทัพบกกำลังดำเนินการขอจัดซื้อเพิ่มเติม โดยเตรียมที่จะทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อขออนุมัติในหลักการ ทั้งนี้ โครงการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางล็อตแรก จำนวน 96 คัน งบประมาณ 4,600 ล้านบาท ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการจัดซื้อ เพราะติดปัญหาในการจัดหาอะไหล่ของประเทศยูเครน ไม่ตรงตามสเปค ทำให้การจัดซื้อยังไม่คืบหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าเหตุใดกองทัพบกจึงเร่งจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อ ยางล็อต 2 ในเวลานี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1279631595&grpid=00&catid=
ทบ.ชงซื้อรถหุ้มเกราะยูเครนล็อตสองอีก121คัน
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ทบ.เตรียมชง ครม.ซื้อรถหุ้มเกราะยูเครนลอตสองอีก 121 คัน งบ 5 พันล้าน ทร.จะซื้อด้วย 14 คัน เจ้ากรมสรรพาวุธระบุต้องเลือกเครื่องยนต์ใหม่-ให้ครม.อนุมัติ ทำส่งมอบช้า เล็งเสนอซื้อ ส.ค.นี้ ส่วนลอตแรก ก.ย.ส่งมอบได้ 2 คัน ที่เหลือรอปี 54
จากกรณีสำนักงานการตรวจ เงินแผ่นดิน (สตง.) ขอให้กระทรวงกลาโหมทำเรื่องขอลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทรถหุ้มเกราะล้อยาง ประเทศยูเครน ตามโครงการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางรุ่น BTR3-E1 จากประเทศยูเครน จำนวน 96 คัน งบประมาณเกือบ 4 พันล้านบาท ของกองทัพบก(ทบ.) เพื่อนำมาประจำการในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี และมีกระแสข่าวว่า ทบ.กำลังจะเสนอแผนจัดซื้อรถหุ้มเกราะรุ่นดังกล่าวเพิ่มเติมอีก 121 คัน ทั้งที่ลอตแรกยังไม่ได้รับการส่งมอบ ท่ามกลางข้อครหามากมายนั้น
พล.ท.เอกชัย วัชรประทีป เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก แถลงข่าวชี้แจงว่า กรณีที่ติดปัญหารถหุ้มเกราะลอตแรกยังไม่สามารถส่งมอบได้ เนื่องจากข้อตกลงเดิมเราจะซื้อเครื่องยนต์ดอยช์ของเยอรมนี และเกียร์เอดิสันของสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อไทยมีปัญหาการเมืองทำให้เยอรมันไม่ส่งเครื่องยนต์ดังกล่าวให้แก่ ยูเครนเพื่อขายต่อให้ไทย ดังนั้น ทำให้ต้องมีการหาเครื่องยนต์ใหม่
"จากการพิจารณาเครื่อง ยนต์ 3 ประเภท คือ แคทเตอร์พิลลา คัมบินสไตเออร์ และเอ็มทียูของเบนซ์ ซึ่งเป็นเครื่องรุ่นใหม่ทำให้เราตัดสินใจเลือกเครื่องยนต์ของเบนซ์ รุ่นเอ็มทียู และเปลี่ยนแบบเกียร์เป็นรุ่นใหม่ของเอดิสันจากสหรัฐ แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนสัญญาข้อตกลงใหม่ในการเปลี่ยนตัวเครื่อง และเกียร์
โดยได้นำเรื่องเสนอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม ลงนามพิจารณาในข้อตกลงใหม่ และเตรียมเข้ารายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเร็วๆ นี้" พล.ท.เอกชัย กล่าว
พล.ท.เอกชัย ระบุว่า หากครม.อนุมัติ ยูเครนก็จะประกอบเครื่องยนต์ให้ทันที และจะส่งมอบให้ ทบ.ทั้งหมด 96 คัน ในปี 2554 โดยจะส่งมอบให้ก่อน 2 คันในเดือนกันยายน 2553 เป็นต้นแบบ ก่อนจัดส่งลอตใหญ่ปีหน้า โดยจะนำไปประจำการที่พล.ร.2 รอ. จ.ปราจีนบุรี ตามแผนงานที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ต้องการให้ พล.ร.2 รอ. เป็นกองพลเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ ตนจะเดินทางไปยูเครนพร้อมกับผู้แทนกองทัพเรือ(ทร.) ซึ่ง ทร.จะจัดซื้อจำนวน 14 คัน
"สำหรับการจัดซื้อรถหุ้ม เกราะล้อยางลอตที่สอง จำนวน 121 คัน งบประมาณ 5 พันล้านบาท อยู่ในขั้นตอนการเปิดซองประมูล และจัดซื้อแบบวิธีพิเศษ ขณะนี้ขั้นตอนใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว โดยเป็นการจัดซื้อจากบริษัทเดิม เชื่อว่าน่าจะสามารถจัดซื้อได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ และจะเสนอเข้า ครม.พิจารณาอนุมัติในหลักการในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งลอตสองจะนำไปประจำการที่ พล.ร.2 รอ. ที่ จ.สระแก้ว โดย ทบ.ได้รับอนุมัติจัดซื้อในครบเต็มอัตรา 1 กรม ซึ่งจะมี 3 กองพัน รวมทั้งสิ้น 288 คัน ขณะนี้เพิ่งจัดซื้อได้เพียง 1 กองพันเท่านั้น” พล.ท.เอกชัย กล่าว
ส่วนจะ เป็นการล็อกสเปกให้บริษัทยูเครนหรือไม่ พล.ท.เอกชัย ตอบว่า เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการแรก แต่ไม่ได้จัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ เป็นการจัดซื้อแบบวิธีพิเศษ เป็นการจัดซื้อจากผู้แทนของยูเครนที่เป็นในรูปบริษัทผู้แทน ซึ่งกำหนดสเปกไว้แล้ว สำหรับลอตสองประเทศยูเครนยังแถมกระสุนขนาด 7.62 มม. กระสุนขนาด 12.7 มม. และ อาวุธต่อสู้รถถัง เอทีจีเอ็ม แบร์ริเออร์
พล.ท.เอก ชัย ระบุว่า การจัดซื้อยานเกราะ จำนวน 96 คัน ได้รถ 7 แบบ ได้แก่ ยานเกราะล้อยางลำเลียงพล จำนวน 64 คัน ยานเกราะล้อยางบังคับการ จำนวน 4 คัน ยานเกราะล้อยางพยาบาล จำนวน 3 คัน ยานเกราะติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด 81 มม. จำนวน 9 คัน ยานเกราะติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด 120 มม. จำนวน 4 คัน ยานเกราะติดตั้ง เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง เอทีเอ็มเอส จำนวน 6 คัน และยานเกราะกู้ซ่อม จำนวน 6 คัน รวม 96 คัน โดยยูเครนแถมรถยานเกราะล้อยางบีทีอาร์อีก 5 คัน คือ ยานเกราะล้อยางลำเลียงพล จำนวน 4 คัน และยานเกราะกู้ซ่อมอีก 1 คัน นอกจากนี้ ยูเครนยังสนับสนุนการซ่อมบำรุงอีก 9 คันด้วย
http://www.suthichaiyoon.com/detail/4377
อุปทูตยันยานเกราะยูเครนผลิตเองกว่า 80 ปี-ท้า สตง.บุกพิสูจน์!
คม ชัดลึก :การ จัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางจากประเทศยูเครนของกองทัพบก ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ จนทำให้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขอให้กระทรวงกลาโหมทำเรื่องขอลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทรถหุ้มเกราะล้อยาง ประเทศยูเครน
ตามโครงการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางรุ่น BTR3-E1 จากประเทศยูเครน จำนวน 96 คัน งบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท ของกองทัพบก (ทบ.) เพื่อนำมาประจำการในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี ในขณะเดียวกัน ทบ.กำลังจะเสนอแผนจัดซื้อรถหุ้มเกราะรุ่นดังกล่าวเพิ่มเติมอีก 121 คัน งบประมาณ 5,000 ล้านบาท
ทำให้ นายอังดรีย์ เบชตา อุปทูตสาธารณรัฐยูเครน ยืนยันถึงความคุ้มค่าของรถหุ้มเกราะล้อยางรุ่น BTR-3E1 ของประเทศตนว่า ข้อสังเกตเรื่องที่ว่ายูเครนไม่มีเทคโนโลยีในการพัฒนาเครื่องยนต์ เป็นเพียงแค่ผู้ประกอบรถเท่านั้นเอง
ประเด็นนี้นับว่า "ผิดจากความจริง" อย่างมาก เพราะสมัยที่ยูเครนเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตก็เคยร่วมกันวิจัยและ พัฒนารถหุ้มเกราะมาด้วยกัน โดยมีสถาบันที่ออกแบบ และพัฒนาที่มีอายุยาวนานมากกว่า 80 ปี
ส่วนปัจจุบัน สถาบันดังกล่าวก็ยังอยู่ในยูเครน โดยมีหน้าที่ออกแบบพัฒนารถเกราะทั้งหมด รวมถึงรถเกราะล้อยางรุ่นดังกล่าวด้วย และยังได้พัฒนาออกแบบอาวุธชนิดต่างๆ ทั้งรถถัง เรื่อยไปจนถึงเครื่องบินรบ
สำหรับรถหุ้มเกราะล้อยางรุ่น BTR-3E1 ซึ่งกองทัพบกไทยคัดเลือกในปี ค.ศ.2007 เป็นรุ่นล่าสุดของการออกแบบ และพัฒนาของทางยูเครน
"การอ้างว่ารถรุ่นนี้เป็นการเอารถยานเกราะเก่าของรัสเซีย คือรถยานเกราะล้อยางรุ่น BTR-80 มาปรับปรุงพัฒนาใหม่ ไม่มีพื้นฐานความเป็นจริงเลย รัฐบาลยูเครนได้แจ้งให้อดีตผู้นำ และอดีต รมว.กลาโหม ของไทยทราบแล้วว่ารถยานเกราะล้อยางรุ่น BTR-3E1 ไม่ใช่ของเก่า แต่เป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เอาของเก่ามาย้อมแมวขาย" อูปทูตยูเครน กล่าวย้ำ
อุปทูตยูเครน กล่าวอีกว่า ตามสัญญาที่ได้ลงนามกันไว้แบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ก็ระบุชัดเจนว่ายูเครนจะผลิตอุปกรณ์ทั้งหมดหลังจากเซ็นสัญญากันแล้ว และยูเครนก็เคารพในข้อสัญญาทุกอย่างว่า การผลิตต้องเป็นของใหม่ทั้งหมด
ทั้งนี้หลักฐานที่แสดงว่ารถหุ้มเกราะล้อยางรุ่น BTR-3E1 เป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไม่ได้พัฒนามาจาก BTR-80 ของรัสเซีย คือตัวรถของ BTR-3E1 มีความยาว และสูงกว่า BTR-80 ของรัสเซีย จึงไม่สามารถใช้อุปกรณ์ร่วมกับของรัสเซียได้
นอกจากนี้ เราก็ได้ชี้แจงไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วว่า BTR-3E1 ไม่ใช่ของเก่า แต่เป็นของใหม่ทั้งหมด กระนั้นก็ยังมีข้อกล่าวหาในทางลบอยู่เรื่อยๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
"ที่น่าแปลกใจคือ ทำไม สตง.ถึงไม่เคยติดต่อมาที่สถานทูตยูเครนเพื่อขอข้อมูล ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจว่าข้อมูลที่ สตง.ไปรับมาจากที่ไหน ถึงมีแต่ข้อมูลทางลบอยู่ตลอดเวลา" อุปทูตยูเครน กล่าวขอความเห็นใจ
ส่วนข้อกังขาที่ว่ายูเครนส่งมอบรถช้า จากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.เอกชัย วัชรประทีป เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ก็ได้ชี้แจงแล้วว่า เหตุผลที่ส่งช้า หลังจากประเทศเยอรมนีที่ผลิตเครื่องยนต์ไม่สามารถส่งออกเครื่องยนต์ให้ไทย ได้ เพราะไทยมีปัญหาทางการเมือง
"ความผิดเรื่องนี้ไม่ได้ผิดที่ประเทศยูเครน เพราะยูเครนก็ซื้อเครื่องยนต์ชนิดดังกล่าวให้แก่ประเทศอื่นด้วย" อุปทูตยูเครน กล่าวชี้แจง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ยูเครนก็ร่วมกันแก้ปัญหากับฝ่ายไทย โดยมีการตกลงกันว่าจะคัดเลือกเครื่องยนต์มา 3 แบบ คือ 1.แคทเตอร์พิลลา 2.คัมบินสไตรเออร์ และ 3.เอ็มทียูของเบนซ์
"จากการหารือกันแล้วคิดว่าเครื่องเอ็มทียูน่าจะดีกว่า เพราะเหมือนกับเครื่องดอยช์ โดยเฉพาะในเรื่องของกำลัง และเมื่อประกอบกันแล้วความสามารถของยานเกราะก็จะดีขึ้นในบางเรื่อง" อุปทูตยูเครน การันตีสมรรถนะของเครื่องตระกูลเบนซ์
เขาชี้ว่าขั้นตอนในการหารือเพื่อคัดเลือกเครื่องยนต์ใหม่ทำให้ต้องเสีย เวลาส่งมอบไปนานเกือบ 1 ปี ซึ่งเมื่อเปลี่ยนเครื่องยนต์ก็จะต้องมีการแก้ไขสัญญา
"ถ้ารัฐบาลไทยแก้ไขสัญญาได้เร็ว รัฐบาลยูเครนก็จะสามารถส่งของให้ครบถ้วนได้ในปี 2554" อุปทูตยูเครน กล่าวยืนยัน
เมื่อถามว่ารัฐบาลยูเครนเจ็บปวดหรือไม่ที่ถูกกล่าวหาว่าเอาของเก่ามา ย้อมแมวขาย เขาตอบว่า การจัดซื้อครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ ประเทศยูเครนคงไม่เสี่ยงเอาชื่อเสียงของรัฐบาลมาทำธุรกิจแบบนี้
"ข้อแรกในสัญญาความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยกับยูเครน คือจะไม่หลอกลวงกัน ซึ่งยูเครนจะพยายามดำเนินการให้ตรงตามสัญญา เพราะยูเครนเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีชื่อเสียงทั่วโลกเรื่องการส่งออกอาวุธ ซึ่งเรื่องของชื่อเสียงในธุรกิจนี้มีความสำคัญมาก โดยเกือบทั้งหมดของอุตสาหกรรมนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุม และเป็นเจ้าของโดยกระทรวงกลาโหมยูเครน และการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์จะต้องผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพ ของกระทรวงกลาโหมยูเครน"
อุปทูตยูเครน ชี้แจงด้วยว่า เมื่อปี 2007 มีผู้แทนกองทัพบก กองทัพเรือ และผู้แทนกระทรวงกลาโหม เดินทางไปดูโรงงานผลิตมาแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเชิญ สตง.ไปดูโรงงานที่ยูเครน ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้ต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้
ส่วนเหตุผลที่กองทัพบกเตรียมจัดซื้อยานเกราะล้อยางลอตที่ 2 อีก 121 คัน อุปทูตยูเครน เชื่อว่า ทบ.ไทยน่าจะเห็นว่ายานเกราะจะสะดวกต่อการใช้งานถ้าเป็นรถจากประเทศเดียวกัน เพราะเรื่องการส่งกำลังบำรุงรักษาแบบเดียวกันถือว่ามีความเหมาะสม
"เราหวังว่าลอตที่ 2 คงจะได้เซ็นสัญญากันในเร็วๆ นี้ หรือก่อนสิ้นเดือนกันยายน โดยการจัดซื้อลอตที่ 2 เป็นการจัดซื้อโดยตรง โดยที่ไม่ผ่านการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ และยืนยันว่าไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน" อุปทูตยูเครน กล่าว
อุปทูตยูเครน กล่าวด้วยว่า หลังจากไปนี้หวังว่าโครงการความร่วมมือทางด้านการทหารระหว่างไทยกับยูเครนจะ ดำเนินการต่อไป โดยยูเครนยังมีอาวุธที่ขึ้นชื่ออีกมากมาย เช่น รถยานเกราะล้อยาง เครื่องบินขนส่งทางทหาร เครื่องมือสื่อสาร ฯลฯ
ส่วนการที่ได้รับการคัดเลือกก็เนื่องจากยานเกราะล้อยางของยูเครนมีจุด เด่นที่ "อำนาจการยิง" และ "ระบบทางเทคนิค" ที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัย จึงหวังว่าหลังจากการเชิญ สตง.ไปพิสูจน์ในครั้งนี้คำถามในเชิงลบต่างๆ คงไม่เกิดขึ้นมาอีก
ปัญญา ทิ้วสังวาลย์
http://www.komchadluek.net/detail/20100723/67533/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B280%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%87.%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C!.html

รถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ของไทย.ขอขอบคุณภาพจากนิตยสารยุทธโกษ ฉบับที่ 3 ประจำเดือน เม.ย.- มิ.ย. 2553
|
Comments
RSS feed for comments to this post.