|
ข้อสังเกตจากสื่อมวลชนและคำชี้แจงของกองเรือดำน้ำในกรณีการจัดซื้อเีรือดำน้ำ Type-206 ภาคสอง |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
Friday, 16 September 2011 21:21 |
|
จากเนื้อข่าวในหนังสือพิมพ์แนวหน้า คอลัมน์ กวนใจให้สะอาด โดย ฉบับวันที่ 13 กันยายน 2554 และ 16 กันยายน 2554 และคำชี้แจงในเว็บไซต์ของกองเรือดำน้ำในวันที่ 16 กันยายน 2554
ทหารเรือมาแล้ว (1) (ตาโป๋เป่าปี่)
(เนื่องจากเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำนัก แต่เป็นเรื่องราวต่อเนื่องกัน จึงขอ link กลับไปเพื่อเป็นการอ้างอิงเท่านั้น)
http://www.naewna.com/news.asp?ID=279729
ทหารเรือมาแล้ว (2) (ตาโป๋เป่าปี่)
ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 16 กันยายน 2554 01:49:05 น.
การสืบทอดอำนาจคือ การส่งเสริมคนของตน และกีดกันคนอื่น ด้วยการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและตามธรรมเนียมปฏิบัติ เริ่มจากการขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของคนอื่นให้พ้นจากตำแหน่งสำคัญ หรือให้ไปอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางแห่งอำนาจ อย่างที่เห็นกันในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำที่กำลังกระทำกันอยู่ในขณะนี้ ทั้งข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการทหาร
ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ตนในด้านต่างๆของผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งนักการเมืองเลวๆทั้งหลายชอบที่จะปฎิบัติกันในขณะนี้
ได้พูดมาให้ฟังในตอนก่อนเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายในกองทัพเรือ ซึ่งเห็นได้ชัดถึงการสืบทอดอำนาจจากการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ แทนคนเก่าซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับนักโทษชาย ทักษิณ ผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่นี้ต้องสานต่อในการจัดซื้อจัดหาเรือดำน้ำมาใช้ในกองทัพเรือ ซึ่งผู้บัญชาการทหารเรือคนเก่าเคยทำไว้แต่ยังไม่สำเร็จ เพราะถูกคัดค้านกันมากถึงความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพท้องทะเลที่ไม่มีความลึกพอและเต็มไปด้วยโคลนตม
เรือดำน้ำที่กองทัพเรือจะจัดซื้อมาใช้นั้นคือเรือ "อู - 206" ซึ่งเป็นเรือดำน้ำเก่าใช้งานมาแล้วกว่า 30 ปี จากเยอรมนี แยกแยะสาระสำคัญของเรือดำน้ำ อู - 206 ได้ดังนี้ 1. การใช้งานในกองทัพเรือเยอรมัน
ปัจจุบันไม่มีการใช้งาน แต่จอดรอปลดประจำการ หากไม่มีมิตรประเทศจะจัดซื้อ เรือดำน้ำประเภทนี้จึงอยู่ในสภาวะหยุดการใช้งานมาแล้วระยะหนึ่ง มิใช่หยุดการใช้งานเพื่อทำการปรับปรุงก่อนขายให้กับผู้ซื้อ 2. คุณสมบัติของเรือดำน้ำ อู - 206
ถูกออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์เพื่อรองรับการปฏิบัติงานในทะเลบอลติก ซึ่งมีอุณหภูมิน้ำทะเลต่ำ ถ้านำมาใช้ในอ่าวไทยหรือทะเลอันดามัน ซึ่งมีอุณหภูมิน้ำทะเลแตกต่างกันมากคนละซีกโลก สิ่งที่จะตามมาก็คือต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม โดยเฉพาะระบบปรับอากาศ เพื่อให้เรือดำน้ำ อู - 206 อยู่ภายใต้อุณหภูมิการใช้งานเหมือนในทะเลบอลติก 3. ผลกระทบจากการปรับปรุง อู - 206
การปรับปรุงและติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมโดยเฉพาะระบบปรับอากาศตามข้อ 2. เป็นข้อพิจารณาสำคัญยิ่งที่จะทำให้เรือดำน้ำชนิดนี้ มีขีดความสามารถในการทำงานลดน้อยลง ความต้องการในการสนับสนุนระบบไฟฟ้าจะมีเพิ่มขึ้น ในการรองรับการใช้งานของระบบปรับอากาศที่ติดตั้งใหม่ ทำให้ต้องหาแบตเตอรี่เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม
ทำให้เรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และต้องใช้กำลังขับเคลื่อนมากกว่าปกติ เป็นการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแล่นบนผิวน้ำ และสิ้นเปลืองพลังงานจากแบตเตอรี่เมื่อแล่นใต้น้ำ
นอกจากนี้เมื่อแล่นใต้น้ำเพื่อซ่อนพรางตนเอง เรือดำน้ำ อู - 206 จะมีความดังเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อคุณลักษณะเด่นของเรือดำน้ำ ที่ต้องเงียบที่สุดระหว่างดำอยู่ใต้น้ำ สามารถตรวจสอบได้ง่ายจากฝ่ายตรงข้าม 4. จำนวนและราคา
แม้จะมีการระบุถึงความคุ้มค่าในการจัดซื้อเรือดำน้ำมือสอง จำนวน 6 ลำ ในราคามิตรภาพวงเงิน 7,000 ล้านบาท แต่ตอนเอามาใช้งานนั้น จะใช้เพียง 4 ลำ อีก 2 ลำจะถูกใช้เป็นอะไหล่ในการซ่อมบำรุง 5. การยอมรับและเสียงสะท้อนจากคนใน ทร.
แม้จะมีความพยายามให้คนในกองทัพเรือเห็นตรงกันในการจัดซื้อเรือดำน้ำที่ว่านี้ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วกำลังพลส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในความปลอดภัย หากจะต้องปฏิบัติการบนเรือดำน้ำนี้ เพราะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ 6. บทเรียนจากการจัดหายุทโธกรณ์เก่า
ที่ผ่านมา กองทัพเรือเคยซื้อยุทโธปกรณ์เก่า ซึ่งเจ้าของเดิมเลิกใช้แล้ว 3 โครงการ ซึ่งทุกโครงการประสบแต่ความล้มเหลวสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล โครงการเหล่านั้นประกอบด้วยเครื่องบินโจมตี แบบ เอ-7 สำหรับสนับสนุนการโจมตีฝั่ง เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง แบบ เอวี-8 สำหรับประจำการบนเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งอากาศยานทั้งสองแบบที่กล่าวมา เป็นของเก่าที่ถูกนำมาซ่อมทำใหม่เพื่อขายให้กองทัพเรือ หลังจากจัดซื้อได้ไม่นาน เครื่องบินเหล่านั้นก็ทะยอยกันหมดสภาพ ขาดแคลนอะไหล่จนไม่สามารถบินได้ ต้องจอดทิ้งไว้จนกระทั่งทุกวันนี้
เช่นเดียวกับเรือฟรีเกต 2 ลำที่เช่าซื้อมาจากสหรัฐอเมริกา ได้แก่เรือหลวงพุทธยอดฟ้า และเรือหลวงพุทธเลิศหล้าฯ ปัจจุบันทั้งสองลำหมดสภาพทางยุทธการ ต้องจอดอยู่เฉยๆ นี่เป็นบทเรียนที่มีคุณค่าของกงอทัพเรือเป็นบทเรียนของคนไทยผู้เสียภาษีด้วย
กองทัพทุกกองทัพเป็นเสาหลักสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ อย่าได้ถูกนำไปสนองประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะนักการเมืองเลวๆขณะนี้
http://www.ryt9.com/s/nnd/1237382
ชี้แจงกรณี นสพ.แนวหน้า ลงบทความเรื่อง ทหารเรือมาแล้ว จำนวน 2 ตอน ในฉบับวันที่ 13 และ 16 กันยายน 2554
by Submarine Squadron (กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ) on Friday, September 16, 2011 at 8:15pm
สืบเนื่องจาก นสพ.แนวหน้า โดยคุณที่ใช้นามปากกาว่า “ตาโต๋เป่าปี่” ได้นำเสนอบทความเรื่อง ทหารเรือมาแล้ว จำนวน 2 ตอน ในฉบับวันอังคารที่ 13 กันยายน และ วันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2554 ซึ่งมีเนื้อหาวิจารณ์เกี่ยวกับโครงการจัดหาเรือดำน้ำของ ทร. ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง กองเรือดำน้ำขอเรียนชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่ นสพ.แนวหน้า นำเสนอดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพท้องทะเลที่ไม่มีความลึกพอและเต็มไปด้วยโคลนตม
ประเทศไทยมีแนวความคิดที่จะนำเรือดำน้ำมาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2453 หรือประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา โดยนายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายพลเรือตรี พระยาราชวังสรรค์ และ นายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น สิงหวิกรมเกรียงไกร ซึ่งทรงยศในเวลานั้น ได้จัดทำโครงการขึ้นถวาย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิจ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งได้ทรงนำทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 มกราคม ร.ศ. 129 (พ.ศ.2453) โดยในรายงาน ได้เสนอความต้องการ เรือ ส. จำนวน 6 ลำ ซึ่งย่อมาจากคำภาษาอังกฤษว่า สับมารีน (Submarine) หรือ สับเมิร์สสิเบิ้ล โบ๊ท (Submersible Boat) ซึ่งแปลว่า เรือดำน้ำ แต่เนื่องจากว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพเรือจัดซื้อหรือสร้างเรือดำน้ำมาไว้ใช้ในราชการได้
อย่างไรก็ตามความฝันของกองทัพเรือ ที่จะได้มีเรือดำน้ำไว้ใช้ในราชการเป็นจริงขึ้นในปี พ.ศ.2478 โดยสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น ได้อนุมัติพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478 โดยในพระราชบัญญัตินี้ ได้กำหนดให้กองทัพเรือ ต่อเรือดำน้ำ จำนวน 6 ลำ โดยในที่สุดแล้ว ไทยได้ทำสัญญาว่าจ้างต่อเรือ กับ บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่นให้ต่อเรือดำน้ำ ขนาด 370 ตัน จำนวน 4 ลำ เป็นเงิน ลำละ 820,000 บาท และได้รับพระราชทานชื่อในภายหลังว่า ร.ล.มัจฉาณุ ร.ล.วิรุณ ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล
ในระหว่างเข้าประจำการเรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำ ได้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจที่สำคัญ คือ เข้าร่วมปฏิบัติการในกรณีพิพาทไทย-อินโดจีนฝรั่งเศส ภายหลังการยุทธ์ที่เกาะช้าง คือหลังจาก ร.ล.ธนบุรี และเรือตอร์ปิโดถูกเรือฝรั่งเศสยิงจมแล้ว เรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำ ได้ไปทำการลาดตระเวนเป็น ๔ แนว อยู่บริเวณหน้าฐานทัพเรือเรียมของอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งยังปรากฏจากหลักฐานของฝ่ายฝรั่งเศสในการรบที่เกาะช้างว่าฝรั่งเศสมีความหวั่นเกรงเรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำของไทยมาก แต่เพื่อผลของการยุทธ์ จึงได้ตัดสินใจเสี่ยงเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทย โดยกำหนดแผนการปฏิบัติเป็นความลับ กำหนดช่วงระยะเวลาสั้นมาก เมื่อปฏิบัติการเสร็จก็รีบถอนตัวกลับทันที เพราะเกรงว่าจะถูกต่อตีด้วยเรือดำน้ำ นี่คือเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมชาติที่มีกองทัพเรือ ถึงขวนขวายในการมีเรือดำน้ำ เพราะถึงมีเรือดำน้ำสักลำ แม้จะเก่าอย่างไร ประเทศที่คิดร้ายต่อเราก็ต้องคิดหนักแน่นอน
ในประเด็นความเหมาะสมกับสภาพท้องทะเลที่มีความลึกไม่พอและเต็มไปด้วยโคลนตมนั้น ขอเรียนดังนี้ อ่าวไทยเป็นอ่าวปิด พื้นท้องทะเลมีลักษณะเป็นแอ่งกะทะ มีความลึกสูงสุดประมาณ 80 เมตรบริเวณกลางอ่าวไทย ความลึกเฉลี่ยบริเวณปากอ่าวไทย วัดจากปลายแนวแหลมกาเมาถึงอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาสอยู่ที่ความลึก 80-100 เมตร พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สำคัญที่กองทัพเรือจะต้องควบคุมให้ได้ทั้งในภาวะปกติและในภาวะขัดแย้ง เพื่อดำรงไว้ซึ่งการคมนาคมขนส่งทางทะเล เส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าของประเทศ มูลค่าสินค้า 6 ล้านล้านบาทต่อปี การปฏิบัติการของเรือดำน้ำขนาดเล็ก ระวางขับน้ำไม่เกิน 1000 ตัน สามารถปฏิบัติงานใต้น้ำได้อย่างปลอดภัยที่ระดับความลึกของน้ำ 40 เมตร คำนวณจากระยะปลอดภัยด้านบนจากเรือผิวน้ำ 15 เมตร ความสูงของเรือดำน้ำ 15 เมตร และ ระยะปลอดภัยด้านล่างจากพื้นท้องทะเล 10 เมตร ในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานภารกิจพิเศษในพื้นที่ชายฝั่ง สามารถปฏิบัติการได้ที่ความลึก 15 เมตร (periscope depth) ส่วนพื้นท้องทะเลในอ่าวไทยที่มีลักษณะเป็นโคลนปนทรายนั้น มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นเสียงที่ดี มีการสะท้อนกลับของคลื่นเสียงในปริมาณที่น้อยกว่าปกติ จึงส่งผลเกื้อกูลต่อการปฏิบัติการของเรือดำน้ำ เพราะทำให้ระยะตรวจจับด้วยโซนาร์ของเรือผิวน้ำสั้นลง จึงมั่นใจได้ว่าเรือดำน้ำแบบ 206A เหมาะสมและสามารถปฏิบัติการได้ในท้องทะเลเขตอ่าวไทยและพื้นที่ใกล้เคียง
ประเด็นที่สอง การใช้งานเรือดำน้ำ U 206A ในกองทัพเรือเยอรมัน ปัจจุบันไม่มีการใช้งาน แต่จอดรอปลดประจำการ หากไม่มีมิตรประเทศจะจัดซื้อ เรือดำน้ำประเภทนี้จึงอยู่ในสภาวะหยุดการใช้งานมาแล้วระยะหนึ่ง มิใช่หยุดการใช้งานเพื่อทำการปรับปรุงก่อนขายให้กับผู้ซื้อ
กห.ยม. มีแผนปลดประจำการเรือดำน้ำแบบ 206A จำนวน 6 ลำ ในเดือนเมษายน 2554 และเสนอขายเรือดำน้ำแบบ 206A ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ในสภาพพร้อมใช้งาน (Used/Hot Transfer) จำนวน 4 ลำ และ เรือที่ผ่านการใช้งานมาแล้วในสภาพไม่พร้อมใช้งาน (Cold) จำนวน 2 ลำ พร้อมอาวุธประจำเรือ การฝึกอบรม ส่วนสนับสนุน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในวงเงิน 7.7 พันล้านบาท ซึ่งภายหลังปลดประจำการ กห.ยม.ได้นำเรือทั้ง 6 ลำ มาจอดไว้ที่อู่ต่อเรือ HDW เมืองคีล พร้อมสำหรับการปรับปรุงเรือให้สามารถปฏิบัติการในทะเลเขตร้อนชื้นได้ (Tropicalization) ในทันทีที่กองทัพเรือลงนามในสัญญาซื้อเรือดำน้ำพร้อม package ข้างต้น ซึ่ง กห.ยม. กำหนดลงนามในสัญญาอย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 30 เมษายน 2554 แต่เนื่องจากเหตุผลบางประการทำให้ไม่สามารถนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม. ของรัฐบาลที่แล้วได้ทัน กองทัพเรือจึงได้ทำหนังสือยืนยันความต้องการซื้อเรือดำน้ำถึง กห.ยม. โดยขอขยายระยะเวลาการลงนามในสัญญาออกไปก่อน ซึ่งต่อมา กห.ยม. ตกลงที่จะเลื่อนกำหนดลงนามในสัญญาออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 และด้วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง กห.ยม. กับกองทัพเรือ กห.ยม.ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาสภาพเรือดำน้ำจำนวน ๔ ลำ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานระหว่างรอการยืนยันตกลงซื้อจากประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีประเทศในทวีปอเมริกาใต้เสนอความสนใจที่จะซื้อเรือดังกล่าวต่อ กห.ยม.แล้ว
ประเด็นที่สาม คุณสมบัติของเรือดำน้ำ อู – 206 ถูกออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์เพื่อรองรับการปฏิบัติงานในทะเลบอลติก ซึ่งมีอุณหภูมิน้ำทะเลต่ำ ถ้านำมาใช้ในอ่าวไทยหรือทะเลอันดามัน ซึ่งมีอุณหภูมิน้ำทะเลแตกต่างกันมากคนละซีกโลก สิ่งที่จะตามมาก็คือต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม โดยเฉพาะระบบปรับอากาศ เพื่อให้เรือดำน้ำ อู - 206 อยู่ภายใต้อุณหภูมิการใช้งานเหมือนในทะเลบอลติก และ ผลกระทบจากการปรับปรุง อู – 206 การปรับปรุงและติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมโดยเฉพาะระบบปรับอากาศตามข้อ 2. เป็นข้อพิจารณาสำคัญยิ่งที่จะทำให้เรือดำน้ำชนิดนี้ มีขีดความสามารถในการทำงานลดน้อยลง ความต้องการในการสนับสนุนระบบไฟฟ้าจะมีเพิ่มขึ้น ในการรองรับการใช้งานของระบบปรับอากาศที่ติดตั้งใหม่ ทำให้ต้องหาแบตเตอรี่เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิมทำให้เรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และต้องใช้กำลังขับเคลื่อนมากกว่าปกติ เป็นการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแล่นบนผิวน้ำ และสิ้นเปลืองพลังงานจากแบตเตอรี่เมื่อแล่นใต้น้ำ นอกจากนี้เมื่อแล่นใต้น้ำเพื่อซ่อนพรางตนเอง เรือดำน้ำ อู - 206 จะมีความดังเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อคุณลักษณะเด่นของเรือดำน้ำ ที่ต้องเงียบที่สุดระหว่างดำอยู่ใต้น้ำ สามารถตรวจสอบได้ง่ายจากฝ่ายตรงข้าม
ในประเด็นนี้ได้ชี้แจงให้ทราบแล้วครั้งหนึ่ง จึงขอนำคำชี้แจงดังกล่าวมาตอบกล่าวซ้ำดังนี้
“การนำเรือดำน้ำมาใช้ในทะเลไทยที่มีอุณหภูมิร้อนอาจส่งผลกระทบต่อสมรรถนะของเรือดำน้ำนั้น ความเป็นจริงแล้วก่อนนำเรือดำน้ำมาใช้ในทะเลไทยจะต้องได้รับติดตั้งระบบปรับอากาศเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในทะเลเขตร้อนชื้นได้ (Tropicalization) การติดตั้งระบบปรับอากาศเพิ่มเติมจะติดตั้งบริเวณใต้ห้องศูนย์ยุทธการ (Control Room) และใต้ส่วนที่พักอาศัย (Accommodation Area) จึงไม่ทำให้พื้นที่ปฏิบัติงานในตัวเรือลดน้อยลงแต่อย่างใด ในส่วนการติดตั้งเพิ่มเติมจะทำให้เรือจะมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น เวลาปฏิบัติภารกิจอาจไม่คล่องตัว นั้น ตามข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในการออกแบบเรือดำน้ำ คือ การคำนึงถึงน้ำหนักของเรือที่เปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากการนำสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำจืด เสบียง สรรพาวุธ เข้ามาในเรือ หรือใช้หมดไป ซึ่งมีผลทำให้เรือเสียสภาพสมดุลได้ ดังนั้นในการออกแบบ จึงจำเป็นต้องมีถังน้ำถ่วงเรือสำหรับชดเชยน้ำหนัก (Compensating Tank) ที่นำเข้ามาหรือนำออกไปจากเรือ เพื่อไม่ต้องการให้น้ำหนักของเรือเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการสูบน้ำเข้าหรือสูบน้ำออกจากถังน้ำถ่วงเรือสำหรับชดเชยน้ำหนักแล้วแต่กรณี ดังนั้นในกรณีติดตั้งระบบอากาศเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องคำนวณมวลของน้ำถ่วงเรือที่ต้องนำออกไป หรือพูดอย่างง่ายๆ คือลดปริมาณของน้ำถ่วงเรือให้น้อยลง เพื่อชดชยน้ำหนักของระบบปรับอากาศที่นำเข้ามาติดตั้งเพิ่มขึ้นนั้นเอง จึงสามารถสรุปได้ว่าการติดตั้งระบบปรับอากาศเพิ่มเติม ไม่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับเรือ จึงไม่มีผลต่อความคล่องตัวของเรือแต่อย่างใด
การเพิ่มระบบปรับอากาศทำให้เรือดำน้ำมีเสียงดังมากขึ้น อาจส่งผลเสียต่อการปฏิบัติภารกิจ ฝ่ายตรงข้ามอาจรู้ที่ตั้งของเรือดำน้ำจะเป็นอันตรายต่อลูกเรือ นั้น ขออธิบายทำความเข้าใจ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการปรับปรุงเรือให้สามารถปฏิบัติงานในทะเลเขตร้อนชื้นได้ (Tropicalization) นั้น เพื่อให้เรือสามารถปฏิบัติงานได้ในทะเลที่มีอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงถึง ๓๒ องศา C และต้องรักษาอุณหภูมิภายในเรือบริเวณห้องศูนย์ยุทธการและส่วนที่พักอาศัยให้ได้ที่ 27 องศา C +5% ห้องเครื่องจักรต้องรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 45 องศา C +10% โดยปกติอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลบริเวณจีนใต้อยู่ที่ 25-28 องศา C ที่ผิวน้ำ และอุณหภูมิจะลดลงตามความลึกของน้ำ ดังนั้นปัญหาหลักของการปรับอุณหภูมิภายในเรือส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเรืออยู่บนผิวน้ำหรืออยู่ที่ระดับความลึกกล้องตาเรือ (Periscope depth) และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อเรือจอดอยู่ที่ท่าเรือ การปฏิบัติการของเรือดำน้ำ เวลาส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่ระดับความลึกปลอดภัย (มากกว่า 40 เมตร) เพื่อป้องกันจากการถูกตรวจจับโดยเรือผิวน้ำ ซึ่งด้วยอุณหภูมิของน้ำทะเลภายนอกตัวเรือที่ต่ำกว่าอุณหภูมิภายใน จึงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศแต่อย่างใด หรือจำเป็นต้องใช้ก็สามารถเปิด ปิด ปรับแต่งการทำงานของระบบอากาศตามความเย็นที่ต้องการปรับได้โดยผู้ควบคุมระบบ นอกจากนั้นในขั้นตอนของการติดตั้งระบบปรับอากาศเพิ่มเติมได้คำนึงการสั่นสะเทือนของระบบ ซึ่งได้ออกแบบรองรับป้องการกันการแพร่กระจายของเสียงที่ไม่พึ่งประสงค์ไว้ด้วยแล้ว จากที่กล่าวมาข้างต้น การปฏิบัติการทางยุทธวิธีของเรือดำน้ำที่ได้รับการปรับปรุงให้สามารถปฏิบัติงานในทะเลเขตร้อนชื้นได้นั้น ไม่ได้ทำให้เรือดำน้ำมีเสียงดังมากขึ้น หรือมีก็เพียงน้อยมากไม่มีผลต่อการถูกตรวจจับจากการดักฟังเสียงจากเรือผิวน้ำ บทสรุปการติดตั้งระบบปรับอากาศ เพื่อต้องการดูแลรักษาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ให้ชำรุดเมื่อเรือดำน้ำจอดอยู่ที่ท่าเรือ และเมื่อเรือปฏิบัติการบนผิวน้ำและที่ระดับความกล้องตาเรือ”
ข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมในประเด็นนี้ คือตัวอย่างการปรับปรุงเรือให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพอากาศเขตร้อนชื้น หรือที่เรียกว่า tropicalisation นั้น เป็นเรื่องที่ทำกันปกติ เช่น ทร.สิงคโปร์ก็ได้ดำเนินการกับเรือดำน้ำที่ซื้อจากสวีเดน และ ทร.อินโดนีเซียก็ดำเนินการกับเรือดำน้ำชั้น U-209 ซื้อจากเยอรมัน ซึ่งมีผลกระทบต่อการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่น้อยมาก จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มแบตเตอรี่และเพิ่มน้ำหนักขึ้นแต่อย่างไร นอกจากนั้นยังมีระบบเก็บเสียงเป็นอย่างดี ซึ่งยังคงทำให้เรือที่ได้รับการปรับปรุงเป็นเรือดำน้ำที่เงียบเหมือนเดิม
ประเด็นที่สี่ จำนวนและราคา แม้จะมีการระบุถึงความคุ้มค่าในการจัดซื้อเรือดำน้ำมือสอง จำนวน 6 ลำ ในราคามิตรภาพวงเงิน 7,000 ล้านบาท แต่ตอนเอามาใช้งานนั้น จะใช้เพียง 4 ลำ อีก 2 ลำจะถูกใช้เป็นอะไหล่ในการซ่อมบำรุง
ในประเด็นนี้เช่นเดียวกับประเด็นที่แล้ว ของคัดลอกคำชี้แจงที่ได้เคยนำเสนอไว้แล้วมากล่าวซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
“โครงการจัดหาเรือดำน้ำที่ ทร.เสนอนั้น เป็นการจัดซื้อเรือดำน้ำแบบ 206A ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว (Used/Hot Transfer) จำนวน ๖ ลำ พร้อมอาวุธประจำเรือ การฝึกอบรม ส่วนสนับสนุน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนการนำเรือดำน้ำ U 206A ซึ่งถูกออกแบบมาให้ในเขตอากาศหนาวเย็น มาใช้ในทะเลไทยซึ่งเป็นเขตร้อนชื้น จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงเรือให้มีความเหมาะสมกับการปฏิบัติการในพื้นที่เขตร้อนชื้นก่อน (Tropricalization) โดยมีการติดตั้งระบบปรับอากาศ ระป้องกันการกัดกร่อน การระบายความร้อนของเครื่องยนต์ดีเซล และ เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปในการปรับปรุงเรือดังกล่าว ตามโครงการจะมีการปรับปรุงเรือดำน้ำ จำนวน ๔ ลำ นอกจากนั้นแล้ว ก่อนการส่งมอบเรือพร้อมใช้งาน จำนวน ๔ ลำ จะมีการซ่อมบำรุงใหญ่ระดับโรงงานตามวงรอบ (Overhaul) เพื่อดำรงสภาพความพร้อมของเรือ งานซ่อมหลักๆ คือ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ การตรวจสอบการรับแรงดันของตัวเรือ การผนึกน้ำ และงานซ่อมอื่นๆ เพื่อระบบความปลอดภัยของเรือ ซึ่งเมื่อได้รับการซ่อมบำรุงแล้ว จะสามารถใช้งานต่อไปได้อีกไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี มิได้นำเรือดำน้ำ จำนวน 2 ลำ ที่ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงมาใช้เป็นอะไหล่ในการซ่อมทำแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม เรือจำนวน 2 ลำนี้ จะใช้เป็นอะไหล่สำหรับการซ่อมบำรุงตามระยะเวลาสำหรับเรือดำน้ำที่พร้อมใช้งาน จำนวน 4 ลำ ในอนาคต นอกจากนั้น ยังมีอะไหล่คงคลังที่ ทร.ยม.สำรองไว้สำหรับซ่อมบำรุงเรือให้พร้อมปฏิบัติงานได้จนถึงปี 2015 ซึ่งตามโครงการแล้วอะไหล่คงคลังดังกล่าวจะถูกส่งให้กับ ทร.ด้วย จึงมั่นใจได้ว่า ทร. สามารถปรนิบัติบำรุงรักษาเรือดำน้ำให้มีสถานภาพความพร้อมรบได้อย่างต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี”
คำชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นนี้ คือ เมื่อเปรียบเทียบราคาที่ซื้อกองเรือดำน้ำ U-206 ทั้งกองเรือในครั้งนี้ กับการซื้อเรือดำน้ำใหม่แล้ว คงได้เรือดำน้ำใหม่ไม่ถึงครึ่งลำ
ประเด็นที่ห้า การยอมรับและเสียงสะท้อนจากคนใน ทร. แม้จะมีความพยายามให้คนในกองทัพเรือเห็นตรงกันในการจัดซื้อเรือดำน้ำที่ว่านี้ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วกำลังพลส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในความปลอดภัย หากจะต้องปฏิบัติการบนเรือดำน้ำนี้ เพราะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ
ก่อนที่เรือดำน้ำออกปฏิบัติการในทะเล นอกเหนือจากระบบและอุปกรณ์ทุกชนิดในเรือดำน้ำจะต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว กำลังพลประจำเรือจะต้องได้รับการฝึกและผ่านการทดสอบมาตรฐานกำลังพลด้วย จึงจะได้การรับรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนิรภัยเรือดำน้ำให้ออกปฏิบัติการในทะเลได้ จึงมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นในระหว่างปฏิบัติการเรือดำน้ำแบบ 206A มีระบบการขึ้นสู่ผิวน้ำกรณีฉุกเฉิน (Emergency Blowing System) โดยใช้สารเคมีทำปฏิกิริยากับน้ำทะเลเพื่อให้ก๊าซที่มีกำลังดันสูง สามารถดันน้ำถ่วงเรือออกจากถังน้ำถ่วงเรือบริเวณหัวเรือและท้ายเรือได้ที่ระดับความลึกปฏิบัติการ เพื่อให้เรือดำน้ำมีกำลังลอยมากกว่าน้ำ (โดยปกติการขึ้นสู่ผิวน้ำจะใช้อากาศกำลังดันต่ำ เป่าน้ำออกจากถังน้ำอับเฉาที่ระดับความลึกกล้องตาเรือ หรือ periscope depth) ในกรณีไม่สามารถขึ้นสู่ผิวน้ำได้ โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำแบบ 206A ได้จัดหาชุดทนแรงดันสำหรับหนีภัยจากเรือดำน้ำ (Escape Suite) จำนวน ๓๐ ชุดต่อลำ และแพช่วยชีวิตสำหรับกำลังพลรวมไว้ด้วย
ประเด็นที่หก บทเรียนจากการจัดหายุทโธกรณ์เก่าที่ผ่านมา กองทัพเรือเคยซื้อยุทโธปกรณ์เก่า ซึ่งเจ้าของเดิมเลิกใช้แล้ว 3 โครงการ ซึ่งทุกโครงการประสบแต่ความล้มเหลวสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล โครงการเหล่านั้นประกอบด้วยเครื่องบินโจมตี แบบ เอ-7 สำหรับสนับสนุนการโจมตีฝั่ง เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง แบบ เอวี-8 สำหรับประจำการบนเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งอากาศยานทั้งสองแบบที่กล่าวมา เป็นของเก่าที่ถูกนำมาซ่อมทำใหม่เพื่อขายให้กองทัพเรือ หลังจากจัดซื้อได้ไม่นาน เครื่องบินเหล่านั้นก็ทะยอยกันหมดสภาพ ขาดแคลนอะไหล่จนไม่สามารถบินได้ ต้องจอดทิ้งไว้จนกระทั่งทุกวันนี้ เช่นเดียวกับเรือฟรีเกต 2 ลำที่เช่าซื้อมาจากสหรัฐอเมริกา ได้แก่เรือหลวงพุทธยอดฟ้า และเรือหลวงพุทธเลิศหล้าฯ ปัจจุบันทั้งสองลำหมดสภาพทางยุทธการ ต้องจอดอยู่เฉยๆ
โครงการจัดซื้อครั้งนี้ กองทัพเรือได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องเรือเก่าไว้แล้ว โดยได้เตรียมการด้านอะไหล่ไว้สำหรับการซ่อมบำรุงให้เรือพร้อมปฏิบัติการเป็นระยะเวลา 10 ปี
หมายเหตุ เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และ พุทธเลิศหล้านภาลัย ทั้งสองลำ ปัจจุบันยังคงเป็นกำลังหลักในการปราบเรือดำน้ำของกองทัพเรือ โดยเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยเพิ่งกลับจากการปฏิบัติราชการทัพเรือภาคที่ 2 ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
http://www.facebook.com/notes/submarine-squadron-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5-%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99-2-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-13-/252441471460541 |
|
Last Updated on Friday, 16 September 2011 21:28 |