


| กองทัพอากาศไทยจัดหา UAV แบบ Aerostar จากประเทศอิสราเอล |
|
|
|
| Written by Administrator |
| Wednesday, 05 January 2011 14:19 |
|
มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศว่ากองทัพอากาศไทยได้ลงนามจัดหาระบบอากาศยานไร้นักบิน (UAV) แบบ Aerostar จากบริษัท Aeronautics ของประเทศอิสราเอล ทั้งนี้ ตามข่าวกล่าวว่ากองทัพอากาศไทยได้ลงนามในสัญญาจัดหาตั้งแต่ปี 2552 โดยกองทัพอากาศจะนำ Aerostar เข้าประจำการที่ฝูงบิน 404 กองบิน 4 ตาคลี ซึ่งเป็นฝูงบินใหม่ที่กองทัพอากาศพึ่งจะจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นฝูงบินอากาศยานไร้นักบินโดยเฉพาะตามแผนการปรับโครงสร้างกำลังรบใหม่ และจะได้ปฏิบัติงานควบคู่ไปกับเครื่องบินตรวจการณ์ลำเลียงแบบ Learjet 35A และ Arava ของฝูงบิน 402 ซึ่งเป็นฝูงบินลาดตระเวนของกองทัพอากาศอยู่แต่เดิมต่อไป TAF คาดว่า Aerostar น่าจะพร้อมปฏิบัติการได้ภายในปี 2554 นี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองทัพอากาศเพื่อก้าวไปสู่กองทัพอากาศที่ปฏิบัติการรบโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Air Force) ต่อไปในอนาคต และเป็นไปตามนโยบายของกองทัพอากาศในการพัฒนากองบิน 4 ให้เป็นกองบินที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Air Base) พร้อมๆ ไปกับโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการรบของเครื่องบินขับไล่แบบ F-16A/B (โครงการ MLU) ของฝูงบิน 403 ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้คาดว่ากองทัพอากาศจะได้นำ Aerostar ไปใช้งานในภารกิจสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับอากาศยานแบบอื่นที่ใช้ในภารกิจเดียวกันนี้มาก่อน คือ เครื่องบินโจมตี/ธุรการแบบ AU-23A รวมทั้งเครื่องบินตรวจการณ์แบบ DA-42 MPP ที่พึ่งจัดซื้อและเข้าประจำการที่ฝูงบิน 402 ในปี 2553 จำนวน 2 เครื่อง ต่อไป Aerostar ไม่ใช่อากาศยานไร้นักบินแบบแรกที่กองทัพอากาศไทยจัดหามาประจำการ ก่อนหน้านี้ย้อนไปในช่วงปี 2531 กองทัพอากาศได้จัดหา UAV แบบ SkyEye รุ่น R4D ของบริษัท BAe Systems เข้าประจำการที่ฝูงบิน 402 จำนวน 7 เครื่อง โดยใช้งานในการรบที่บ้านร่มเกล้าและได้ปลดประจำการไปแล้ว หลังจากนั้นกองทัพอากาศได้ว่างเว้นจากการจัดหา UAV ไปอีกถึง 20 ปี จนกระทั่งในปี 2551 กองทัพอากาศได้จัดหา UAV แบบ CyberEye II ของบริษัท Cyber Technology ประเทศมาเลเซีย มาทดลองใช้งานและเพื่อการวิจัยพัฒนาจำนวน 3 เครื่อง โดยได้รับมอบในปี 2552 จนมาถึงโครงการจัดหาอากาศยานไร้นักบินแบบ Aerostar โดยการแลกเปลี่ยนด้วยวิธีพิเศษในปีเดียวกัน นอกจากนี้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2553 ที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้ส่งเจ้าหน้าที่รวม 5 นาย โดยมีผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นหัวหน้าคณะในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการ ไปยังประเทศอิสราเอล เพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการ คือ การติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นไปตามความต้องการโดยเฉพาะของกองทัพอากาศและการบินทดสอบ Aerostar เครื่องที่ 1 (S/N 678) ซึ่ง TAF คาดว่า Aerostar ที่กองทัพอากาศจะได้รับมอบน่าจะมีความแตกต่างจากรุ่นปกติในด้านระบบสื่อสารและเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี เพื่อให้สอดคล้องกับระบบที่กองทัพอากาศใช้งานอยู่หรือจะมีใช้งานในอนาคต
Photo by Royal Thai Air Force Aerostar เป็นอากาศยานไร้นักบินทางยุทธวิธี (tactical UAV หรือ TUAV) ขนาดกลาง สำหรับภารกิจรวบรวมข่าวกรอง เฝ้าตรวจพื้นที่ ค้นหาเป้าหมาย และลาดตระเวน (Intelligence Surviellance Target Aquisition and Reconnaissance หรือ ISTAR) รูปแบบเป็นอากาศยานปีกตรง พวงหางแบบคู่ และมีใบพัดขับเคลื่อนแบบหันไปทางด้านหลังติดตั้งระหว่างพวงหาง (pusher-propeller twin-tailboom) ฐานล้อแบบ 3 จุด (ล้อรับหัวและฐานล้อหลักใต้ลำตัวตรงกับปีกซ้ายและขวา) ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันทั่วไปสำหรับอากาศยานไี้ร้นักบิน โดย Aerostar มีปีกกาง 7.5 เมตร ยาว 4.5 เมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ลูกสูบ 2 จังหวะ ของบริษัท Zanzottrra รุ่น 490IA กำลัง 38 แรงม้า เพดานบิน 18,000 ฟุต ความเร็วบินปฏิบัติการ 60 น็อต ความเร็วสูงสุด 110 น็อต ระยะเวลาปฏิบัติการมากกว่า 12 ชั่วโมง รัศมีปฏิบัติการจากสถานีควบคุมราว 200 กิโลเมตร ปฏิบัิติการบินจากทางวิ่งปกติ น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 210 กิโลกรัม โดยเป็นอุปกรณ์ภารกิจ 50 กิโลกรัม ระบบอากาศยานทั้งเครื่องยนต์ ส่วนควบคุมการบิน อุปกรณ์นำร่อง อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ภารกิจ ควบคุมด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลแบบ UMAS ที่มีชั่วโมงการใช้งานก่อนซ่อมบำรุงถึง 30,000 ชั่วโมง อากาศยานไร้นักบินที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับ Aerostar คือ Searcher Mk.I/II ของกองทัพบกไทย ส่วนเมื่อเทียบกับของระบบที่กองทัำพสหรัฐฯ ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน Aerostar จะมีสมรรถนะอยู่ระหว่าง RQ-7A/B Shadow 200 และ MQ-5A/B Hunter Aerostar ติดตั้งอุปกรณ์ภารกิจสำคัญ คือ ระบบตรวจการณ์ Electro-Optical/Infra-Red (EO/IR) รูปลูกบอลทรงกลมซึ่งอยู่บนแท่นหมุนแบบทรงตัวได้เอง ของบริษัท Controp Precision Technologies แบบ DSP-1 ที่ใต้ลำตัวเครื่อง โดยภายในประกอบด้วยกล้องโทรทัศน์ CCD-TV ภาพสี ความละเอียดสูง ทำงานในเวลากลางวัน และกล้องอินฟราเรด FLIR ย่านความถี่ปานกลาง (MWIR ความยาวคลื่น 3-5 ไมครอน ซึ่งเป็นช่วงคลื่นอินฟราเรดที่ทะลุทะลวงผ่านหมอก ควัน หรือฝุ่นควันได้ดี) พร้อมระบบขยายภาพแบบต่อเนื่อง ทำงานในเวลากลางคืน และยังสามารถติดตั้งเลเซอร์วัดระยะ (laser rangefinder) หรือเลเซอร์ระบุตำแหน่งเป้าหมาย (laser marker) ได้ แต่ในข่าวนี้ไม่ได้ระบุว่ากองทัพอากาศเลือกอุปกรณ์ภารกิจรุ่นดังกล่าวหรือไม่ Aerostar ติดตั้งระบบสื่อสาร/เชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (data-link) ด้วยวิทยุ line-of-sight ทำงานได้หลายความถี่ (C, L หรือ S-band) โดยใช้จานสายอากาศแบบบังคับทิศทางได้ ติดตั้งที่ส่วนบนของลำตัวเครื่อง ของบริษัท Commtact มีระยะการทำงานกว่า 200 กิโลเมตร และสามารถติดตั้งระบบสื่อสาร/เชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีผ่านดาวเทียม (SATCOM) เพิ่มเติมได้ มีสถานีควบคุมภาคพื้นแบบ HCS (Hydra Control Station) ที่สามารถควบคุมอากาศยานหลายเครื่องได้พร้อมกันในเวลาจริง (real time) และยังมีอุปกรณ์ควบคุมขนาดเล็กเคลื่อนที่ได้แบบ RPCS (Remote Payload Control Station) สำหรับใช้งานในภาคสนาม (เช่น สำหรับชุดผู้ควบคุมอากาศยานหน้า) เพื่อรับข้อมูลจากอากาศยานผ่าน data-link และใช้ควบคุมอุปกรณ์ภารกิจได้ในเวลาจริงเช่นกัน สถานีภาคพื้น HCS สามารถเชื่อมต่อหรือบูรณาการเข้ากับระบบควบคุมและสั่งการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย (เช่น ระบบ RTADS ของกองทัำพอากาศ ซึ่งในอนาคตคงจะได้ปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบ RTACCS ที่ใช้ควบคุมสั่งการปฏิบัติการรบทางอากาศทั้งหมด นอกเหนือจากการป้องกันทางอากาศเป็นหลักเช่นแต่เดิม) เพื่อส่งข้อมูลให้กับผู้บังคับบัญชาระดับสูงใช้ในการตัดสินใจดำเนินกลยุทธในสนามรบได้ในเวลาจริง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญของการปฏิบัติการรบที่มีเครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (network centric warfare) Aerostar เข้าประจำการครั้งแรกปี 2543 ในกองทัพอิสราเอล มีชั่วโมงบินปฏิบัติการรวมมากกว่า 10,000 ชั่วโมงบิน ภายในระยะเวลาเพียง 18 เดือน โดยมีปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ น้อยมาก นอกจากนี้ยังมีลูกค้าต่างประเทศอีกกว่า 15 ราย เป็นจำนวนรวม 131 เครื่อง ทั้งสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ตุรกี จอร์เจีย ไนจีเรีย แองโกล่า โดยผ่านการใช้งานจริงในปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของกองกำลังนาโต้ (ISAF) ในประเทศอัฟกานิสถาน ปัจจุบัน Aeronautics อยู่ระหว่างการพัฒนารุ่น Aerostar-C ที่มีขนาดกว้างกว่าเดิม 2.5 เมตร ใช้เครื่องยนต์ลูกสูบ 4 จังหวะ กำลัง 65 แรงม้า มีระยะเวลาปฏิบัติการนานขึ้นเป็น 24 ชั่วโมง และบรรทุกอุปกรณ์ภารกิจได้ถึง 80 กิโลกรัม และน่าจะอยู่ในความสนใจที่กองทัพอากาศไทยจะจัดหามาใช้งานเพิ่มเติมในอนาคตตามที่ข่าวระบุ อย่างไรก็ดี Aerostar-C ยังคงมีคุณลักษณะต่ำกว่าที่กองทัพอากาศเคยกำหนดเอาไว้ในแผนจัดซื้ออากาศยานไร้นักบินเมื่อปี 2549 คือ มีระยะเวลาปฏิบัติการนาน 30 ชั่วโมง และน้ำหนักบรรทุก 135 กิโลกรัม ซึ่งจะจัดเป็นอากาศยานไร้นักบินประเภท MALE (Medium-Altitude Long-Endurance) มากกว่า TUAV ในระหว่างงาน Defense & Security 2009 ที่ประเทศไทย ทีมงาน TAF ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่จากบริษัท Aeronautics ซึ่งกล่าวว่าทางบริษัทได้เสนอแบบแผน UAV แบบ Aerostar ให้กับกองทัพอากาศไทย พร้อมกับเงื่อนไขในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกองทัพอากาศไทยอีกด้วย แต่ทั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าในสัญญาการจัดหาจริงนั้นกองทัพอากาศไทยได้ร้องขอการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วยหรือไม่ DATE:05/01/11 Royal Thai Air Force orders Aerostar UAVsBy Arie Egozi ข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ผู้ผลิต |
| Last Updated on Friday, 14 January 2011 10:24 |

Comments
ติดอาวุธไม่ได้ค รับ
- ติดตั้งอาวุธไม่ ได้ ใช้ในภารกิจ เฝ้าตรวจพื้นที่ และลาดตระเวน
ถ้ามีคนถามว่า ไทยเรามีฝูงบิน uav หรือไม่ ตอบไปได้เลยว่าม ี 2 ฝูง ของ ทบ.และทอ. ที่กำลังจะบรรจุ บ.ชนิดใหม่ลง
http://www.aeronautics-sys.com/most_mobile_satellite_communication
"แต่กองทัพอากาศไ ด้จัดตั้งฝูงบิน ไร้นักบิน (ยูเอวี) คือฝูงบิน 404 อยู่ที่กองบิน 4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ แล้ว และมีแผนที่จะบร รจุอากาศยานเข้า ฝูงบิน ในลักษณะทั้งการ จัดสร้างเอง โดยการศึกษาวิจั ยร่วมกับสถาบันเ ทคโนโลยีป้องกัน ประเทศ ซึ่งเป็นองค์การ มหาชนในสังกัดกร ะทรวงกลาโหม สถาบันดังกล่าวไ ด้ให้กองทัพอากา ศจัดส่งผู้เชี่ย วชาญไปร่วมทำเคร ื่องบินต้น แบบ และเริ่มเป็นรูป เป็นร่างในระดับ หนึ่งแล้ว และได้ทำการทดลอ ง จนเป็นที่น่าพอใ จ และเตรียมที่จะน ำเข้าสู่สายการผ ลิตเพื่อเข้าบรร จุในฝูงบิน ส่วนอีกแบบหนึ่ง คือลักษณะการแลก เปลี่ยนกับอากาศ ยานจากประเทศอื่ น ๆ แต่ไม่ใช่การจัด ซื้อ"
ถ้าใช่จะเป็นผลง านแรก ของ DTI ที่เราจะได้เห็น รึเปล่าเอ่ย
RSS feed for comments to this post.