


| TAF Special#25(5) - Thai Pilot Training In F7 Satenas | ความเป็นอยู่และการฝึกของนักบินไทยที่กองบิน F7 |
|
|
|
| Written by Administrator |
| Friday, 27 August 2010 23:48 |
|
หลังจากพิธีเปิดตัวระบบป้องกันภัยทางอากาศของไทยหรือพิธี Rolls Out Ceremony จบลง ณ เมือง Linkoping ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท Saab เราเดินทางไปยังเมือง Satenas เพื่อเข้าเยี่ยมชมความเป็นอยู่และการฝึกของนักบินและช่างอากาศยานของไทยซึ่งทำการฝึกอยู่ที่นี่เกือบ 50 ชีวิต สำหรับในบทความตอนนี้จะเป็นการฝึกของนักบินไทย ส่วนในบทความในตอนหน้าจะเป็นการปฏิบัติงานของช่างอากาศไทยครับ
อย่างที่เราทราบกันดีก็คือ นักบินไทยที่เข้ารับการฝึกนั้นประกอบไปด้วย นาวาอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย นาวาอากาศโท เจริญ วัฒนศรีมงคล นาวาอากาศโท พุทธพงศ์ ผลชีวิน นาวาอากาศโท ณัฏฐวุธ ดวงสูงเนิน ซึ่งเป็นอดีตนักบินขับไล่บนเครื่อง F-16 ของกองบิน 1 และ F-5 ของกองบิน 7 นักบินทั้ง 4 นายนี้เข้ารับการฝึกในหลักสูตรครูการบิน (Instructor Pilot) เพื่อกลับมาทำการบินกับ Gripen ที่กองบิน 7 และทำการฝึกศิษย์การบินของกองทัพอากาศที่จะต้องมาทำการบินกับ Gripen ในอนาคต โดยหลักสูตรครูการบินจะกินระยะเวลาราว 1 ปี โดยทั้งหมดเข้ารับการฝึกที่กองบิน F7 ที่เมือง Satenas ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงสต็อคโฮม
F7 Satenas เป็นกองบินที่ตั้งมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของฝูงบินขับไล่ Gripen 2 ฝูงบินและฝูงบินลำเลียง C-130H อีก 1 ฝูงบิน โดยแม้ว่าทางฝูงบินจะมีภารกิจในการเตรียมความพร้อมในภารกิจลำเลียง การปฏิบัติหน้าที่แจ้งเตือนล่วงหน้าทางอากาศ (Airborne Early Warning: AEW) ข่าวกรองทางสัญญาณ (Signal Intelligence: SIGINT) การบินขึ้นสกัดกั้นอากาศยานที่อาจเป็นภัยคุกคาม (Quick Reaction Aleart: QRA) รวมถึงการควบคุมและสั่งการให้มีการการบินขึ้นสกัดกั้นอากาศยานที่อาจเป็นภัยคุกคาม
กองบินแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Gripen Center ซึ่งนักบินขับไล่ Gripen ทุกคนของกองทัพอากาศสวีเดนจะเริ่มทำการฝึกบินที่นี่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองบิน F7 ยังรับหน้าที่ฝึกนักบินให้กับลูกค้าต่างชาติที่จัดหา Gripen เข้าประจำการอีกด้วย นอกจากนั้นทางกองบินยังมีหน่วยแยก (Detachment) ไปยังที่ต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อให้การสนับสนุนประเทศลูกค้าของ Gripen คือหน่วยแยกที่สาธารณรัฐเช็คซึ่งเริ่มในปี 2548 หน่วยแยกในฮังการีซึ่งเริ่มในปี 2549 และหน่วยแยกในประเทศไทยซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปลายปีนี้ นอกจากนี้ F7 ยังทำหน้าที่ฝึกช่างอากาศและเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องบินขับไล่ของสวีเดนและต่างชาติ รวมถึงการวางแผนการส่งกำลังบำรุงให้กับ Gripen เครื่องบินฝึก SK60 เฮลิคอปเตอร์ UAV เครื่องบินลำเลียง และเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้า รวมถึงยังทำหน้าที่ดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องบินขับไล่ J35J Darken และ J32B Lansen ที่ยังทำการบินได้อีกด้วย
การฝึกของนักบินไทยนั้น ในขั้นแรกทั้ง 4 คนที่จะเริ่มต้นด้วยการฝึกเปลี่ยนแบบ (Conversion Training) หรือการฝึกนักบินที่เคยทำการบินกับเครื่องบินแบบอื่น ๆ (ในกรณีนี้คือ F-16 และ F-5) ให้สามารถทำการบินกับ Gripen ได้ ซึ่งในส่วนนี้จะใช้เวลาราว 2 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 จนถึง 10 พฤษภาคม 2553 ซึ่งในช่วงนี้นักบินไทยจะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนภาคพื้นเพื่อทำความรู้จักกับคุณลักษณะของ Gripen ทั้งหมด หลังจากนั้นจะเป็นการทำการบินกับเครื่องฝึกจำลองการบิน (Simulator) จำนวน 20 ชั่วโมง และทำการบินร่วมกับครูฝึกบน Gripen B อีก 4 เที่ยวบิน ก่อนที่จะทำการปล่อยเดี่ยวบน Gripen A ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากจนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2553 นักบินทั้ง 4 คนจะถูกฝึกในการปฏิบัติการทางยุทธวิธีเบื้องต้นของ Gripen ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการกับเซ็นเซอร์ของเครื่อง การทำการรบระยะประชิด (Basic Flight Maneuver: BFM) การทำการรบในระยะสายตา (Within Visual Range: WVR) การทำการรบในระยะเกินสายตา (Beyond Visual Range: BVR) และการฝึกการบินขึ้นสกัดกั้นอากาศยานที่อาจเป็นภัยคุกคาม (Quick Reaction Aleart: QRA)
แต่การฝึกจะหยุดลงเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน เนื่องจากในราวช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฏาคมนั้น จะเป็นเวลาที่บริษัทห้างร้าน รวมถึงส่วนราชการของสวีเดนทำการหยุดพักร้อนทั่วประเทศเป็นระยะเวลาสูงสุด 5 สัปดาห์ ซึ่งนั่นรวมถึงการฝึกบินของกองทัพด้วย หลังจากการพักร้อน การฝึกเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19 กรกฏาคม 2553 และจะทำการฝึกต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคมนี้ โดยในช่วงนี้จะเป็นการฝึกในขั้นที่สูงขึ้น ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแบบจากการฝึกบินใน Gripen A/B ไปเป็นการฝึกใน Gripen C/D การฝึกการบินด้านการข่าว การลาดตระเวนและตรวจการณ์ (Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance: ISR) การบินการบินขัดขวางทางอากาศ (Air Interdiction) ไปจนถึงการบินปฏิบัติการด้วย Datalink การฝึกกับเครื่องฝึกจำลองการบิน FLSC และคอร์สเทคนิคการเป็นครูการบิน ก่อนที่ทั้งหมดจะกลับสู่ประเทศไทย
ชีวิตความเป็นอยู่ของนักบินไทยรวมถึงเจ้าหน้าที่ของไทยที่นี่ค่อนข้างดี โดยเฉพาะการดูแลจากกองทัพอากาศสวีเดนซึ่งดูแลให้ตามมาตราฐานการดำรงชีวิตที่สูงของชาวสวีเดน แต่ค่าใช้จ่ายที่ประเทศสวีเดนโดยเฉพาะค่าอาหารนั้นค่อนข้างแพงมาก คือแพงกว่าที่ประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 5 เท่า ดังนั้นทุกคนจึงต้องใช้เบี้ยเลี้ยงจากกองทัพอากาศไทยที่มีไม่มากนักตามกำลังงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหน้าที่ของไทยที่นี่จึงทำอาหารกินเองเป็นบางครั้ง
ห้องแต่งตัวของนักบินสวีเดนนั้นจะต่างจากห้องแต่งตัวของนักบินไทยที่เราคุ้นเคยกัน นั่นก็คือติดกับห้องแต่งตัวจะมีห้องอาบน้ำสำหรับอาบน้ำหลังจากกลับจากการบิน และมีอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างที่กองทัพอากาศไทยไม่มีใช้งาน ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตจะพบได้ที่กองบิน 7
ที่นี่ นักบินต้องสวมชุดบินและหมวกให้เรียบร้อยเหมือนการบินจริง พร้อมกับไปทำการทดสอบว่าชุดต้านแรงจี (G-Suite) นั้นสามารถทำงานได้ดีโดยไม่มีรอยรั่วหรือไม่กับเครื่องนี้ ซึ่งจะอัดอากาศเข้าไปจนชุดพองเหมือนเมื่อตอนรับแรงจีจริง และในขณะเดียวกันนักบินก็ต้องกลั้นหายใจเหมือนเมื่อตอนเข้าสู่สภาวะแรงจีสูง ๆ จนเครื่องตรวจสอบว่าชุดนั้นใช้งานได้จึงเป็นอันเสร็จสิ้น
ภาพนี้ สังเกตุที่มือซ้ายของนักบินจะพบว่า นักบินถือ Harddisk มาด้วย 1 ลูก Harddisk ตัวนี้จะถูกเสียบกับเครื่องบินเพื่อบันทึกข้อมูลด้านการบินทั้งหมดเพื่อกลับมาดูทีหลัง
หลังจากเตรียมตัวเสร็จแล้ว นักบินก็ต้อง "ขี่จักรยาน" ไปที่เครื่องบิน การเดินทางแทบทั้งหมดในพื้นที่การบินของ F7 นั้นจะใช้จักรยานคันสีแดงคันนี้เป็นหลัก แน่นอนว่าตั้งแต่นายทหารยศต่ำสุดไปจนถึงผู้บัญชาการทหารอากาศ ล้วนต้องขี่จักรยานไปมาเองทั้งสิ้น
หลักการของการฝึกบินของสวีเดนนั้นต่างจากบ้านเราค่อนข้างมาก ที่สวีเดนนั้น เมื่อใครสามารถผ่านเข้ามาเป็นศิษย์การบินได้ นั่นหมายความว่า กองทัพอากาศสวีเดนถือว่ากองทัพอากาศสวีเดนได้ทำการคัดเลือกมาอย่างหนักและเข้มข้นมากแล้ว จึงไม่มีนโยบายให้ใครถูกเลิกทำการบินกลางคันเนื่องจากสอบไม่ผ่าน หรือที่เรียกว่า Wash Out ดังนั้นทุกคนที่ผ่านเข้ามาได้ต้องได้บินและต้องบินได้ นอกจากนั้นการฝึกบินยังไม่มีเที่ยวบินตรวจสอบที่เรารู้จักกันในนาม Check Flight ที่แน่ชัด ต่างจากแนวทางของประเทศไทยที่ถ้าไม่ผ่านเที่ยวบินตรวจสอบก็จะต้องถูกออกจากการเป็นศิษย์การบิน
และที่สำคัญ โรงเรียนการบินที่นี่จะไม่มีการลงโทษเป็นอันขาด ทุกคนจะมีโอกาสได้เข้าร่วมการสนทนาแบบกลุ่มซึ่งทุกคนสามารถพูดถึงสิ่งที่ตนทำทั้งสิ่งที่ทำถูกต้องและทำผิดพลาดโดยไม่มีการลงโทษ เพื่อสร้างช่องทางเปิดในการสื่อสารระหว่างกัน (Open Communication) แต่จะชื่นชมเมื่อศิษย์การบินทำถูกต้อง ซึ่งกองทัพอากาศสวีเดนถือว่าเป็นการสร้างแรงกดดันในเชิงบวก (Positive Pressure) ในที่นี้ ครูการบินจะต้องทำหน้าที่สังเกตุลูกศิษย์ของตนว่ามีพัฒนาการอย่างไร ต้องปรับการสอนอย่างไรให้เข้ากับศิษย์การบิน (Progressive Supervision) และถ้าศิษย์การบินยังไม่ผ่านบทเรียนนั้น ครูการบินก็จะสอนและให้ทำการบินจนผ่านไปให้ได้ ซึ่งถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ทางโรงเรียนก็อาจพิจารณาเปลี่ยนครูคนอื่นมาสอนแทนเพื่อให้สไตล์การสอนเข้ากันได้กับศิษย์การบิน รวมถึงครูการบินจะส่งเสริมให้ศิษย์การบินวิเคราะห์ในสิ่งที่ตนเองทำลงไปทั้งถูกและผิดด้วยตัวเอง (Self Analysis) มากกว่าการแนะนำให้ทำตามในสิ่งที่ตนเองต้องการ
ซึ่งทั้งหมดนี้ กองทัพอากาศสวีเดนบอกว่าเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมทางการเรียนรู้ในเชิงบวก (Positive Learning Environment) นั่นเอง
ปกติแล้วการทำการบินจะใช้เวลาราว 45 - 50 นาทีจึงกลับลงมาเพื่อ Debrief และทบทวนสิ่งที่ทำไป ถ้านักบินมีโปรแกรมต้องทำการบินในช่วงบ่ายก็จะต้องไปทานอาหารกลางวันก่อนที่จะกลับมาเตรียมตัวบินอีกครั้ง
VDO ภาพขณะที่นักบินไทยเตรียมนำเครื่องขึ้นบิน ในตอนต่อไป จะเป็นเรื่องราวการฝึกของช่างอากาศ รอติดตามครับ |
| Last Updated on Friday, 03 September 2010 22:38 |

Comments
ท่าจะต้องทำหลาย จ๊อบ 555
ขอบคุณครับเสี่ย
ต้องลองถามคนให้ ข่าวอีกครั้งนึง ครับ
อันนี้เป็นสิ่งท ี่ผมก็สงสัยและพ ยายามหาข้อมูลมา ตลอดครับ ทอ.ไม่พูดถึงนักบิน และเจ้าห้นาที่ท ี่ทำงานกับ Saab 340 เลยโดยสิ้นเชิง คาดว่าถ้าไม่ได้ เพราะลืมพูดก็คง เพราะไม่อยากจะพ ูดล่ะครับ
น่าจะที่เมือง ลินเชอร์ปิงนะคร ับ เพราะทีมช่างที่ ไปฝึกกับ 340 ก็อยู่ที่นั่นคร ับ
ปล.คลิปวีดีโอ น่าดูมากเลยครับ ผม
หมวกธรรมดาครับ
เพื่อเตรียมขึ้น บินฝึก เป็นหลานของผมเอ ง
เป็นภาพที่ประทั บใจอา มาก
ขออนุญาตท่านเจ้ าของบทความและภา พ ไว้ตรงนี้ได้ไหม ครับ
ขอก๊อปปี้ภาพไปเ ก็บไว้ในอัลบั้ม ของครอบครัว ...
ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากๆ
ตอนส่งมอบจากสวี เดนไปไทยนี่ไปทา งเรือหรือบินไปเ องคะ? จะได้เตรียมตัวถ ูกสภาพการเดินทา งน่ะค่ะ
ไปตลาด ไปโรงเรียน ไปทำงาน
ผู้หญิงขี่จักรย านไปโรงเรียนระย ะทาง 9 กิโลเมตร ไป-กลับวันหนึ่งก็ 18 กิโลเมตรค่ะ อยู่เมืองไทยขับ รถยนต์ค่ะ มาที่นี่ขี่จักร ยานหรือเดิน
จากที่ไม่เคยต้อ งทำ ต้องมาทำ
ขำค่ะ
ดิฉันกลับเมืองไ ทยสิ่งที่อยากได ้คือจักรยานซะงั ้น
( ป.ล. ดิฉันไม่ใช่ไฮโซ นะคะ วันนี้เดินซะ 2-3 กิโลเมตรเลย )
RSS feed for comments to this post.