|

หลังจากใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือจุกเสม็ดเป็นเวลากว่า 72 ชั่วโมง หมู่เรือฝึกของกองทัพเรือไทยซึ่งประกอบด้วย ร.ล จักรีนฤเบศรและร.ล ตากสินก็ได้เดินทางมาถึง ฐานทัพเรือชางงี ประเทศสิงค์โปร์ เพื่อร่วมฝึกกับกองทัพเรือสิงค์โปร์ ภายใต้รหัสการฝึก”SINGSIAM 2010”
การฝึกผสม SINGSIAM 2010 เป็นการฝึกร่วมระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสิงคโปร์โดยมีการฝึกร่วมกันเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2527 โดยในปีแรกๆจะจัดการฝึกทุกปีโดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ จนกระทั่งปี พ.ศ 2537 จึงเปลี่ยนเป็นฝึกปีเว้นปี ซึ่งในครั้งนี้เป็นการฝึกครั้งที่ 16 ประจำปี 2553 โดยในปีนี้ กองทัพเรือสิงคโปร์ เป็นเจ้าภาพในการฝึก และทำการฝึกในน่านน้ำสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์

โดยในการฝึกในครั้งนี้มีเรือจากกองทัพเรือสิงค์โปร์3 ลำคือ RSS STEADFAST, RSS VALOUR, RSS RESILIENCEและเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 3 ลำจากกองทัพอากาศสิงคโปร์ โดยทั้งหมดจะทำการฝึกร่วมกับร.ล จักรีนฤเบศรและร.ล ตากสินและเฮลิคอปเตอร์ S-70B จำนวน 3 ลำและในการฝึกปีนี้นับเป็นปีแรกที่กองทัพเรือไทยได้ส่งร.ล จักรีนฤเบศรเข้าร่วมการฝึกและเป็นครั้งแรกที่กองทัพเรือสิงค์โปร์ได้ส่งเรือ RSS STEADFAST ซึ่งเป็นเรือฟริเกตชั้น Formidable รุ่นใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือสิงคโปร์ซึ่งพึ่งเข้าประจำการเมื่อปี 2008 เข้าร่วมการฝึกด้วยเช่นกัน การฝึกในปีนี้จึงเป็นการฝึกที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของกองทัพเรือทั้งสองชาติซึ่งร่วมฝึกภายใต้รหัส SINGSIAM 2010 และถือเป็นการออกร่วมฝึกยังต่างประเทศเป็นครั้งแรกของร.ล.จักรีนฤเบศรอีกด้วย
และในการฝึกครั้งนี้ทีมงาน TAF ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปพร้อมกับกองทัพเรือเพื่อติดตามการฝึกโดยเดินทางไปพร้อมกับหมู่เรือฝึกเป็นเวลา 14 วัน
หมู่เรือของไทยเข้าจอด ณ ฐานทัพเรือชางอี ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 19 กันายน 2553 และพิธีเปิดการฝึกกระทำ ณ ฐานทัพเรือชางอี ประเทศสิงคโปร์ โดยฝ่ายไทยมี นาวาเอก โฆสิต เจียมศุภกิตต์ เสนาธิการ กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ รองผู้บังคับหมู่เรือฝึก ฯ และฝ่ายสิงคโปร์มี นาวาเอก เงียม ฮอก คุน(COL.Giam Hak Koon) ผู้บังคับการ กองเรือที่ 185 กองทัพเรือสิงคโปร์ ผู้บังคับหมู่เรือฝึก ฯ ร่วมในพิธีเปิด


การฝึก SINGSIAM 2010 จะแบ่งออกเป็น2 ส่วนคือ
1.ฝึกในที่ตั้งในวันที่ 21- 22 กันยายน 2553 โดยทำการฝึกจำลองการปราบเรือดำน้ำ ณ ศูนย์ฝึกทางยุทธวิธี (TTC) ณ ฐานทัพเรือ ชางงี ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมการฝึกของการฝึกร่วม “SINGSIAM 2010”
การฝึกในภาคที่ตั้งนั้นเป็นการฝึกที่เน้นการฝึกกับเครื่องฝึกจำลองยุทธหรือ Simulator ซึ่งจะสามารถจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหรือต้องเผชิญให้กับผู้เข้ารับการฝึกได้ฝึกตอบโต้สถานการณ์ครับ โดยปกติแล้วการฝึกภาคที่ตั้งจะเริ่มก่อนการฝึกภาคสนามหรือภาคทะเล เพราะนอกจากการฝึกภาคที่ตั้งจะเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้กับการปฏิบัติการแล้ว ยังเป็นการทดสอบยุทธวิธีที่ได้ออกแบบมาในสถานการณ์จำลองอีกด้วย

โดยในวันที่ 21 กันยายน 2553 ในช่วงเช้าเป็นการจำลองการฝึกปราบเรือดำน้ำในเครื่องฝึกจำลองยุทธ์ของกองทัพเรือสิงคโปร์ ซึ่งจะฝึกในเรื่องของการตรวจจับ, แยกแยะเป้าหมาย, ติดตามเป้าและการประสานขอกำลังเพื่อทำลายเป้าหมาย ซึ่งยุทธวิธีในการปราบเรือดำน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ทร.ไทยต้องการเรียนรู้ ในระหว่างที่ทร.ไทยยังไม่ได้รับเรือดำน้ำเข้าประจำการ

ส่วนในตอนบ่ายจะทำการฝึกป้องกันความเสียหายและฝึกตรวจค้นในท่าโดยการฝึกตรวจค้นในท่าจะเป็นการฝึกเข้าตรวจค้นเรือต้องสงสัยโดยการส่งชุดปฏิบัติการขึ้นไปตรวจค้นเรือต้องสงสัย ซึ่งเทคนิคเหล่านี้มีความจำเป็นสำหรับการปฏิบัติภารกิจปราบปรามการกระทำผิดกฏหมายทางทะเลและปราบปรามโจรสลัด ซึ่ง ณ ขณะนี้กองทัพเรือไทยก็กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ ณ น่านน้ำโซมาเลียและช่องแคบมะละกา ซึ่งทั้งสองที่นั้นกองทัพเรือไทยก็จะมีโอกาสที่จะทำงานร่วมกับกองทัพเรือสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน
ในวันที่ 22 กันยายน 2553 เป็นการฝึกในส่วนของภัยคุกคามผิวน้ำและอากาศยานซึ่งใช้เครื่องฝึกแบบเดียวกัน โดยกำลังพลที่ร่วมฝึกจัดจากแผนกยุทธการของเรือที่เข้าร่วมการฝึกทุกลำทั้งทร.ไทยและสิงคโปร์รวมทั้งนักบิน S-70B ทุกคนด้วย

โดยการฝึกทั้ง2วันจะจัดเจ้าหน้าที่จากเรือที่เข้าร่วมการฝึกทุกลำและฝูงบิน Sea Hawk ให้อยู่กันคนละห้องและจำลองสถาณกาณ์ต่างๆเพื่อฝึกรวมกันโดยจะเน้นที่การสื่อสารระหว่างกันของเจ้าหน้าที่ยุทธการที่ถูกต้องและแม่นยำรวมทั้งเน้นกระบวนการในการค้นหาเป้าหมาย, แยกแยะเป้าหมาย, ติดตามเป้าหมาย, การร้องขอสนับสนุนอากาศยาน, กระบวนการในการส่งข่าวและสื่อสารระหว่างเรือกับเรือและระหว่างเรือกับอากาศยานด้วย
เครื่องฝึกจำลองยุทธ์ที่ใช้ในการฝึกในครั้งนี้มีลักษณะคล้ายกับเครื่องฝึกของกองทัพเรือไทยมากครับและในการฝึกจะมีนายทหารของสิงค์โปร์คอยควบคุมและดูแลตลอดเวลา ทำให้การเรียนรู้การใช้งานของกำลังพลที่เข้ารับการฝึกทุกคนสามารถใช้เครื่องฝึกได้เป็นอย่างดีแม้จะติดเรื่องภาษาอยู่บ้างแต่ก็ไม่เป็นปัญหาในการฝึกแต่อย่างใด 2.การฝึกภาคทะเล เริ่มในวันที่ 23-26 กันยายน 2553 โดยจะทำการฝึกในบริเวณทะเลจีนใต้
ซึ่งในวันที่ 23 กันยายน 2553 จะเป็นการเตรียมการออกเรือและทำการออกเรือในเวลา 13.00 น.โดย ร.ล จักรีนฤเบศรจะออกจากท่าเรือก่อนและตามด้วยร.ล ตากสินหลังจากนั้นจะเป็นเรือของกองทัพเรือสิงค์โปร์ทั้ง 3 ลำ
ในช่วงการฝึกวันที่ 24-25 กันยายน 2553 ผม NEMESIS ได้เดินไปกับ ร.ล ตากสินครับเพื่อติดตามชมการฝึกป้องกันภัยทางอากาศและการฝึกยิงเป้าพื้นน้ำ (KILLER TOMATO) ซึ่งในส่วนนี้เป็นการฝึกของร.ล ตากสินและเรือของสิงค์โปร์ ยกเว้นร.ลจักรีนฤเบศรจะทำการแยกขบวนออกไปพ้นระยะยิงของอาวุธปืนประจำเรือเพื่อความปลอดภัย

ช่วงเช้าของวันที่ 24 กันยายน 2553 ร.ล ตากสิน, RSS STEADFAST, RSS VALOUR และ RSS RESILIENCE ก็เริ่มเข้าพื้นที่การฝึกยิงปืนใหญ่หัวเรือโดยเรือ RSS STEADFAST จะการยิงเป็นลำแรกด้วยปืนใหญ่ประจำเรือขนาด 76/62 OTO Melara Super Rapidโดยยิงจากระยะห่าง 4ไมล์จากเป้า ตามด้วย ร.ล ตากสินจะใช้ปืนใหญ่ประจำเรือขนาด 5/54 นิ้ว (127 มม.) ยิงจากระยะ 5 ไมล์จากเป้า, RSS RESILIENCE และ RSS VALOUR จะเป็นปืนใหญ่ประจำเรือ 76/62 ยิงจากระยะ 4 ไมล์ โดยทุกลำจะทำการยิงกระสุนจำนวน 15 นัด
หลังจากที่เรือ RSS STEADFAST ได้ทำการยิงจนครบ 15 นัดแล้ว ร.ล ตากสินก็เข้าจุดยิงเป็นลำต่อไปโดยทำการยิง 5 ชุด ๆ ละ 3 นัด หลังจากยิงแต่ละชุดแล้วก็ทำการตรวจสอบผลการยิงเพื่อปรับปืนให้เกิดความแม่นยำซึ่งการยิงทุกครั้งจะถูกควบคุมโดยเรดาร์ควบคุมการยิงแบบ STIR-180 ที่เป็นเรดาร์ควบคุมการยิงประจำเรือหลวงตากสินครับ

ผลจากการยิงทั้งหมด 15 นัดสามารถยิงเข้าเป้าได้ในจำนวนที่น่าพอใจครับเพราะเป้าที่ใช้ในการยิงครั้งนี่เป็นบอลลูนสีส้มขนาดเล็กทีเดียวครับถ้าเทียบกับเรือรบจริง ๆ ซึ่งแม้เรือรบสมัยใหม่จะมีจรวดต่อต้านเรือรบที่สามารถยิงได้ในระยะไกล แต่ปืนเรือ และปืนรองต่าง ๆ ของเรือก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ เพราะนอกจากจะใช้ปืนเรือเป็นอาวุธในการยิงทำลายเป้าหมายที่มีภัยคุกคามต่ำหรือเป้าหมายที่อยู่ในระยะใกล้แล้ว ยังมีประโยชน์ในการเป็นอาวุธต่อสู้อากาศยานและแม้แต่อาวุธป้องกันตัวระยะประชิด (CIWS) อีกด้วย
ส่วนในช่วงบ่ายจะทำการฝึกป้องกันภัยทางอากาศโดยสมมุติให้เครื่อง F-16 ของสิงค์โปร์ จำนวน 4ลำ เป็นเครื่องบินไม่ทราบฝ่ายเข้ามาทำการลาดตระเวณพิสูจน์ทราบ เรือทุกลำจะต้องทำการจัดกระบวนเรือเพื่อป้องกัน ร.ล จักรีนฤเบศร ซึ่งถือเป็นเรือที่มีคุณค่าทางยุทธการสูง (HIGH VALUE ASSET)

และหลังจากนั้นจะเป็นการฝึกโดย F-16 ของ ทอ.สิงค์โปร์ จะทำการบินวนเข้าโจมตีหมู่เรือโดยใช้ความเร็วสูงเพื่อสมมุติตัวเองว่าเป็นการโจมตีโดยจรวดต่อต้านเรือรบ (จรวดต่อต้านเรือรบส่วนมากจะเดินทางเรี่ยพื้นน้ำที่ความเร็วต่ำกว่าเสียง) และหมู่เรือมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการในการป้องกันตนเองและร.ล.จักรีนฤเบศรจากอาวุธปล่อย ยุทธวิธีในการคุ้มกัน ร.ล จักรีนฤเบศร

หลังจากนั้นจะเป็นการฝึกการลงจอดของเฮลิคอปเตอร์ระหว่างเรือ RSS STEADFAST และ ร.ลจักรีนฤเบศร ครับ โดยเฮลิคอปเตอร์แบบ S-70B ของทร.ไทยจะทำการฝึกขึ้นลงที่บริเวณท้ายเรือ RSS STEADFAST โดยทำการบินขึ้นจากเรือหลวงจักรีนฤเบศรและบินตามทิศทางที่เจ้าหน้าที่ควบคุมอากาศยานของเรือ RSS STEADFAST บอกจนสามารถลงจอดบนเรือ RSS STEADFAST ได้สำเร็จ นักบิน Sea Hawk ของไทยนั้นแม้ว่าจะเคยฝึกทำการบินขึ้นลง ณ เรือของมิตรประเทศมาหลายครั้งแล้ว แต่การขึ้นลงในเรือเหล่านั้นก็มักจะยากกว่าปกติ เนื่องจากพื้นที่ที่ใช้บินขึ้นลงนั้นมีน้อยและแคบกว่าดาดฟ้าของเรือหลวงจักรีนฤเบศรมาก ทั้งนี้ ทอ.สิงคโปร์ได้จัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบ S-70B จำนวน 6 ลำ มาเพื่อปฏิบัติการร่วมและประจำบนเรือฟริเกตชั้น FORMIDABLE ทั้ง 6 ลำด้วยเช่นกัน และการฝึกในวันนี้ก็จบลง

รุ่งเช้าของวันที่ 25 กันยายน 2553 การฝึกเริ่มขึ่นอีกครั้งด้วยการฝึกรับส่งกำลังพลระหว่างเรือโดยใช้เรือเล็ก โดยจะเป็นการแลกเปลี่ยนกำลังพลระหว่างเรือไทยและสิงค์โปร์ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ของกำลังพลทั้ง 2 ฝ่ายโดยกำลังพลที่แลกเปลี่ยนกันจะสังเกตุการณ์การฝึกอยู่บนเรือของอีกฝ่ายเป็นเวลา 1 วันนั่นเอง

หลังจากนั้นก็ทำการฝึกนำเรือเข้าแล่นขนานกันระหว่างเรือ RSS STEADFAST และร.ล จักรีนฤเบศร ซึ่งเป็นการฝึกนำเรือเข้าแล่นขนานกันในระยะใกล้เพื่อทำการรับ-ส่งของระหว่างเรือทั้ง 2 ลำ การรับส่งสิ่งของของเรือรบจะกระทำด้วยการขึงลวดระหว่างเรือทั้งสองลำ โดยเรือลำนึงจะใช้ปืนยิงลวดซึ่งถูกถ่วงน้ำหนักไปตก ณ เรืออีกลำหนึ่งเพื่อให้กำลังพลของเรืออีกลำหนึ่งขึงลวดระหว่างกัน จากนั้นการรับส่งของก็จะใช้รอกในการหิ้วสิ่งของระหว่างเรือทั้งสองลำครับ
การรับส่งสิ่งของ ปัจจัยสนับสนุน หรือรับส่งคนระหว่างเรือสองลำนั้นมีความยากอยู่ตรงที่เรือทั้งสองลำต้องรักษาทิศทางและความเร็วให้ใกล้เคียงกันที่สุด นอกจากนั้นการที่เรือขนาดใหญ่ทั้งสองลำแล่นเข้าใกล้กัน แรงดึงดูดรวมถึงกระแสลำที่ผันผวนล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงทั้งสิ้น

และในวันที่26 กันยายน 2553 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการฝึกภาคทะเล จะเป็นการฝึกตรวจค้นเรือต้องสงสัยระหว่างเรือหลวงตากสินและเรือ RSS STEADFAST โดยการใช้เรือเร็วบรรทุกชุดตรวจค้นจากเรือหลวงตากสินเข้าประชิดเรือ RSS STEADFAST ที่สมมุติว่าเป็นเรือต้องสงสัย และทำการฝึกตรวจค้น
หลังจากนั้นในช่วง 22.00 น.จนถึงเวลา 02.00 น.จะเป็นการแบ่งฝ่ายประลองยุทธ์ โดยฝ่ายแดงจะมีเรือหลวงตากสิน, RSS VALOUR และ RSS RESILIENCE ส่วนฝ่ายน้ำเงินจะมี RSS STEADFAST และร.ล จักรีนฤเบศร และทำการฝึกในบริเวณอ่าวไทย โดยในเวลา 20.00น.ร.ล จักรีนฤเบศรได้ทำการส่ง S-70B ขึ้นทำการตรวจหาเรือผิวน้ำ โดยการใช้เฮลิคอปเตอร์ในการค้นหาเป้าหมายนั้นเป็นหนึ่งในวิธีการที่จะช่วยเสริมจุดบอดตามธรรมชาติของเรดาร์ตรวจการผิวน้ำที่จะมีระยะตรวจการณ์ที่และตรวจพบเรือหลวงตากสินทำให้ถูกฝ่ายน้ำเงินทำการโจมตีจนต้องถอนตัวออกไปและเรือลำอื่นๆของฝ่ายแดงถอนตัวออกไปเช่นกัน

ซึ่งการฝึกประลองยุทธ์ถือเป็นการฝึกสุดท้ายของการฝึก”SINGSIAM 2010” นี้หลังจากนั้นเรือทุกลำจะทยอยเข้าจอดที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ในตอนเช้าของวันที่27กันยายน 2553

จะเห็นได้ว่าการฝึก”SINGSIAM 2010”นี้กองทัพเรือได้ทำการฝึกครอบคลุมในทุกๆด้านของการปฏิบัติการทางเรือเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลให้อยู่ในระดับสูงและพร้อมปฏิบัติงานในอนาคตอีกด้วย นอกจากนั้นการเดินทางไปฝึกยังต่างประเทศของกำลังพลยังเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ในการเดินเรือในร่องน้ำที่ไม่คุ้นเคย รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การฝึกในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือทั้งสองที่จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต.

ขอขอบคุณ - นาวาเอกโฆสิต เจียมศุภกิตต์ ผบ.มฝ.SINGSIAM 2010 - นาวาเอกสุวิน แจ้งยอดสุข ผบ.ร.ล.จักรีนฤเบศร - นาวาเอกสมาน ขันธพงษ์ ผบ.ร.ล.ตากสิน - นาวาเอกเอตม์ ยุวนางกูร รอง ผบ.มฝ.SINGSIAM 2010 - นาวาโทพัฒน์สมิท นิ่มเรือง แผนกการบินร.ล จักรีรฤเบศร - เรือเอกบัญชา ด้วงโต๊ด นายทหารประชาสัมพันธ์ หมู่เรือฝึก. SINGSIAM 2010 - เรือเอกพัชรพล ปานรักษ์ นายทหารประชาสัมพันธ์ หมู่เรือฝึก SINGSIAM 2010 และ - ขอขอบคุณกำลังพลของเรือหลวงจักรีนฤเบศรและเรือหลวงตากสินทุกๆท่านที่อำนวยความสะดวกทุกๆอย่างให้ทางทีมงาน - ขอขอบคุณพี่ๆจากฝูงsea hawkทุกท่านครับที่ให้ทีมงานซักถามและพูดคุยรวมทั้งให้ติดขึ้นไปด้วยตอนปฏิบัติงานเกือบทุกภารกิจ - ขอขอบคุณพี่ๆห้องครัวที่ทำอาหารอร่อยๆเลี้ยงพวกเราทุกคนตลอดระยะเวลา 14 วันซึ่งเรากินกันตรงเวลาทุกวัน(ไม่งั้นอด)^_^ - และสุดท้ายขอขอบคุณเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของฐานทัพเรือชางงีครับที่ทำให้เราต้องเดินขาลากเข้ามาที่เรือเป็นระยะทางกว่า 1 กม.จากประตูทางเข้าตลอดเวลาที่เราอยู่

|
Comments
เสียดายจังงานนี ้ไม่ได้ไปด้วย T_T
ผมก็เสียดายครับ
แต่ครั้งนี้รู้ส ึกเขาจะเน้นการป ราบเรือดำน้ำเป็ นพิเศษครับ
555 2 คนนี่แค่ TAF สิ ที่เหลืออีก 700 กว่ายังไม่นับ
รถนะมีพี่แต่ส่ง แค่หน้าทางเข้าค รับ--"
เสียดายสิงค์โปร ์ยังไม่เอาเรือด ำน้ำตัวเป็นๆ มาฝึกด้วย ไทยน่ามีเรือดำน ้ำบ้างน้า
RSS feed for comments to this post.