TAF Special #53 - บินไปกับ Peacemaker ภายใต้ภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของกองทัพอากาศ

แม้เครื่องบินลำนี้จะมีอายุถึง 39 ปีแล้ว ไม่มีระบบ Avionic ที่ทันสมัย บินได้ช้า บรรทุกได้น้อย แต่ AU-23A Peacemaker ของกองทัพอากาศไทยฝูงนี้ กลับเป็นเครื่องบินที่อเนกประสงค์ที่สุดเท่าที่กองทัพอากาศไทยมีในปัจจุบัน ถ้าจะนับภารกิจของ Peacemaker ตั้งแต่บินลาดตระเวนถ่ายภาพ อำนวยการสถานการณ์  สนับสนุนทางอากาศ ลำเลียงเบา ธุรการ ทำฝนหลวง ปฏิบัติการจิตวิทยา กิจการพลเรือน ภารกิจมนุษย์ธรรม ฯลฯ ถือได้ว่าเครื่องบินลำนี้ทำงานได้คุ้มค่ากับเงินเพียงน้อยนิดที่จ่ายไปตลอดระยะเวลา 39 ปีที่ผ่านมา

และในเหตุการณ์น้ำท่วมในปีนี้ ฝูงบิน 501 กองบิน 5 ได้จัดตั้งหน่วยบินเฉพาะกิจฝูงบิน 501 ที่กองบิน 6 ดอนเมืองเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในเหตุการณ์น้ำท่วมมาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมด้วยภารกิจที่หลากหลาย TAF จึงติดตามทีมงานของ Peacemaker ไปชมเบื้องหลังและเบื้องหน้าของการปฏิบัติภารกิจในเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้

ฝูงบิน 501 วางกำลัง AU-23A Peacemaker จำนวน 4 ลำ เพื่อสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือน้ำท่วมในครั้งนี้ ทั้ง 4 ลำแบ่งเป็นเครื่องบินลาดตระเวนด้วยสายตาโดยใช้กล้องอิฟาเรด (FLIR) จำนวน 1 เครื่อง เครื่องบินปฏิบัติการจิตวิทยาด้วยการกระจายเสียงซึ่งติดตั้งลำโพงขนาดใหญ่ 2 เครื่อง และเครื่องบินสำหรับภารกิจทั่วไปอีก 1 เครื่อง นักบิน 10 นาย พร้อมทีมช่างอากาศอีกจำนวนหนึ่ง โดยทำการบินทุกวันวันละ 1 - 2 เที่ยว และทำการบินเพิ่มเติมตามแต่จะได้รับการร้องขอ

ปกติ Peacemaker จะได้รับภารกิจในการภ่ายภาพทางอากาศและทำแผนที่ยุทธการ ซึ่งในกรณีนี้คือการใช้กล้องถ่ายภาพแนวดิ่งบินถ่ายภาพตามแนวที่กำหนดเพื่อนำมารวมกันเป็นแผนที่ขนาดใหญ่ที่จะสามารถเห็นมวลน้ำในพื้นที่ที่ต้องการได้ทั้งหมด โดยภาพถ่ายที่ได้จะใช้ในการวางแผนการช่วยเหลือ

ในการบินทำแผนที่นั้นทำการบินตามแนวที่กำหนดไว้เป็นเส้นตรงซ้อนกันไปเรื่อย ๆ จนครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการ นอกจากนั้นยังมีการบินด้วยกล้อง FLIR ซึ่งสามารถบินได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยภาพตอนกลางวันที่ได้จะเป็นภาพสีจาก CCD Sensor ส่วนภาพในตอนกลางคืนจะเป็นภาพขาวดำซึ่งเกิดจากการแผ่รังสีอินฟาเรดหรือรังสีความร้อนของวัตถุต่าง ๆ รวมถึงตัวคนด้วย

ซึ่งกองทัพอากาศได้จัดกากล้อง FLIR มาติดตั้งกับ Peacemaker จำนวน 3 ลำ โดยนอกจากการวางกำลังเพื่อสนับสนุนหน่วยทหารในภาคใต้แล้ว ฝูงบิน 501 ยังส่ง Peacemaker ติด FLIR มาสนับสนุนภารกิจช่วยน้ำท่วมด้วยจำนวน 1 ลำ

ทั้งนี้ ความพิเศษของกล้อง FLIR ที่ติดกับ Peacemaker ก็คือความสามารถในการส่งภาพแบบ Real Time ผ่านระบบ Datalink เพื่อที่ศูนย์บัญชาการจะสามารถเห็นภาพที่เกิดขึ้นสด ๆ ได้พร้อมกับนักบิน อันจะทำให้การควบคุมและสั่งการเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยกองทัพอากาศมีสถานีรับข้อมูลภาคพื้นดิน สถานีรับข้อมูลแบบเคลื่อนที่ และสถานีรับข้อมูลแบบพกพา แม้ว่ากล้อง FLIR จะเป็นกล้องที่จัดหาจากต่างประเทศ แต่สถานีรับข้อมูลภาคพื้นดินที่ติดตั้งในอาคารและสถานีรับข้อมูลแบบเคลื่อนที่ซึ่งติดตั้งอยู่บนรถบรรทุกนั้นเป็นฝีมือการพัฒนาของกองทัพอากาศเอง โดยมีขีดความสามารถในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย Datalink ได้ไกลมากกว่า 60 ไมล์ แต่มีค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ประหยัดกว่าการจัดหาสถานีรับข้อมูลจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก

โดยในการปฏิบัติการกับกล้อง FLIR นั้น นอกจากนักบินทั้งสองคนแล้ว ด้านหลังจะมีสถานีควบคุมกล้อง FLIR ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ควบคุมกล้อง 1 คนเพื่อควบคุมกล้องและต้นหนอีก 1 คนคอยทำการนำทาง ซึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ศูนย์บัญชาการที่กรุงเทพสามารถเห็นภาพที่เกิดขึ้นสด ๆ ที่เกิดขึ้นที่อยุธยาได้ทันที

นอกจากการถ่ายภาพแล้ว ภารกิจการบินการจายเสียงก็กลายเป็นภารกิจที่สำคัญสำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ เนื่องจากโครงข่ายสื่อสารและโทรศัพท์มือถือมักจะล้มเหลว และเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อไม่มีไฟฟ้าใช้ แบ็ตเตอร์รี่โทรศัพท์มือถือก็จะหมดลงโดยไม่สามารถชาร์ตได้ ทำให้ผู้ประสบภัยไม่สามารถสื่อสารกับโลกภายนอกได้

ภารกิจการบินกระจายเสียงจึงเข้ามาหลังจากการบินถ่ายภาพจบลงแล้ว โดย Peacemaker จะติดตั้งลำโพงขนาดใหญ่ บินด้วยความสูง 700 - 1,500 ฟุต เมื่อพบผู้ประสบภัยก็จะทำการประกาศเพื่อสื่อสารกับผู้ประสบภัย เช่น ถ้าต้องการอพยพ อาจจะขอให้ผู้ประสบภัยยืนขึ้นแล้วโบกมือ แต่ถ้าไม่ต้องการอพยพก็อาจจะขอให้นั่งลง เพื่อที่จะสามารถส่งทีมอพยพหรือถุงยังชีพเข้าไปยังผู้ประสบภัยได้ตามความต้องการ โดย Peacemaker ที่ติดตั้งลำโพงกระจายเสียงทั้ง 2 ลำออกปฏิบัติการเป็นประจำทุกวันตามพื้นที่ที่ประสบภัย

และในวันนี้เราจึงขึ้นบินไปกับ Peacemaker เพื่อสำรวจพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี ปากเกร็ด บางใหญ่ และบางบัวทอง เพื่อสังเกตุการทำงานของ Peacemaker กันครับ

นอกจากนั้น ในส่วนของกองทัพอากาศ พลอากาศตรีมณฑล สัชฌุกร โฆษกกองทัพอากาศกล่าวว่า แม้จะยังมั่นใจว่าพื้นที่กองทัพอากาศจะมีความปลอดภัยจากน้ำท่วม แต่กองทัพอากาศก็เตรียมพร้อมในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ในระหว่างนี้ได้ทำการย้ายเครื่องบินบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชน เช่นเครื่องบินฝึกของฝูงบิน 604 หรือเครื่องบินที่ต้องการการซ่อมบำรุงออกไปยังสนามบินในต่างจังหวัดที่ไม่มีน้ำท่วมแล้ว แต่ยังคงเหลือเครื่องบินที่ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนเช่น เฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1H เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130H หรือเครื่องบินโจมตี/ธุรการแบบ AU-23A

ทั้งนี้หลังจากรัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทางอากาศแล้ว ตอนนี้การอำนวยการช่วยเหลือประชาชนของกองทัพทั้งสามเหล่าทัพจะถูกอำนวยการโดยกองบัญชาการกองทัพไทย โดยจะแบ่งพื้นที่การช่วยเหลือให้แต่ละเหล่า ในส่วนของกองทัพอากาศรับหน้าที่ดูแลอำเภอและเขตรอบ ๆ ดอนเมือง เนื่องจากกองทัพอากาศมีกำลังพลไม่มากนัก

ส่วนการใช้กำลังทางอากาศในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้น ในปัจจุบันกองทัพอากาศใช้เฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1H เครื่องบินโจมตี/ธุรการแบบ AU-23A และเครื่องบินฝึกแบบ DA-42 MPP ในการบินช่วยเหลือ โดย UH-1H ของกองทัพอากาศจะรับหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนออกจากพื้นที่ประสบภัย รวมถึงการทิ้งสิ่งของและถุงยังชีพ นอกจากนั้นยังใช้ AU-23A และ DA-42 MPP ในการลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศเพื่อสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยใช้กล้องอินฟาเรด (FLIR)

นอกจากนั้นกองทัพอากาศยังรับหน้าที่เป็นผู้ประสานการปฏิบัติการทางอากาศในพื้นที่อีกด้วย เพราะเนื่องจากในปัจจุบันมีอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์จากหลายหน่วยงานบินอยู่ในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาหรือเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนั้นยังทำให้สามารถใช้กำลังทางอากาศให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ โดยสามารถจัดกำลังทางอากาศให้กระจายออกไปในหลาย ๆ ที่ไม่กระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ทั้งนี้ หน่วยงานที่ต้องการใช้อากาศยานในพื้นที่จะส่งแผนการบินมาให้กองทัพอากาศซึ่งจะประสานกับวิทยุการบินเพื่อจัดแผนการบินต่อไป

ในส่วนของกำลังทางอากาศของสหรัฐอเมริกานั้น ขณะนี้ยังคงอยู่ในช่วงของการประเมินความเสียหายและประเมินว่าต้องใช้อากาศยานอะไรในการช่วยเหลือ ทั้งนี้ถ้าเขาประเมินแล้วอากาศยานไม่จำเป็นก็อาจจะเปลี่ยนความช่วยเหลือเป็นอย่างอื่นก็ได้ ตรงนี้กระทรวงการต่างประเทศจะรับหน้าที่ติดต่อประสานงานกับทางฝ่ายสหรัฐรวมถึงประเทศอื่น ๆ ให้

พลอากาศโทธงชัย แฉล้มเขตร รองเสนาธิการทหารอากาศฝ่ายกิจการพลเรือนให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ TAF ว่า กองทัพอากาศมีภารกิจโดยตรงในการใช้กำลังทางอากาศในเหตุการณ์น้ำท่วมนี้เช่นกัน นอกจากนั้นตอนนี้ก็ยังเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ ดอนเมือง โดยร่วมกับบริษัทเอกชนต่าง ๆ ในการส่งความช่วยเหลือในพื้นที่ที่กองทัพอากาศรับผิดชอบ ซึ่งประชาชนสามารถร่วมบริจาคได้ทุกวัน

นอกจากนั้นกองทัพอากาศยังปฏิบัติภารกิจการลำเลียงทางอากาศเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย เช่นการใช้ BT-67 บินส่งความช่วยเหลือไปยังสนามบินจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งมีขนาดเล็ก

สุดท้าย พลอากาศโทธงชัยยังฝากประชาชนว่ากองทัพอากาศมีความห่วงใยประชาชนที่ประสบภัยและให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด จึงขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคน ขอให้มีสติ และสู้ต่อไป โดยกองทัพอากาศจะพยายามใช้ขีดความสามารถที่กองทัพอากาศมีอยู่ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทบาทของกองทัพอากาศในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 54 ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นอีกครั้งที่คนไทยต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปให้ได้

คณะทำงาน ThaiArmedForce.com ขอขอบคุณ
- กองประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือน กองทัพอากาศ
- หน่วยบินเฉพาะกิจ ฝูงบิน 501

 

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates