TAF Special #63 - ๑๐๐ ปีการบินของไทย คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของบุพการีการบินของชาติ

แม้ว่างาน ๑๐๐ ปีการบินได้ผ่านพ้นไปแล้ว เราเชื่อว่าแม้จะมีข้อติดขัดบ้าง แต่มันคือหนึ่งในแอร์โชว์ที่ดีที่สุดที่เราเคยเห็นมาในรอบหลายปี

มีคำถามว่าทำไมเราต้องมาฉลอง ๑๐๐ ปีการบินกันตอนนี้ มีเหตุการณ์สำคัญอะไร วันนี้ TAF จะพาทุกท่านย้อนอดีตไปยังราชอาณาจักรสยามเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อน เพื่อสำรวจเรื่องราวในช่วงนั้น จนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง แล้วเราจะได้ทราบว่า กิจการการบินของสยาม มีที่มาที่ไหนอย่างไร

ถ้าเราจะลองนึกภาพถึงราชอาณาจักรสยามในปีพุทธศักราช ๒๔๕๓ นั้น
เชื่อว่าคงจะต่างจากราชอาณาจักรไทยทุกวันนี้มากทีเดียว...


ในปีนั้น มีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อลองพลิกไปดูหลาย ๆ แหล่ง ไม่ว่าจะเป็น สารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดียไทย (http://th.wikipedia.org) หรือ สนุก! รอบรู้ (http://guru.sanook.com) จะพบว่า ในปีนั้น มีเหตุการหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น

๒๑ มกราคม - วันเกิดของครูเอื้อ สุนทรสนาน ครูเพลงผู้รอบรู้ของเมืองไทยแห่งวงสุนทราภร
๑๒ พฤษภาคม - วันเกิดของปรีชา อินทรปาลิต หรือ ป. อินทรปาลิต ผู้แต่ง พล นิกร กิมหงวน
๑๘ พฤษภาคม - ดวงหางฮัลเล่ย์อันโด่งดังเคลื่อนตัวมาเยี่ยมเยียนโลก
๒๔ มิถุนายน - ญี่ปุ่นเปิดสงครามยึดครองเกาหลี
๒๒ สิงหาคม - ญี่ปุ่นและเกาหลีลงนามในสนธิสัญญาผนวกดินแดนเกาหลี-ญี่ปุ่น
๒๓ ตุลาคม - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต
๒๓ ตุลาคม - พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเสวยราชสมบัติ
๒๗ พฤศจิกายน - วันประสูติของพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล พระปิตุลาของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ย ผู้กำกับชื่อดังของเมืองไทย
๓ ธันวาคม - หลอดนีออนถูกสาธิตครั้งแรกที่กรุงปารีส

เหตุการณ์ทุกเหตุการนั้นควรค่าแก่การจดจำทั้งสิ้น

แต่ดูเหมือนกับว่า เมื่อลองแทบจะไม่มีใครนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งต่อมาทำให้พวกเราคนรักการบินมีวันนี้เลย

ความจริงก็อาจจะไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะในบ้านเรา การจดบันทึกนั้นมักมาเป็นลำดับท้ายสุด และผู้คนที่รักการบินนั้นยังมีอยู่จำนวนไม่มาก ยิ่งผู้คนที่สนใจประวัติศาสตร์ด้านการบินแล้ว ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ทั้ง ๆ ที่การบินในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อประเทศชาติมากมายมหาศาล

ถ้าลองพลิกไปดูหนังสือที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ของกองทัพอากาศ รวมถึงถ้าได้มีโอกาสไปยืนอ่านบอร์ดที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ จะพบคำตอบว่า

"... กิจการบินของไทย เริ่มต้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๔ นายชาร์ลส์ แวน เด็น บอร์น (Charles Van Den Born) ชาวเบลเยี่ยม ได้นำเครื่องบินแบบอังรีฟาร์มัง ๔ (Henry Farman IV) ปีก ๒ ชั้นมาแสดงการบินเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่สนามม้าสระปทุม (ราชกรีฑาสโมสร) ..."

ใช่แล้วครับ ในปี ๒๔๕๓ ...... "คือปีที่การบินเข้ามายังสยามประเทศ"

และเมื่อนับจนถึงปี ๒๕๕๔ ก็จะเป็นปีที่ครบรอบ ๑๐๐ ปี ของวาระนั้นพอดี

แต่เราเชื่อเหลือเกินว่า ท่านผู้อ่านต้องมีคำถามว่า ทำไม การบินเริ่มต้นปี ๒๔๕๓ แต่กลับมาครบร้อยปีที่ปี ๒๕๕๔ ไม่ใช่ ๒๕๕๓? รวมถึงว่าทำไมวาระ ๑๐๐ ปีการบินของบุพการีทหารอากาศจึงเป็นปี ๒๕๕๕ ไม่ใช่ปี ๒๕๕๔ เมื่อนับจากคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ส่งนักบินไทย ๓ ท่านไปเรียนการบินที่ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๒ กรกฏาคม ๒๔๕๔

เรื่องนี้มีหลายครั้งและหลายหน่วยงานที่นับพลาดไป จนทำให้บางทีเกิดกรณีถกเถียงกันอย่างหนาหู ไม่เฉพาะแต่วงการประวัติศาสตร์ด้านการบิน แต่เป็นอีกหลายวงการที่ต้องมีประวัติศาสตร์คาบเกี่ยวกับช่วงนั้น

นาวาอากาศเอกศักดิ์พินิต พร้อมเทพ กูรูผู้เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ด้านการบินของประเทศไทยที่เชี่ยวชาญที่สุดคนหนึ่ง เคยเขียนให้คำตอบไว้ในบทความที่ชื่อ "แรกมีการบินในสยาม เรื่องนี้มีปัญหา" พบในเว็บไซต์ของกรมยุทธการทหารอากาศ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๒๘ ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ไว้ว่า ...

"... ประเด็นต่อมาในเรื่องของวันเดือนปีที่แสดงการบิน จะสังเกตเห็นว่าใน ๒ – ๓ ย่อหน้าที่ผ่านมา เมื่อผู้เขียนกล่าวถึงปีพุทธศักราช จะวงเล็บปีคริสตศักราชกำกับไว้ด้วยเสมอ ทั้งนี้เพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงการเทียบปี พ.ศ.กับ ค.ศ.ในยุคนั้น ปัจจุบันเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าถ้าจะเปลี่ยน ค.ศ.เป็น พ.ศ. ให้นำ ค.ศ.ไปบวกด้วย ๕๔๓ ก็จะได้ พ.ศ.ตามต้องการ หรือในทางกลับกันถ้านำ พ.ศ.ไปลบด้วย ๕๔๓ ก็จะได้ ค.ศ. เช่นปีนี้ พ.ศ.๒๕๔๕ เมื่อลบด้วย ๕๔๓ ก็จะได้ ค.ศ.๒๐๐๒ นั่นเอง

แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งเรามักจะลืมก็คือในยุคนั้น ประเทศไทยนับวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ จนกระทั่งถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๓ จึงเริ่มนับวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ดังนั้นใน พ.ศ.๒๔๘๓ ประเทศไทยจึงมีเพียง ๙ เดือน คือตั้งแต่เมษายน ถึงธันวาคม ๒๔๘๓ พอเริ่มเดือนมกราคมก็กลายเป็น พ.ศ.๒๔๘๔ ไปตามหลักสากล ณ จุดนี้เราจะสังเกตได้ว่าในประวัติศาสตร์ไทยจะไม่มีเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ๒๔๘๓ เนื่องจากได้กลายเป็น พ.ศ.๒๔๘๔ ไปเสียแล้ว

ดัง นั้น ตามที่ชาร์ล ฟัน เดน บอร์น บันทึกไว้ว่าเขาแสดงการบินที่กรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม - ๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๑๑ นั้น เมื่อเรานำ ค.ศ.มาบวกด้วย ๕๔๓ ตามสูตร จะตรงกับ พ.ศ.๒๔๕๔ แต่เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อน ๑ เมษายน ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ในอดีต ปี พ.ศ.จึงยังคงเป็น ๒๔๕๓ อยู่ มิใช่ ๒๔๕๔ ดังที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน ..."

เรื่องนี้ฟังดูแล้วอาจจะงง ๆ น่าแปลกใจหรืออาจจะนึกภาพไม่ออก ดังนั้น เราจึงขออนุญาตขยายความและวาดภาพให้ชมดังนี้

จากภาพนั้น อ้างอิงจากในบทความวันขึ้นปีใหม่ เว็บไซต์คลังปัญญาไทย (www.panyathai.or.th) กล่าวไว้ว่าคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ได้มีมติที่จะเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ให้เป็นสากล โดยประกาศให้วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๘๔ เป็นวันขึ้นปีใหม่ทดแทนวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๘๔

๑ ปีควรจะมีทั้งหมด ๑๒ เดือน ในครั้งแรกเมื่อวันขึ้นปีใหม่คือวันที่ ๑ เมษายนนั้น หนึ่งปีก็ยังมี ๑๒ เดือน แต่เริ่มต้นจากเดือน เมษายน จนถึงเดือน มีนาคม แต่ในเมื่อวันขึ้นปีใหม่ถูก "เลื่อนเข้ามา" เมื่อปี ๒๔๘๔ จากวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันที่ ๑ มกราคม ทำให้เดือน มกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ซึ่งควรจะเป็นของปี ๒๔๘๓ กลับกลายเป็นถูกนับเป็นของปี ๒๔๘๔ และทำให้ปี ๒๔๘๓ ไม่มีเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม หรือมีเดือนรวมทั้งปีเพียง ๙ เดือนเท่านั้น!

เชื่อแน่ว่า คำถามที่สองจะผุดขึ้นมาในความคิดของท่านผู้อ่านทุกท่านกระทันหันว่า "อ้าว แบบนี้ เดือนก็ต้องหายไปอย่างน้อย ๆ ๓ เดือนเลยน่ะสิ?"

ไม่ครับ ไม่หายไปไหนแน่นอน วันทุกวันยังอยู่ครบเหมือนเดิม เช่นเดียวกับเดือนที่ก็ยังอยู่ครบ เพราะถ้าเราลืมหน่วยปีทิ้งไป จะพบว่า นับจากจุดเริ่มต้นของการบินสยามมาจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เราก็ยังมีเดือนทั้งหมด ๑,๑๘๘ เดือนอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าจะนับวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ ๑ มกราคมหรือวันที่ ๑ เมษายน แต่เพียงแต่เราอ้างอิงปีต่างกันเท่านั้นเอง ถ้าสังเกตุในรูปด้านล่างซึ่งแสดงให้เห็นเดือนในการนับปีแบบเก่า (เมษายน-มีนาคม) และแบบใหม่ (มกราคม-ธันวาคม) จะพอเข้าใจมากขึ้น

สรุปก็คือ วันขึ้นปีใหม่ เป็นเพียงหลักอ้างอิงของปีเท่านั้น เมื่อเปลี่ยนหลักอ้างอิงแล้ว เวลาก็ยังคงเดิม

ถ้าอ่านคำอธิบายของเราแล้วยังไม่เข้าใจนั้นก็ไม่เป็นไรครับ ว่าง ๆ ลองแวะไปที่พิพิธภัณธ์กองทัพอากาศ ถนนพหลโยธิน ตรงข้ามโรงเรียนนายเรืออากาศ แล้วลองถามเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ดูได้ เจ้าหน้าที่ทุกท่านยินดีอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดแน่นอน

ซึ่งหลังจากเรารู้แล้วว่า การบินของพวกเรา ครบ ๑๐๐ ปีหรือหนึ่งศตวรรษในปี ๒๕๕๔ และครบรอบ ๑๐๐ ปีการบินของบุพการีทหารอากาศในปี ๒๕๕๕ และเมื่อพวกเราทุกคนรู้แล้วว่า การบินของพวกเรา มีประวัติอันยาวนาน มีเรื่องราวมากมาย ที่น้อยประเทศนักจะมีแบบพวกเรา

แม้ว่าเหตุการณ์ในช่วงนั้น จะเป็นเพียงการนำเครื่องบินลำนึงเข้ามาบินโชว์เพื่อขายของฝรั่งตาน้ำข้าวคนหนึ่ง

แต่ฝรั่งตาน้ำข้าวคนนี้ ... ชาร์ลส์ แวน เด็น บอร์น ... คือบุคคลคนแรกที่นำเครื่องบินเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชีย เขาคือคนที่เปิดโลกการบินให้กับชาวเอเชียทั้งภูมิภาค และไทยก็เป็นประเทศที่สองที่เขาเดินทางเข้ามาเพื่อทำการแสดงการบินให้คนไทยได้รับชม เอเชียรู้จักการบินด้วยตาตนเองเป็นครั้งแรกในบ้านของตน ก็จากนายคนนี้

รวมถึงเป็นวาระที่นายทหารสามคนไปเรียนการบินที่ฝรั่งเศส ซึ่งฟังดูแล้วก็เหมือนการส่งนักเรียนทุนรัฐบาลไปเรียนในปัจจุบัน ดูแล้วเหมือนไม่มีอะไร

แต่นั่นเป็นวาระครั้งแรกที่คนไทยแท้ ๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้ เข้าใจ และสัมผัสกับการบินอย่างลึกซึ้ง สนสามารถบังคับ ควมคุมเครื่องบินได้ ยิ่งไปกว่านั้น การที่ทั้งสามท่านนำเครื่องบินกลับมายังประเทศไทยด้วย ก็เสมือนเป็นการเริ่มต้นยุคการบินของสยามอย่างแท้จริง การบินที่เราทุกคนเห็นจนชินตาในทุกวันนี้

เรามิอาจก้าวข้ามปัจจุบัน ไปสู่การพัฒนาในอนาคต ถ้าเรายังไม่รู้จักรากเหง้าของเรา
เรามิอาจตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ไปสู่การมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราจะสร้างในอนาคต ถ้าเรายังไม่ให้มองย้อนกลับไปสู่อดีตของเรา
และเราจะมิอาจพูดได้อย่างเต็มบอกและภาคภูมิใจว่า ประเทศไทย คือหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลก ที่มีส่วนในการผลักดันให้การบินของโลกเจริญรุดหน้ามาถึงปัจจุบัน

และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่เราควรจะต้องรำลึกถึงอดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน และเดินหน้าไปสู่อนาคต

ในกาลต่อมา การบินไม่เป็นความฝันอีกต่อไป หลังจากพี่น้องตระกูลไรท์เอาชนะแรงดึงดูดของโลกได้ที่เนินเขาคิตตี้ฮอร์คในปี ๒๔๔๖ แม้จะเป็นเวลาแค่ ๑๒ วินาที แต่หลังจากนั้นโลกก็เปลี่ยนไป การบินเริ่มขยายตัวออกไปทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่สำหรับเอเชียนั้น การบินยังเป็นเรื่องที่ใหม่เหลือเกิน

บริษัทการบินตะวันออกไกล (Societe d'Aviation d'Extreme Orient) เล็งเห็นโอกาสของตลาดในเอเชียที่พร้อมจะเติบโต จึงส่งนักบินชาวเบลเยี่ยมคนหนึ่งที่ชื่อ ชาร์ล ฟาน เดอร์ บอร์น (Charles Van Den Born) นำเครื่องบินแบบอองรี ฟาร์มัน (Hanry Farman) เข้ามาสู่เอเชีย จุดหมายแรกคือไซ่งอน และเดินทางต่อมายังสยาม โดยบริษัทได้จัดงานขึ้นที่มีชื่อว่า Bangkok Aviation Meeting ขึ้นที่สนามม้าวังสระปทุมหรือพื้นที่ที่อยู่ติดกับสยามสแคว์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน โดยทำการแสดงระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม จนถึง ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๓

ในวันแรกของการทำการบิน ฟาน เดอร์ บอร์นเชิญชวนคนไทยทดลองขึ้นบิน แต่ในครั้งนั้นไม่มีใครกล้าขึ้นบินเลย ชักชวนอยู่นานจนมีผู้กล้าผู้หนึ่งขึ้นบินกับฟาน เดอร์ บอร์น

ตรงนี้มีประวัติศาสตร์ที่ต่างกันอยู่สองแหล่ง

เอกสารของทางการหลายฉบับ รวมถึงหนึ่งในหนังสือที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การบินของสยาม (แต่เขียนโดยฝรั่ง) ที่ชื่อ The History of Aviation In Thailand เขียนโดย Niels Lumholdt และ William Warren เขียนว่าคนไทยคนแรกที่หาญกล้าขึ้นบินกับฟาน เดอร์ บอร์นคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และต่อด้วย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
ซึ่งก็เป็นข้อมูลที่เรายึดถือกันมาช่วงเวลานานทีเดียว

แต่จากเอกสารในหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นไมโครฟิล์มที่เก็บรักษาหนังสือพิมพ์ในออกในช่วงนั้น ระบุไว้ว่า มีพลเรือนคนหนึ่งทำการขึ้นบินฟาน เดอร์ บอร์นก่อนที่ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินจะทรงขึ้นบิน พลเรือนท่านนั้นก็คือ พันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (สุนี สุวรรณประทีป) หนึ่งในสามพระบิดาการบินของชาตินั่นเอง

เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่กำกวมอยู่ แม้ว่าหลักฐานหลายชิ้นที่ได้รับการค้นคว้าในช่วงหลังจะชี้ไปในทางที่ว่า พันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ เป็นผู้ขึ้นบินกับฟาน เดอร์ บอร์นในเที่ยวบินทดสอบ ก่อนที่จะมั่นใจและทูลเชิญกรมกำแพงเพชรอัครโยธิน ทำการบิน แต่ก็ถือว่าเป็นข้อถกเถียงที่สมควรได้รับการชำระให้ชัดเจนต่อไป เหมือนดังที่เราเพิ่งมาสรุปได้ในช่วงไม่กี่ปีนี้เองว่า เครื่องบินที่ฟาน เดอร์ บอร์นทำการบินในวันนั้นเป็นเครื่องแบบอองรี ฟาร์มัง หาใช่เครื่องแบบ ออร์วิว ไรท์อย่างใดไม่ และไมโครฟิล์มของหอสมุดแห่งชาติ ก็ยังชี้ให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการซื้อขายเครื่องบินหลังจากที่ฟาน เดอร์ บอร์นทำการบินสาธิตแล้ว ซึ่งถ้าเป็นความจริง ก็น่าจะเป็นการชี้ว่า เครื่องบินลำแรกของสยาม น่าจะเป็นเครื่องบินที่มีการซื้อขายในช่วงนั้น มากกว่าเครื่องบินจากฝรั่งเศสสองแบบที่เราถือกันว่าเป็นเครื่องบินสองแบบแรกของสยาม

เราก็หวังว่า พวกเราน่าจะใช้โอกาสนี้ในการชำระประวัติศาสตร์นี้เสีย เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์การบินของชาติเราให้สมบูรณ์ที่สุด


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน


ชาร์ล ฟาน เดอร์ บอร์น

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การบินของฟาน เดอร์ บอร์นในวันนั้น คือเหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยได้รู้จักการบิน และเป็นตัวจุดประกายที่ทำให้ผู้บริหารบ้านเมืองในช่วงนั้นเริ่มเล็งเห็นความสำคัญของการบิน

หนึ่งในผู้บริการประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญของการบินก็คือ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหมซึ่งทรงเสด็จไปทอดพระเนตรกิจการด้านการทหารของยุโรป ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงที่ทีงต้องการทำนุบำรุงกิจการด้านการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดชทรงทอดพระเนตรกิจการด้านการบินทหารของฝรั่งเศสซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านการบินของโลกในยุคนั้น หลังจากเสด็จกับจากยุโรป พระองค์ทรงปรึกษากับสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก และทรงเห็นตรงกันว่า ประเทศสยามจำเป็นต้องมีเครื่องบินไว้ประจำการเพื่อป้องกันประเทศเหมือนกับประเทศยุโรป

และนั้นก็ตามมาด้วยคำสั่งซึ่งถือเป็นหมุดหลักแห่งการเริ่มต้นกิจการการบินของสยาม คือคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๒๑๑/๒๑๗๑๕ ออกในเดือน มกราคม ๒๔๕๔ ให้นายทหารสามนายมาสำรองราชการ ณ กรมจเรทหารช่างเพื่อเตรียมการในการไปเรียนการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส นายทหารทั้งสามนายนั้นประกอบไปด้วย

- พันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (สุนี สุวรรณประทีป) ผู้บังคับกองพันพิเศษ กองพลที่ ๕ มณฑลนครราชสีมา โดยกองพันพิเศษประกอบด้วยทหารราบ,ทหารช่าง,ทหารพาหนะ กองพลที่ ๕ เป็นหน่วยขึ้นตรงกับกองทัพที่ ๓ มีหน่วยที่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

- ร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร (หลง สินศุข) ผู้รั้งผู้บังคับกองพันพิเศษ กองพลที่ ๙

- ร้อยโท หลวงทยานพิฆาต (ทิพย์ เกตุทัต) ผู้บังคับกองร้อยที่ ๒ โรงเรียนนายร้อยมัธยม


บุพการีการบินทั้งสามท่าน

ทั้งสามท่านออกเดินทางจากกรุงเทพถึงยังกรุงปารีสในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๔๕๔ หลังจากเข้าเรียนภาษาฝรั่งเศสแล้ว พันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธเข้าเรียนการบินที่สนามบินวิลลาคูเบลย์ (Villacoublay) ในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๕๔ โดยใช้เครื่องบินแบบ เบรเกต์ 3 (Breguet3) ส่วน ร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกรและร้อยโท หลวงทยานพิฆาตเข้าเรียนที่โรงเรียนการบินมูรเมอลอง เลอะกรังด์ (Mourmelon Le Grande) ใช้เครื่องแบบนิเออปอร์ท (Nieuport) ปีกชั้นเดียวในการฝึก แต่หลังจากเรียนไปได้ไม่กี่สัปหาด์ โรงเรียนการบินมูรเมอลอง เลอะกรังด์ก็ปิดตัวลงและย้ายไปสนามบินวิลลาคูเบลย์ในช่วงเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน

ภายในเวลาสองปี ทั้งสามท่านได้มุมานะเรียนการบินจนสำเร็จ ทั้งสามท่านสอบได้ตามหลักสูตรนักบินพลเรือนของฝรั่งเศส และได้รับใบอนุญาตทำการบิน ถือเป็นนักบินกลุ่มแรกของสยาม และเป็นหนึ่งในนักบินกลุ่มแรก ๆ ของโลก อีกทั้งพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธยังสอบได้ตามหลักสูตรการบินทางทหารของกองทัพบกฝรั่งเศสเช่นกัน

และนี่คือจุดเริ่มต้นแรกของการบินของสยาม จากบุพการีการบินทั้งสามท่าน

ระหว่างนั้น กระทรวงกลาโหมได้สั่งซื้อเครื่องบินจำนวน ๗ ลำ โดยเป็นเครื่องบินรุ่นนิเออปอร์ทจำนวน ๔ ลำ และเครื่องบินรุ่นเบรเกต์จำนวน ๓ ลำ รวมถึงเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ได้บริจาคเงินส่วนตัวซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์บริจาคให้กระทรวงกลาโหมอีก ๑ ลำ

เมื่อทั้งสามท่านกลับมายังสยามแล้ว กระทรวงกลาโหมได้จัดตั้งแผนกการบิน โดยมีพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน จเรทหารช่างเป็นผู้บังคับบัญชาเป็นพระองค์แรก มีที่ตั้ง ณ สนามม้าวังสระปทุม โดยในวันที่ ๒๙  ธันวาคม ๒๔๕๖ ได้ทำการทดลองเครื่องบินที่เพิ่งสั่งซื้อมาเป็นครั้งแรก ท่ามกลางสายตาของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และประชาชนจำนวนมาก และในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๔๕๖ (ยังไม่เปลี่ยนปีพุทธศักราชเนื่องจากในตอนนั้นยังใช้วันขึ้นปีใหม่ในเดือนเมษายนอยู่) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงการบิน นักบินทั้งสามท่านได้ทำการบินโปรยข้าวตอกดอกไม้ถวายพระพร และแสดงความสามารถในการบินที่เป็นการประกาศให้รู้ว่าคนไทยก็ทำได้ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก

หลังจากใช้งานสนามม้าวังสระปทุมในฐานะสนามบินแห่งแรกไปได้ระยะเวลาหนึ่ง กระทรวงกลาโหมเห็นว่าสนามม้าวังสระปทุมเริ่มจะคับแคบ กระทรวงกลาโหมจึงได้มอบหมายให้พันโท หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ ทำการบินสำรวจพื้นที่แห่งใหม่ที่จะทำการสร้างสนามบินขึ้น พันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธได้ค้นพบพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ มีลักษณะเป็นที่ดอน ในฤดูฝนน้ำท่วมไม่ถึง จึงทำรายงานนำเสนอต่อกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับพื้นที่นี้ กระทรวงกลาโหมจึงตัดสินใจสร้างสนามบินและโรงเก็บขึ้นในพื้นที่แห่งนี้จนเสร็จ และมีคำสั่งกระทรวงกลาโหมให้ย้ายเครื่องบินและสิ่งอุปกรณ์สนับสนุนต่าง ๆ มายังที่แห่งนี้ตั้งแต่วันที่ ๘ - ๑๗ มีนาคม ๒๔๕๗

และนี่ก็คือปฐมบทแรกของสนามบินดอนเมืองและฐานทัพอากาศดอนเมือง หนึ่งในสนามบินที่เก่าแก่ที่สุดของโลกที่ยังคงใช้มาอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อกิจการการบินขยายตัวขึ้น กระทรวงกลาโหมจึงมีคำสั่งยกฐานะแผนกการบินเป็นกองบินทหารบก โดยมีพันโท หลวงศักดิ์ศัลยาวุธเป็นผู้บังคับการคนแรก และจากดำริของท่านที่บอกว่า "เราต้องสร้างเครื่องบินของเราให้ได้"    จึงนำมาสู่การสร้างเครื่องบินแบบเบรเกต์ ๓ ขึ้นโดยใช้วัสดุในประเทศยกเว้นเพียงเครื่องยนต์ และทำการทดลองบินที่ความสูง ๓๐๐ ฟุตในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๕๘ ได้สำเร็จ ทำให้สยามเป็นเพียงไม่กี่ประเทศของโลกในช่วงนั้นที่มีขีดความสามารถในการสร้างเครื่องบินได้

พันโท หลวงศักดิ์ศัลยาวุธมีวิศัยทัศน์ในการที่ต้องการที่จะปลูกฝังจิตใจแห่งการรักการบินให้กับพลเรือนได้มีโอกาสสัมผัสการบินและใช้ประโยชน์จากเครื่องบินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๒ กระทรวงกลาโหมจึงได้สั่งการให้ว่าที่ร้อยเอกชิต รวดเร็ว และจ่านายสิบโทน บินดี นำเครื่องบินแบบสปัด ๒ เครื่อง บรรทุกถุงไปรษณีย์ทดลองเปิดการคมนาคมทางอากาศระหว่างกรุงเทพ-จันทบุรี เป็นครั้งแรกและประสบความสำเร็จ ซึ่งทั้งสองท่านก็ยังได้อยู่ทำการบินแสดงให้กับประชาชนทั่วไปชมจนถึงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๒ จึงเดินทางกลับ จากความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้ในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๖๓ (เปลี่ยนพุทธศักราชหลังวันขึ้นปีใหม่ในเดือนเมษายน) กระทรวงกลาโหมได้ทดลองเปิดเส้นทางการบินที่สองระหว่างกรุงเทพ-นครราชสีมาโดยเครื่องบินแบบเบรเกต์จำนวน ๓ เครื่องซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดี และก็ยังมีการเปิดการแสดงการบินที่นครราชสีมาเช่นกัน

จากการดำเนินการกิจการการบินในตอนนั้น ทำให้เกิดประเพณีที่เจ้านาย เจ้าเมือง หรือประชาชนทั่วไปจะนิยมรวบรวมเงินกันซื้อเครื่องบินบริจาคให้กระทรวงกลาโหมไว้ใช้ในราชการ จนทำให้สยามมีเครื่องบินกว่า ๗๐ ลำ ถือได้ว่าสยามเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจด้านการบินของเอเชียในช่วงนั้น

การบินของสยามกำลังเริ่มเติบโต หลังจากการก่อตั้งแผนกการบินภายใต้กองทัพบก และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นกองการบินทหารบกในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๗ ยกฐานะเป็นกรมอากาศยานทหารบก ในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๖๑ และในช่วงทศวรรตที่สองนี้กรมอากาศยานทหารบกก็เปลี่ยนชื่อเป็นกรมอากาศยานซึ่งมีสายการบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๖๔ แสดงให้เห็นถึงกิจการการบินของกองทัพสยามที่เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ

ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่กิจการการบินได้รับการพัฒนาในทุกด้าน ไม่แต่เฉพาะการจัดหาเครื่องบินซึ่งได้รับการจัดหามาอีกหลายแบบเช่น เครื่องบินขับไล่แบบนิเออปอรต์ เดอลาจ (Nieuport Delage NiD 29C-1) จากฝรั่งเศส หรืออย่างเช่นเครื่องบินฝึกแบบพีที-๑ (Consolidated PT-1) จากสหรัฐ ช่างอากาศยานของสยามก็ได้รับการพัฒนาฝีไม้ลายมือขึ้นเป็นอย่างมาก สยามมีขีดความสามารถในการซ่อมเครื่องบินทุกแบบที่มีใช้ในราชการได้เอง ไปจนถึงการซื้อสิทธิบัตรของเครื่องบินที่มีประจำการอยู่แล้วมาสร้างเพิ่มเติมเองในสยามอีกหลายสิบเครื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน

ดังนั้นในช่วงเวลานั้น ผนวกกับการที่สยามยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่ยังมีเอกราชและอธิปไตยเป็นของตนเอง สยามก็มีสถานะเป็นหนึ่งในมหาอำนาจการบินในเอเชีย

ภาพชุดหนึ่งซึ่งเพิ่งถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ เป็นภาพที่ถูกถ่ายเมื่อปี ๒๔๖๕ ในกรุงเทพแสดงให้เห็นถึงโรงงานซ่อมบำรุงอากาศยานของสยามซึ่งถือว่ามีความทันสมัยในช่วงเวลานั้น แสดงให้เห็นว่า ทักษะและความรู้ในเชิงวิศวกรรมของคนไทยในช่วงนั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าต่างชาติเลย ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ของบรรพบุรุษการบินของสยาม ที่นอกจากจะเห็นความสำคัญในการพัฒนากิจการด้านการบินด้วยการจัดหาเครื่องบินจากต่างประเทศแล้ว ยังเห็นว่าสำคัญของการพึ่งพาตนเองให้ได้ด้วยการซ่อมบำรุงและการผลิตเครื่องบินไว้ใช้งานเอง น่าเสียดายที่ช่วงเวลาต่อมาแนวคิดนี้กลับไม่ได้รับการสานต่อ จนทำให้ประเทศไทยในปัจจุบันนั้นมีความสามารถได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับองค์ความรู้ที่บรรพบุรุษของเราเคยมี

และจุดสูงสุดของการความสามารถในการพึ่งพาตนเองของสยามก็คือ การออกแบบเครื่องบินไว้ใช้งานเอง

พลอากาศโท มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ หรือนามเดิมว่า มุนี มหาสันทนะ จบการศึกษาด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยวิคตอเรีย ประเทศอังกฤษแล้ว ก็เข้ารับราชการในกรมอากาศยานทหารบก กองทัพบกไทย โดยขณะที่ท่านรับราชการอยู่ในกองโรงงานนั้น ท่านได้ริเริ่มออกแบบเครื่องบินขึ้นเป็นครั้งแรกและเริ่มลงมือสร้างเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๔๗ พร้อมกับทำการทดลองบินครั้งแรกในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๗๐ และทำการบินจนมั่นใจว่าเครื่องบินสามารถใช้งานได้ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามว่า "บริพัตร" ตามพระนามของจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหม

ในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๗๐ (ช่วงนั้นยังขึ้นปีใหม่ในเดือนเมษายน) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ เยี่ยมกรมอากาศยานทหารบก ซึ่งในการนี้ได้ทรงปล่อยเครื่องบินบริพัตรเป็นปฐมฤกษ์อีกด้วย ถือได้ว่าเป็นวันที่น่าภาคภูมิใจของสยามประเทศเป็นอย่างยิ่ง

บริพัตรเป็นเครื่องบินปีกสองชั้น สองที่นั่ง นั่งตามกัน โครงสร้างทำด้วยด้วยท่อภูราลูแมง (ท่อโลหะ) และไม้ ลำตัวบุด้วยผ้าชุบน้ำยา ใบพัดทำด้วยไม้ มีข้อมูลว่าใช้เครื่องยนต์ทั้งยี่ห้อบริสตอล จูปิเตอร์ (Bristol Jupiter) และ บีเอ็มดับบลิว (BMW) ลำตัวจากปีกถึงปีกกว้าง ๔๔ ฟุต (๑๓.๘ เมตร) ยาว ๒๘ ฟุต ๙ นิ้ว (๘.๖๒๘๖ เมตร) สูง ๑๐ ฟุต ๕ นิ้ว (๓.๑๒๗ เมตร) น้ำหนัก ๑,๘๔๕.๘ กิโลกรัม บินด้วยอัตราความเร็วสูงสุด ๒๙๐.๗ กิโลเมตร/ชั่วโมง

บริพัตรประจำการในกองบินน้อยที่ ๒ ในฐานะเครื่องบินทิ้งระเบิด โดยเข้าประจำการตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๗๐ - ๒๔๘๓

นอกจากบทบาทด้วยการป้องกันประเทศแล้ว บริพัตรยังเคยบินไปยังต่างประเทศเพื่ออวดธงและเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีต่อกันอีกหลายครั้ง โดยครั้งแรกในพศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๒ อุปทูตอังกฤษ มีหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศนำคำเชิญของรัฐบาลอินเดียซึ่งตอนนั้นยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เชิญรัฐบาลสยามให้ส่งเครื่องบินทหารไปเยี่ยมและเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการ กระทรวงการต่างประเทศจึงถามความเห็นไปยังกระทรวงกลาโหม ซึ่งกระทรวงกลาโหมก็ยินดีที่จะรับคำเชิญของรัฐบาลอินเดีย โดยกรมอากาศยานทหารบกได้เลือกเครื่องบินบริพัตรจำนวน ๓ เครื่องให้รับภารกิจนี้ โดยกำหนดเส้นทางดังนี้คือ ดอนเมือง - ย่างกุ้ง - อัคยับ - กัลกัตตา - อัลละฮาบัด - เดลี และกำหนดตัวบุคคลที่จะทำการบินไปด้วยนั่นก็คือ

เครื่องที่ ๑ มีนายร้อยเอก จ่าง นิตินันทน์ ต่อมาเป็น นายพันตรี หลวงแสนพลเทพ เป็นนักบิน นายพันโท หลวงเนรมิตรไพชยนต์ เป็นผู้โดยสาร
เครื่องที่ ๒ มีนายร้อยเอก กฤษณ์ บูรณะสัมฤทธิ์ ต่อมาเป็น นายพันตรี หลวงอัมพรไพศาล เป็นนักบิน และนายสิบเอก สีนวล มากพานิช ช่างเครื่องเป็นผู้โดยสาร
เครื่องที่ ๓ มีนายร้อยโท กิ่ง ผลานุสนธิ์ ต่อมาเป็น นาวาอากาศเอก หลวงล่าฟ้าเริงรณ เป็นนักบิน และนายสิบตรี ชื่น เมฆพยม ช่างเครื่องเป็นผู้โดยสาร

นอกจากนั้น กรมอากาศยานทหารบกยังได้ส่งร้อยเอก หลวงถกลนภากาศ ( มนต์ สิงหเสนี ) ให้เป็นนายทหารติดต่อทางภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นผู้นำอะไหล่และเครื่องมือการซ่อมบำรุงไปไว้ตามจุดที่เครื่องบินจะแวะพัก โดยเดินทางด้วยรถไฟไปยังเมืองปีนัง และโดยสารไปทางเรือต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ที่กำหนดไว้

หลังจากทำพิธีทางศาสนาเพื่อส่งเครื่องบินแล้ว ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๔๗๒ ณ สนามหน้าโรงบำรุงหมายเลข ๖ นักบินและช่างเครื่องทั้ง ๖ ท่านได้รับประพรมน้ำพระพุทธมนต์จากพระสงฆ์ และเข้าถวายคำนับนายพลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และในเวลา ๗.๐๐ น. นายพลตรี พระยาเฉลิมอากาศ ได้ให้สัญญาณปล่อยเครื่องบิน นักบินทั้งสามเร่งเครื่องขึ้นสู่อากาศ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคถา และผู้ที่มาส่งต่างโห่ร้องโบกมืออวยพรให้นายทหารทั้ง ๖ นายเดินทางโดยสวัสดิภาพ

แต่เพียงไม่นานนัก คือในเวลา ๑๐.๔๕ น. นั้นเอง เครื่องบินทั้งสองลำก็กลับมาสู่สนามบินดอนเมือง พร้อมรีบรายงานว่าเครื่องบินลำที่ ๑ ประสบเหตุขัดข้องต้องร่อนลงในป่าบริเวณจังหวัดอุทัยธานี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งยังคงประทับอยู่ ณ กรมอากาศยานทหารบกก็ได้โปรดให้โทรเลขถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีและ จังหวัดตาก ทำการค้นหาเครื่องบินและนักบินซึ่งประสบอุบัติเหตุ

อีกสองวันต่อมาจึงได้รับโทรเลขว่าพระยาศรีมหาเกษตร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้พบนายร้อยเอก จ่าง นิตินันทน์ ซึ่งพักอยู่ที่บ้านหนองกี่ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ส่วนนายพันโท หลวงเนรมิตรไพชยนต์ เสียชีวิตคาซากเครื่องบินซึ่งหักเป็นสองท่อน โดยเครื่องบินตกในป่าทึบดงหนองเงียก ตำบลพลวงสองนาง อำเภอทัพทัน ห่างจากเขาลำพยนประมาณ ๖ กิโลเมตร จึงได้นำศพมาไว้ที่จังหวัดอุทัยธานี

สำหรับเครื่องบินอีกสองลำนั้น แม้ว่าจะสามารถเดินทางไปถึงประเทศอินเดียได้ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๔๗๒ ขณะที่เครื่องบินทั้งสองบินเข้าสู่เขตเมืองอัลละฮาบัดและกำลังจะลงจอดที่สนามบิน เครื่องบินลำที่ ๓ ได้เกิดขัดข้องต้องลงจอดริมชายหาดของแม่น้ำคงคา ทั้งนายร้อยโท กิ่ง ผลานุสนธิ์  และนายสิบตรี ชื่น เมฆพยมได้รับบาดเจ็บ ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมืองอัลละฮาบัด ส่วนเครื่องบินนั้นได้รับความเสียหายไม่สามารถซ่อมบำรุงได้ทันเวลา จึงต้องส่งกลับสยามทางเรือ ซึ่งจากการหาสาเหตุพบว่าท่อน้ำมันเชื้อเพลิงขาดจนเชื้อเพลิงรั่วออกหมด

แม้ว่าการเดินทางในครั้งแรกจะพบกับอุปสรรคมากมาย แต่หลังจากนั้นในปี พ.ศ.๒๔๗๓ บริพัตรก็ได้มีโอกาสกลับไปทำภารกิจการเป็นฑูตสันทวไมตรีอีกครั้งด้วยการบินเดินทางไปยังฮานอยในอิโดจีนของฝรั่งเศสเพื่อวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ทหารฝรั่งเศสที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ ๑

นอกจากบริพัตรแล้ว พันโทหลวงเนรมิตไพชยนต์ (เซี้ยง ศุษิลวรณ์)  ยังได้ออกแบบเครื่องบินขับไล่ปีกสองชั้นอีกหนึ่งแบบซึ่งได้รับพระราชทานชื่อว่า "ประชาธิปก" เช่นกัน

ไม่แต่เฉพาะเพียงกิจการการบินทางทหารเท่านั้น กิจการการบ้านด้านพลเรือนก็ได้เริ่มพัฒนาขึ้นเป็นลำดับเช่นกัน หลังจากการทดลองเปิดเส้นทางบินขนส่งสินค้าและไปรษณีย์แล้ว กรมอากาศยานทหารบกจึงได้เปิดสายการบินไปรษณีย์ขึ้นเป็นสายแรกในเส้นทาง นครราชสีมา-ร้อยเอ็ด-อุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๖๕ นอกจากนั้นกรมอากาศยานทหารบกยังได้จัดนายแพทย์หนึ่งนายและเวชภัณฑ์น้ำหนักถึง ๑๒๐ กิโลกรัมออกเดินทางจากสนามบินหนองบัว จังหวัดนครราชสีมา ไปยังอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ในเดือนมิถุนายน ๒๔๖๔ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีการระบาดของไข้ทรพิษและอหิวาตกโรคอีกด้วย กิจการการบินขนส่งไปรษณีย์ได้เจริญก้าวหน้าเรื่อยมาจนกระทั่งในวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๓ รัฐบาลจังได้จัดตั้งบริษัท เดินอากาศ จำกัด (Aerial Transport of Siam Co., Ltd.) โดยกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ เพื่อดำเนินกิจการการขนส่งสินค้าในประเทศและเป็นตัวแทนนายหน้าให้กับบริษัทการบินของต่างประเทศที่ทำการบินเข้ามายังสยามอีกด้วย ซึ่งต่อมาบริษัท เดินอากาศ จำกัดนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้กับการสร้างความเจริญก้าวหน้าของการบินพลเรือนของประเทศไทยในอนาคต

นอกจากในช่วงทศวรรตนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นการบินทางด้านพลเรือนอย่างจริงจังแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของบรรพบุรุษของไทยที่เริ่มขยายสนามบินไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งสนามบินเหล่านั้นจะมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการบินพลเรือนและการบินทางทหารมาอีกอย่างมากมายถึงจนปัจจุบัน

ในทศวรรษนี้เป็นทศวรรษที่สยามเสริมสร้างกำลังรบ ในฐานะประเทศเอกราชไม่กี่ประเทศในเอเชีย สยามคงสถานะการเป็นกองทัพอากาศที่มีนภานุภาพอันดับที่สองของเอเชียรองจากญี่ปุ่น ไม่เพียงเท่านั้น กิจการด้านการบินพลเรือนก็ถูกจุดประกายขึ้นในยุคนี้ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคที่เปรียบเสมือนรากฐานของการบินพลเรือนในประเทศไทยในเวลาต่อมา

การพัฒนาองค์ความรู้ในการสร้างอากาศยานของสยามยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากการออกแบบพัฒนาอากาศยานเองแล้ว สยามยังซื้อสิทธิบัตรการผลิตอากาศยานจากต่างประเทศมาผลิตเองอีกด้วย เช่นในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๗๖ กรมอากาศยานซื้อเครื่องบินลาดตระเวน/โจมตีแบบคอร์แซร์ (Vought V-93S Corsair) จากสหรัฐจำนวน ๑๒ เครื่อง พร้อมกับสิทธิบัตรในการสร้างเอง ซึ่งต่อมากรมอากาศยานได้สร้างเครื่องบินคอร์แซร์ขึ้นเพื่อใช้ในราชการอีกเป็นจำนวนมาก คือในปี ๒๔๗๙ และ ๒๔๘๐ สร้างปีละ ๒๕ เครื่อง ในปี ๒๔๘๓ สร้างอีก ๕๐ เครื่อง ซึ่งเครื่องคอร์แซร์ที่สร้างขึ้นนั้นใช้เครื่องยนต์คนละรุ่นกัน จึงมีชื่อเล่นเรียกว่า "คอร์แซร์หัวโอ่ง" และ "คอร์แซร์หัวถาด"

ซึ่งภายหลังจากกรมอากาศยานถูกยกฐานะขึ้นเป็นกรมทหารอากาศ ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในปี ๒๔๗๘ แล้ว กรมทหารอากาศก็ได้จัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบฮอค ๓ (Curtiss Hawk III) จากสหรัฐจำนวน ๒๔ เครื่อง พร้อมสิทธิบัตรในการสร้าง ซึ่งต่อมาก็ได้ทำการสร้างขึ้นใช้งานเองอีกในปี ๒๔๘๐ และ ๒๔๘๓ อีกปีละ ๒๕ เครื่อง

และในวันที่ ๙ เมษายน ๒๔๘๐ ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ฉบับที่ ๒ กระทรวงกลาโหมได้ยกฐานะกรมทหารอากาศขึ้นเป็นกองทัพอากาศ ซึ่งถือได้ว่าสยามได้ทำการยกฐานะหน่วยใช้อากาศยานให้เป็นกองทัพอากาศก่อนประเทศมหาอำนาจหลายประเทศเสียอีก ทำให้เราถือว่าวันที่ ๙ เมษายน ของทุกปีเป็นวันกองทัพอากาศ

แม้ว่าโลกจะผ่านสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งมาซึ่งความพ่ายแพ้ของฝ่ายมหาอำนาจกลาง แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองของโลกยังคงมีอยู่อย่างสูง และยังแพร่ขยายออกไปยังแทบทุกทวีปทั่วโลก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และเบนิโต มุสโสลินีก้าวขึ้นสู่อำนาจในเยอรมันและอิตาลี สงครามกลางเมืองในรัฐเซียนำมาสู่การก่อตั้งสหภาพโซเวียตและญี่ปุ่นเริ่มแผ่ขยายอำนาจในเอเชียตะวันออกหรือเอเชียบูรพา ในส่วนของสยามเองนั้น แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านั้นสยามจะยินยอมสูญเสียดินแดนจำนวนมากเพื่อรักษาอธิปไตยของตนเอาไว้ โดยเฉพาะดินแดนทางฝั่งตะวันออกซึ่งสยามยินยอมยกให้กับฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง นอกจากนั้นยังมีความเปลี่ยนแปลงอีกสองอย่างก็คือ การที่สยามเปลี่ยนชื่อมาเป็นประเทศไทย และการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ ๑ มกราคมของทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี ๒๔๘๔ เป็นต้นมา

ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่พันเอก หลวงพิบูลสงคราม (ยศสุดท้ายคือ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม) เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เกิดกระแสชาตินิยมและการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศสและอังกฤษ จนนำมาสู่การที่ไทยประกาศสงครามต่ออินโดจีนฝรั่งเศส

ในช่วงก่อนหน้านั้นกองทัพอากาศได้จัดหาเครื่องบินขับไล่แบบเอ็นเอ-๖๘ จำนวน ๑๐ ลำและเครื่องบินโจมตีแบบเอ็นเอ-๖๙ จำนวน ๖ ลำจากสหรัฐอเมริกาและอยู่ในช่วงส่งมอบเครื่องบิน แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาทราว่าไทยกำลังเตรียมการสู้รบกับฝรั่งเศสจึงปฏิเสธไม่ส่งเครื่องบินให้ ทำให้กองทัพอากาศต้องเลือกแบบเครื่องบินใหม่ ซึ่งญี่ปุ่นได้เสนอแบบเครื่องบินให้ไทยพิจารณาจนทำให้กองทัพอากาศไทยจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบ กิ-๓๐ ของมิซูบิชิจำนวน ๒๕ เครื่องและเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักแบบกิ-๒๑ ของมิซูบิชิจำนวน ๙ เครื่อง โดยเครื่องบินทั้งสองแบบมีชื่อเล่นที่ทหารอากาศไทยเรียกกันก็คือ นาโกยาและนากาจิมา ตามลำดับ ซึ่งเรียกตามชื่อเมืองที่ทำการผลิตเครื่องบินแต่ละแบบนั้น

การรบในช่วงนั้นมีทั้งการรบทางบก ซึ่งกองทัพไทยสามารถทำลายกองพันทหารอาสาที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสและยึดธงชัยเฉลิมได้ กองทัพเรือก็ได้ทำยุทธนาวีเกาะช้าง ซึ่งเป็นยุทธนาวีครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ไทย ในส่วนของกองทัพอากาศนั้น กรณีพิพาทอินโดจีนเป็นครั้งแรกที่ไทยทำการรบในอากาศกับข้าศึกและทำให้ไทยมีเสืออากาศผู้สามารถยิงเครื่องบินของข้าศึกตกได้ ปฏิบัติการทางอากาศในช่วงนั้นนอกจากจะเป็นไปเพื่อการสนับสนุนกำลังทางบกแล้ว ยังเป็นการทำลายตัดกลังของข้าศึก รวมถึงการป้องกันเขตแดนจากการรุกล้ำน่านฟ้าของฝ่ายฝรั่งเศส เนื่องจากในช่วงตนนั้นฝรั่งเศสได้ยิงปืนใหญ่เข้ามายังฝั่งไทยและส่งเครื่องบินรุกล้ำน่านฟ้าเข้ามาลาดตระเวนในฝั่งไทย

การบินขึ้นสกัดกั้นครั้งแรกของกองทัพอากาศไทยเกิดขึ้นในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๓ เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบฟามัง จำนวน ๒ เครื่อง ของฝรั่งเศสบินล้ำแดนเข้ามายังพื้นที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ไทยจึงส่งเครื่องบินขึ้นสกัดกั้นจำนวน ๓ ลำ แต่ยังไม่ทันได้สู้รบกันเครื่องฟามังก็ล่าถอยไปเสียก่อนนอกจากนั้นในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ เครื่องบินแบบโปเตซ์ ๒๕ จำนวน ๑ เครื่องบินเข้ามาลาดตระเวนถ่ายภาพในบริเวณจังหวัดนครพนม พันจ่าอากาศเอกทองใบ พันธุ์สบายได้นำเครื่องบินแบบฮอร์ค ๓ เข้าทำการสกัดกั้น แต่เครื่องบินของฝรั่งเศสไม่ได้ทำการต่อสู้ด้วยและล่าถอยออกไป

และการรบทางอากาศครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทยก็เกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ เวลา ๘.๐๐ น. เครื่องบินตรวจการณ์ของฝรั่งเศสจำนวน ๑ เครื่องได้บินเข้ามาในระยะสูง ๖๐๐ เมตรทางทิศใต้ของจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของฝูงบินที่ ๓ กองบินน้อยที่ ๒ กองทัพอากาศไทยจึงส่งเครื่องบินโจมตีแบบที่ ๑ หรือคอร์แซร์ วี-๙๓เอส (Corsair V-93S) ซึ่งมีเรืออากาศตรีศานิต นวณมณีเป็นนักบิน และจ่าอากาศโทประยูร สุกุมลจันทร์เป็นพลปืนหลัง และเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๐ หรือ ฮอร์ค ๓ จำนวน ๒ เครื่อง โดยมีพันจ่าอากาศเอกทองใบ พันธุ์สบายและจ่าอากาศเอกนาม พุ่มรุ่งเรืองเป็นนักบินเข้าทำการสกัดกั้น

ในขณะนั้นเองปรากฏว่าเครื่องบินขับไล่แบบโมรานของฝรั่งเศสจำนวน ๕ เครื่องได้บินเข้ามาสกัดกั้นเครื่องบินทั้ง ๓ ลำของฝ่ายไทยและได้ทำการเข้าปะทะกัน ในขณะที่ทำการต่อสู้เครื่องบินแบบคอร์แซร์ของเรืออากาศตรีศานิตได้หลุดหมู่บินออกไปและถูกติดตามโจมตีจากเครื่องบินแบบโมรานถึง ๓ เครื่อง การต่อสู้เป็นไปอย่างชุลมุนอยู่พักหนึ่งแต่กลับกลายเป็นว่าเครื่องบินแบบคอร์แซร์ของเรืออากาศตรีศานิตสามารถยิงเครื่องบินแบบโมรานของฝรั่งเศสจนเสียหายเกิดควันเป็นทางยาวได้ ต่อมาเครื่องบินขับไล่แบบฮอร์ค ๓ ของพันจ่าอากาศเอกทองใบ พันธุ์สบายได้เข้าทำการช่วยเหลือจนเครื่องบินฝรั่งเศสล่าถอยไป การรบในครั้งนี้กินเวลา ๑๗ นาที และได้รับรายงานในภายหลังว่าเครื่องบินแบบโมราน ๑ เครื่องซึ่งได้รับความเสียหายจากการรบไม่สามารถกลับสู่ฐานได้และตกลงในเขตอินโดจีน แต่เครื่องบินของฝ่ายไทยไม่ได้รับความเสียหาย ผลจากการรบในครั้งนี้ทางผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือพลตรี หลวงพิบูลสงครามได้ออกหนังสือชื่นชมพร้อมกับเลื่อนยศและเลื่อนชั้นเงินเดือนให้กับนักบินที่เข้าร่วมในการรบครั้งนี้

ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๓ เครื่องบินของฝรั่งเศสเข้ามาบินตรวจการณ์ในเมืองนครพนมอีกครั้งหนึ่ง กองทัพอากาศไทยจึงส่งเครื่องบินแบบฮอร์ค ๓ ขึ้นสกัดกั้นจนเครื่องบินของฝรั่งเศสล่าถอยไป ถัดจากนั้นหนึ่งวัน กองทัพอากาศไทยส่งเครื่องบินแบบคอร์แซไปทิ้งระเบิดทำลายหน่วยที่ตั้งทางทหารของฝรั่งเศสที่ เมืองท่าแขก ผลกระปฏิบัติการประสบความสำเร็จ

วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๓ เกิดการสู้รบในอากาศขึ้นอีกครั้งเมื่อเรืออากาศเอกไชย สุนทรสิงห์ประทะกับเครื่องบินของฝรั่งเศสสองเครื่อง แต่ไม่มีฝ่ายใดพบกับการสูญเสีย ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเอง กองบินจันทบุรีได้ส่งหมู่บินซึ่งนำโดยนาวาอากาศตรีหลวงล่าฟ้าเริงรณ (กิ่ง ผลานุสนธิ) เข้าทำลายและโจมตีสกัดกั้นกองเรือรบและเรือยกพลขึ้นบกของกองเรือฝรั่งเศสที่ส่งมาเพื่อทำการยกพลขึ้นบกในพื้นที่จังหวัดตราด ซึ่งปฏิบัติการในครั้งนั้นประสบความสำเร็จ สามารถบังคับให้ฝ่ายฝรั่งเศสล่าถอยออกไปได้

ในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๓ เวลา ๑๖.๓๐ กองทัพอากาศได้ออกคำสั่งการใช้กำลังทางอากาศต่อเป้าหมายที่ตั้งทางทหารของฝ่ายฝรั่งเศสในนครเวียงจันทร์ โดยให้เรืออากาศตรีผัน สุวรรณรักษ์เป็นหัวหน้าหมู่นำจ่าอากาศเอกสังวาล วรทัพย์ และจ่าอากาศเอกสละ เกษียณบุตรซึ่งเป็นลูกหมู่ นำเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๑ หรือ ฮอร์ค ๗๕ ทำการคุ้มการเครื่องบินโจมตีแบบที่ ๑ หรือคอร์แซร์ของเรืออากาศโท ศานิต นวลมณี เป็นนักบินและจ่าอากาศเอกเฉลิม ดำสัมฤทธิ์ เป็นพลปืนหลัง นอกจากนั้นยังมีภารกิจทิ้งระเบิดที่ตั้งทางทหารของฝรั่งเศสตามลำน้ำโขง ในการโจมตีนั้นเครื่องบินแบบคอร์แซร์ของเรืออากาศโท ศานิตได้ทำการดำทิ้งระเบิดที่ระยะสูง ๒๐๐ เมตร ระเบิดตกลงยังเป้าหมายได้รับความเสียหาย แต่ทางฝ่ายฝรั่งเศสก็ได้ทำการยิงปืนต่อสู้อากาศยานขึ้นมาเป็นจำนวนมาก กระสุนถูกเครื่องบินคอร์แซร์ของเรืออากาศโท ศานิตราว ๒๐ แห่ง และทำให้ปลายปีกขาดออก แต่นักบินและพลปืนหลังปลอดภัย และเครื่องบินก็สามารถกลับมายังฐานของฝ่ายไทยได้ในที่สุด

จากการปฏิบัติการในครั้งนี้ ในวันรุ่งขึ้นฝ่ายฝรั่งเศสได้ทำการโจมตีตอบโต้โดยการส่งเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดในตัวจังหวัดอุดรธานี กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้น แต่ในครั้งนี้เครื่องบินขับไล่แบบฮอร์ค ๓ ของพันจ่าอากาศตรีบุญ สุขสบายและเรืออากาศเอกทองใบ พันธุ์สบาย โชคร้ายถูกยิงตก นักบินทั้งสองคนเสียชีวิต

และหลังจากการโจมตีของเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝรั่งเศสจำนวน ๑ เครื่องเหนือตัวเมืองอุดรธานี ในเวลาตี ๕ ทำให้ราษฏรเสียชีวิต ๒ คน และบาดเจ็ด ๖ คน ในเวลา ๗.๕๐ น.ของวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๓ เพื่อเป็นการสนับสนุนการโจมตีของทหารปืนใหญ่ของฝ่ายในต่อเป้าหมายในท่าแขก ฝ่ายไทยได้ออกคำสั่งกองทัพอากาศส่งหมู่บินไปทำการโจมตีที่ตั้งทางทหารในนครเวียงจันทร์อีกครั้ง โดยมีเครื่องบินคอร์แซร์ของเรืออากาศโท ศานิต นวลมณี เป็นนักบินและจ่าอากาศเอกเฉลิม ดำสัมฤทธิ์รวมอยู่ด้วย แต่ในครั้งนี้เครื่องบินคอร์แซร์ของเรืออากาศโท ศานิต ถูกยิงจากปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานของข้าศึก กระสุนถูกถังน้ำมันของเครื่องบินทำให้เกิดไฟลุกไหม้ และยิงถูกจ่าอากาศเอกเฉลิม ดำสัมฤทธิ์เสียชีวิตทันที เรืออากาศโท ศานิตเบียงหัวเครื่องบินกลับเข้าฝั่งไทยเพื่อพยายามนำเครื่องบินกลับสู่ฐานทัพ แต่ไฟที่ลุกไหม้ก็เริ่มลามไปทั้งเครื่องจนเรืออากาศโท ศานิตถูกไฟลวก เรืออากาศโท ศานิตจึงตัดสินใจปีนออกมาจากเครื่องและกระโดดร่มลงสู่พื้นดิน โดยได้รับการช่วยเหลือในภายหลัง ส่วนเครื่องบินและร่างของจ่าอากาศเอกเฉลิมนั้นตกลงที่หนองน้ำในบ้านพรานพร้าว อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
แม้ว่าจะสามารถกระโดดร่มออกมาได้ แต่เรืออากาศโท ศานิตก็บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในโรงพยาบาลในกรุงเทพเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๘๓ ซึ่งทางราชการได้เลื่อนยศให้เป็นนาวาอากาศตรี พร้อมกับจ่าอากาศเอกเฉลิม ดำสัมฤทธิ์ที่ได้รบการเลื่อนยศเป็นเรืออากาศโท และชื่อของนาวาอากาศตรีศานิตยังถูกนำไปตั้งเป็นชื่อฝูงบินศานิตในจังหวัดอุดรธานี บ้านเกิดของนาวาอากาศตรีศานิตอีกด้วย

การสู้รบยังดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม ๒๔๘๔ มรการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่กลายคร้ง เช่นการโจมตีพระตะบอง เสียมราฐ บ้านไพลินและบ้านศรีโสภณซึ่งสามารถทำลายที่ตั้งทหารได้เป็นจำนวนมาก ต่อมาในกองทัพอากาศได้เปิดการโจมตีฐานบินของฝรั่งเศสในเมืองเสียมราฐหรือเสียมเรียบในปัจจุบัน ซึ่งพันจ่าอากาศเอกทองคำ เปล่งขำ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นคำรบ เปล่งขำ) สามารถยิงเครื่องบินขับไล่แบบโมรานของข้าศึกตกได้ ๑ เครื่องโดยใช้เครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๑ หรือ ฮอร์ค ๗๕ ซึ่งในการโจมตีช่วงหลังกองทัพอากาศได้ใช้เครื่องบินแบบ กิ-๓๐ ซึ่งได้รับมอบมาใหม่เป็นครั้งแรก หมู่บินประสบความสำเร็จในการโจมตีฐานบิน สามารถทำลายเครื่องบินแบบฟามังที่จอดอยู่ได้ทั้งหมด และในวันที่ ๒๔ มกราคม เรืออากาศเอกเฉลิมเกียรติ วัฒนางกูลเป็นหัวหน้าหน่วยบินฮอร์ค ๓ นำลูกหมู่อีก ๒ ลำบินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าบ้านยาง อำเภออรัญประเทศและได้พบกับเครื่องบินแบบโปเตซ์ ๒๕ จำนวน ๑ เครื่องซึ่งบินคุ้มกันโดยเครื่องบินแบบโมรานอีก ๓ เครื่อง หมู่บินทั้งสองเข้าต่อสู้กันและปรากฏว่าฝ่ายไทยสามารถยิงโมรานตกได้ถึง ๒ เครื่อง
ภายหลังญี่ปุ่นได้เสนอตัวเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งจนทำให้การสู้รบยุติในที่สุด โดยไทยได้ดินแดนพระตะบอง ศรีโสภณ และดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในเขตลาว รวมถึงหลวงพระบางและจำปาสักกลับมาสู่การปกครองของไทย

แต่เพียงไม่กี่เดือนหลังจากการสู้รบในทวีปยุโรปในสงครามโลกครั้งที่สอง จักรวรรดิญี่ปุ่นก็ได้เปิดการโจมตีทั่วแปซิฟิกตั้งแต่อ่าวเฟิร์ลของสหรัฐ หมู่เกาะแปซิฟิก มลายูของอังกฤษ และส่งกำลังยกพลขึ้นบกตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทยและส่งกำลังทางบกเข้ามาทางกัมพูชา รวมถึงกำลังทางอากาศบินเข้ามาทางภาคตะวันออกและภาคอีสาน ซึ่งแต่ละแนวรบมีการต่อสู้กันหลายพื้นที่ เช่นการสู้รบเหนือสนามบินวัฒนานครที่เครื่องบินขับไล่ฮอร์ค ๓ จำนวน ๓ ลำเข้าต่อสู้กับเครื่องบินขับไล่แบบกิ-๒๗ ของญี่ปุ่นจำนวนถึง ๒๑ ลำ ซึ่งเครื่องบินของไทยถูกยิงตกทั้งหมด รวมถึงยังมีการรบที่กองบินน้อยที่ ๕ บริเวณอ่าวมะนาว ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองบิน ๕ ในปัจจุบัน แต่ภายหลังรัฐบาลไทยได้ตกลงที่จะยมอให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่าน การสู้รบจึงหยุดลง และภายหลังรัฐบาลไทยก็ได้ประกาศสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรและเข้าร่วมกับญี่ปุ่นในการทำสงครามโลกครั้งที่สอง

ในฐานะพันธมิตรกับญี่ปุ่น รัฐบาลไทยได้ส่งกองทัพพายัพเข้าไปโจมตียึดครองดินแดนในสหรัฐไทยเดิมทางตอนเหนือของพม่าในระหว่างปี ๒๔๘๕ - ๒๔๘๖ โดยกองทัพอากาศวางกำลังเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบที่ ๔ หรือ มิซูบิชิ กิ-๒๑-๑ ซึ่งทหารไทยเรียกว่านากาจิม่าไว้ในภาคเหนือเพื่อทำการโจมตีทิ้งระเบิดในพื้นที่การรบ

และในช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่กองทัพอากาศไทยจัดหาเครื่องบินจากญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากเช่นเครื่องบินขับไล่นากาจิม่า กิ-๒๗ หรือเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๒ จำนวน ๑๒ ลำ (ชื่อเล่นในกองทัพไทยว่าโอตะ) เครื่องบินขับไล่นากาจิม่า กิ-๔๓ ฮายาบูซาหรือเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๓ จำนวน ๒๔ เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองของไทย และเครื่องบินฝึกแบบ ตากาชิวา กิ-๓๖ หรือเครื่องบินฝึกแบบที่ ๖ จำนวน ๒๔ เครื่อง

เรื่องนี้มีเกร็ดอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อครั้งนายกรัฐมนตรีฮิเดกิ โตโจเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกรกฏาคม ๒๔๘๖ นั้น ตามบันทึกของนายพลอาเคโตะ นากามูระ ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยซึ่งเขียนพันทึกความทรงจำของประสบการณ์ในระหว่างประจำอยู่ในประเทศไทยและได้มีการจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ "ผู้บัญชาการชาวพุทธ ความทรงจำของนายพลนากามูระเกี่ยวกับเมืองไทยสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา" นายพลนากามูระพร้อมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำนายกรัฐมนตรีโตโจไปสักการะวัดพระแก้ว ...

"...ในวันที่ ๓ กรกฏาคม พ.ศ.๒๔๘๖ นายกฯโตโจมาเยี่ยมเมืองไทย และได้ไปวัดพระแก้ว นายกฯโตโจประทับใจในความสง่างามและโอฬารตาของวัดนี้มาก เขาได้หันมากล่าวกับข้าพเจ้าว่า
'วัดนี้คือสิ่งสุดยอดของวัฒนธรรมตะวันออกและเป็นสมบัติล้ำค่า ควรใช้ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานป้องกันรักษาไว้'
ในทันทีทันใดนั้น ข้าพเจ้าตอบว่า 'ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานสำหรับกองทัพของข้าพเจ้ามีเพียงกองเดียว รวมกับปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานจำนวนน้อยของไทยแล้ว ฝ่ายเรามีหน้าที่ป้องกันกรุงเทพฯทั้งเมือง ถ้าเครื่องบินโจมตีของศัตรูมา ฝ่ายเราก็ไม่มีเครื่องบินสักลำเดียวที่จะตอบโต้'
ข้าพเจ้าได้กล่าวแสดงความห่วงใยโหล่งออกไป นายกฯโตโจไม่ได้พูดอะไร และข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีเรื่องนี้ต่อไปอีก
หลังจากนายกฯโตโจกลับไปไม่นาน ข้าพเจ้าได้รับข่าวดีว่ามีการส่งเครื่องบินรบฮายาบูซ่า ๒๑ ลำมาให้กองทัพอากาศไทย ข้าพเจ้ารู้สึกของคุณนายกฯโตโจจากหัวใจ และกองทัพอากาศไทยมีความดีใจอย่างยิ่งเช่นกัน มีการส่งนายทหารอากาศไทยไปฝึกการบินที่ชวาหลายสัปดาห์ และมีการรับมอบเครื่องบินนำกลับมายังดอนเมือง ในขณะนั้นชาวไทยโดยเฉพาะฝ่ายกองทัพอากาศไทยมีกำลังใจ และกล่าวขอบคุณพวกข้าพเจ้าอย่างมาก
การจัดส่งมอบเครื่องบินรบฮายาบูซ่าเป็นไปได้โดยดีอย่างรวดเร็ว เข้าใจว่าเป็นการสั่งด้วยเสียงเดียวของนายกฯโตโจ
ถ้าการจตัดสินใจของนายกฯโตโจนี้ทำเพื่อรักษาวัดพระแก้ว ความจริงใจของนายกฯโตโจต่อการรักษาโบราณสถานในสมัยสงครามนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าเลื่อมใสยิ่ง..."


ตรงนี้เป็นตัวเลขที่ต่างกันระหว่างบัญทึกของนายพลนากามูระที่บันทึกว่าฝ่ายไทยมีเครื่องบินแบบฮายาบูซ่า ๒๑ ลำ แต่บันทึกของกองทัพอากาศไทยกล่าวว่ามี ๒๔ ลำ
แต่แม้ว่าโดยรวมแล้วอากาศยานทั้งหมดของกองทัพอากาศไทยจะมีหลายร้อยเครื่อง แต่ก็ถือว่ามีจำนวนน้อยกว่าฝ่ายสัมพันธมิตรที่วางกำลังอยู่โดยรอบ ทั้งประสิทธิภาพยังเสียเปรียบเครื่องบินของกองบินทหารบกสหรัฐ และในฐานะที่ไทยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเครื่องบินเข้ามาทำการโจมตีประเทศไทยหลายครั้ง โดยเฉพาะที่ตั้งทางทหารของญี่ปุ่นในประเทศไทย

ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๘๗ การสู้รบในอากาศที่สำคัญครั้งหนึ่งก็คือการยุทธเวหาเหนือน่านฟ้าจังหวัดลำปาง โดยเป็นการต่อสู้ระหว่างเครื่องบินขับไล่นากาจิม่า กิ-๒๗ จำนวน ๕ ลำกับเครื่องบินขับไล่แบบพี-๕๑ มัสแตงและพี-๒๘ ไลท์นิ่งที่มีสมรรถนะและจำนวนมากกว่า (บางแหล่งบอกว่ามี ๑๗ ลำส่วนบางรายงานกล่าวว่ามี ๒๑ ลำ) ที่บินมาจากฐานทัพในเมืองคุนหมิง ประเทศจีน โดยนักบินไทยที่เข้าร่วมการต่อสู้ในวันนั้นประกอบไปด้วยเรืออากาศเอกเฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร เรืออากาศตรีคำรบ เปล่งขำ  พันจ่าอากาศเอกจุลดิศถ์ เดชกุญชร พันจ่าอากาศเอกวาสน์ สุนทรโกมล และจ่าอากาศเอกธาดา เบี้ยวไข่มุก เครื่องบินทั้ง ๕ ลำของฝ่ายไทยยกหมู่ออกโดยเครื่องของเรืออากาศเอกเฉลิมเกียรติ วัฒนางกูรและพันจ่าอากาศเอกวาสน์ สุนทรโกมลต่อสู้กับเครื่องบินของฝ่ายสหรัฐอเมริกา ๘ ลำ เรืออากาศเอกเฉลิมเกียรติถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ขาและเครื่องบินเสียหายจึงต้องกลับมาลงที่สนามบินพระบาท เครื่องบินของพันจ่าอากาศเอกวาสน์ถูกยิงไฟลุกไหม้จนพันจ่าอากาศเอกวาสน์ต้องกระโดดร่มลงในเขตตำบลบ่อแฮ้ว ชาวบ้านมาพบได้นำขึ้นเกวียนนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลซึ่งต่อมาเสียชีวิตเนื่องจากถูกไฟลวก ส่วนเครื่องบินอีกสามลำก็ถูกยิงจนได้รับความเสียหายจำเป็นต้องร่อนลงจอดเช่นกัน ส่วนนักบินทั้งสามคนก็ได้รับบาดเจ็บแต่ได้รับการรักษาจนรอดชีวิต แต่เครื่องบินของฝ่ายไทยก็สามารถยิงเครื่องบินของฝ่ายสหรัฐอเมริกาตกได้สองลำ โดยเป็นพี-๕๑ มัสแตงและพี-๒๘ ไลท์นิ่งอย่างละ ๑ ลำ

ในอีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือเหตุการณ์ที่เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักแบบบี-๒๙ ของสหรัฐอเมริกาซึ่งบินมาจากประเทศอินเดียจำนวน ๕๕ เครื่อง โดยมีภารกิจที่จะทิ้งระเบิดทำลายชุมทาางรถไฟบางซื่อ กองทัพอากาศส่งเครื่องบินขับไล่นากาจิม่า กิ-๔๓ ฮายาบูซา จำนวน ๗ เครื่องขึ้นบินสกัดกั้น ผลปรากฏว่าเรืออากาศเอกเทิดศักดิ์ วรทรัพย์สามารถยิงเครื่องบินบี-๒๙ ตกได้เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๗ ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ถึง ๒๔๘๘ กรุงเทพถูกโจมตีทางอากาศโดยเครื่องบินทิ้งระเบิดทั้งหมด ๓๔ ครั้ง เป้าหมายการโจมตีที่สำคัญก็เช่น สถานีรถไฟทั้งสถานีรถไฟหัวลำโพงและบางซื่อ โรงซ่อมหัวรถจักรมักกะสัน โรงไฟฟ้าวัดเลียบ โรงงานปูนซีเมนส์ที่บางซื่อ สะพานพุทธยอดฟ้า  สะพานพระราม ๖ รวมถึงที่พักของทหารญี่ปุ่นในกรุงเทพ ส่วนการโจมตีทางอากาศตลอดช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่สองต่อประเทศไทยนั้นมีทั้งหมด ๒๕๐ ครั้ง มีเครื่องบินเข้าปฏิบัติการประมาณ ๒,๙๕๐ เที่ยวบิน 
สงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลงหลังจากการยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขของจักรวรรดิญี่ปุ่นในวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๔๘๘ และในวันที่ ๑๖ สิงหาคม นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ออกประกาศสันติภาพ โดยให้การประกาศสงครามกับสหรัฐและสหราชอาณาจักรของไทยนั้นเป็นโมฆะ ไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย เนื่องจากการประกาศสงครามครั้งนั้นเป็นการกระทำอันผิดจากเจตจำนงของประชาชนชาวไทย และขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง และจะส่งมอบดินแดนที่ได้มาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองคืน รวมถึงยินดีที่จะร่วมมือกับสหประชาชาติในการสร้างสันติภาพให้กับโลก ซึ่งจากการทำงานของเสรีไทยทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ประกอบกับการหนุนหลังของฝ่ายสหรัฐอเมริกา ทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศรับรองการประกาศสันติภาพของไทยและรับรองสถานะของไทยให้ไม่เป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

ภายหลังสงครามพลเรือเอก ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสัมพันธมิตรภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ของกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร ได้เดินทางเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย และได้มีคำสั่งให้ทำลายอาวุธของญี่ปุ่นที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งรวมถึงเครื่องบินที่ผลิตในญี่ปุ่นของกองทัพอากาศไทยด้วย แม้ว่ากองทัพอากาศไทยจะร้องขอเก็บเอาไว้ในพิพิธภัณธ์ก็ได้รับการปฏิเสธ ทำให้เครื่องบินแทบทั้งหมดเหลือแต่เพียงภาพถ่ายจากสมัยนั้น ซึ่งมีเครื่องบินเพียงเครื่องเดียวที่เหลือรอดจากการถูกทำลาย โดยถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่อาคาร ๒ ของพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศดอนเมืองคือเครื่องบินฝึกแบบที่ ๖ หรือตากาชิวา กิ-๓๖ เป็นหนึ่งในสองเครื่องที่เหลืออยู่ในโลก (อีกเครื่องหนึ่งอยู่ในประเทศจีน) ซึ่งนอกจากนั้นในอาคารนี้ของพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศยังมีเครื่องบินอีกหลายแบบตั้งแสดงเช่น เครื่องบินโจมตีแบบที่ ๑ คอร์แซร์ แบบเดียวกับที่นาวาอากาศตรีศานิต นวลมณี ขับในกรณีพิพาทอินโดจีน โดยเป็นคอร์แซร์ที่เหลืออยู่เครื่องเดียวในโลก และมีเครื่องบินที่เหลือเพียงเครื่องเดียวในโลกอีก ๑ แบบก็คือเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๐ หรือ ฮอว์ค ๓ ซึ่งเข้าร่วมในการต่อสู้หลายครั้ง โดยเฉพาะในยุทธเวหาเหนือสนามบินวัฒนานครกับกองทัพญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๑ หรือ ฮอร์ค ๗๕ แบบเดียวกับที่นาวาอากาศตรีคำรบ เปล่งขำใช้ยิงเครื่องบินของฝรั่งเศสตกเหนือเมืองเสียมเรียบตั้งแสดงด้วยเช่นกัน

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กำลังทางอากาศของไทยอยู่ในสภาพที่แทบจะใช้การไม่ได้โดยสิ้นเชิง รวมถึงกิจกรรมการบินของภาคพลเรือนที่ต้องหยุดไปโดยปริยายในช่วงสงคราม สหรัฐอเมริกาในฐานะพันธมิตรใหม่ของไทยได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยเสนอขายหรือมอบยุทโธปกรณ์ส่วนเกินจากสงครามโลกครั้งที่สองให้ไทยในช่วงปี ๒๔๙๐ เช่น เครื่องบินสื่อสารแบบที่ ๓ หรือไปเปอร์ เอล-๔ กลาสฮอปเปอร์ จำนวน ๔๒ เครื่อง เครื่องบินสื่อสารแบบที่ ๔ หรือสตินสัน แอล-๕ เซนติแนลจากสหราชอาณาจักรจำนวน ๑๐ เครื่อง เครื่อบินฝึกแบบที่ ๗ หรือ ไมล์ส มาจิสเตอร์จากสหราชอาณาจักรจำนวน ๑๘ เครื่อง เครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑ หรือ บีชคราส ซี-๔๕ เอ็กพิดิเตอร์ จำนวน ๖ ลำ เครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๒ หรือดักลาส ซี-๔๗ สกายเทรน จำนวน ๑๔ เครื่องจากสหราชอาณาจักร โดยภายหลังสหรัฐอเมริกาได้มอบให้อีกจำนวนหนึ่งโดยไม่คิดมูลค่า (เครื่องบินลำนี้มีชื่อเล่นที่ยังเรียกมาจนถึงปัจจุบันว่าดาโกต้า) และในปี ๒๔๙๑ กองทัพอากาศไทยก็ได้จัดซื้อเครื่องบินฝึกแบบที่ ๘ หรือ นอร์ท อเมริกัน ที-๖ แท็กซาน จากสหรัฐจำนวน ๓๐ เครื่อง เครื่องบินฝึกแบบที่ ๙ หรือเดอ ฮาวิลแลนด์ ดีซีเอ็ช-๑ ชิพมังค์จำนวน ๑๘ เครื่อง และจัดซื้อเพิ่มเติมจากสหราชอาณาจักรอีก ๔๘ เครื่อง และรวมถึงเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๔ หรือซุเปอร์มารีน สปิตไฟร์ ๑๔ จำนวนทั้งหมด ๓๐ เครื่อง ซึ่งจัดหาจากสหราชอาณาจักร แบ่งเป็นรุ่นเอฟ๑๔อี จำนวน ๒๔ เครื่องและรุ่นเอฟอาร์๑๔อีจำนวน ๖ เครื่อง โดยภายหลังจัดซื้อรุ่นพีอาร์ ๑๙ รุ่นลาดตระเวนถ่ายภาพอีก ๔ เครื่อง และยังจัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบแรกของไทยเข้าประจำการคือเฮลิคอปเตอร์แบบที่ ๑ก หรือซีคอร์สกี้ วายอาร์-๕เอ และเฮลิคอปเตอร์แบบที่ ๒ หรือฮิลเลอร์ ๓๖๐ อีกอย่างละ ๑ เครื่อง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากองทัพอากาศไทยกำลังเข้าสู่ยุคของเครื่องบินที่ผลิตจากตะวันตก และเครื่องบินเปล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญให้กับการพัฒนากำลังทางอากาศของไทยในยุคต่อมา



แม้ว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีหน่วยงานใดสนใจที่จะรำลึกถึงวาระ ๑๐๐ ปีที่การบินเข้ามายังสยามเมื่อปีที่แล้ว แต่อย่างน้อยเราก็ยังดีใจที่กองทัพอากาศยังระลึกถึงวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีการบินของบุพการีทหารอากาศ ซึ่งแม้เราจะไม่เห็นด้วยนักกับชื่อนี้ เนื่องจากเราเห็นว่า หมุดที่เราเลือกที่จะเริ่มนับการบินของชาติ ที่มาจากคำสั่งกระทรวงกลาโหม ลงวันที่ ๒ กรกฏาคม ๒๔๕๔ เพื่อส่งบุพการีทั้งสามท่านไปเรียนวิชาการบินที่ฝรั่งเศสนั้น แท้ที่จริงแล้ว มันควรจะเป็นวาระเริ่มต้นของการบินของสยามทั้งประเทศ มากกว่าการบินของกองทัพอากาศเพียงหน่วยงานเดียว

การที่กองทัพอากาศเลือกชื่อนี้ จึงอาจจะกลายเป็นว่า กองทัพอากาศจดจำทั้งสามท่านในแง่ที่กองทัพอากาศจดจำอยู่แล้ว มากกว่าการขยายการจดจำให้ท่านทั้งสามคือบุพการีการบินของชาติไทย อย่างที่ท่านทั้งสามเป็นจริง ๆ ถือว่าน่าเสียดายมากกว่าสำหรับกองทัพอากาศในการที่จะใช้โอกาสนี้ยกระดับความสำคัญของท่านทั้งสามให้ควรค่าและเป็นที่ควรจดจำของคนไทยทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการบิน เพียงแต่เราก็เห็นใจกองทัพอากาศในอีกแง่หนึ่งเช่นกัน เพราะว่าที่ผ่านมา กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานเดียวที่ตระหนักถึงวาระแห่งความภาคภูมิใจนี้ และเลือกที่จะจัดงานเพื่อรำลึกถึงวาระนี้ โดยมีความช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่นค่อนข้างน้อย

สุดท้ายนี้ เราจึงอยากจะกราบเรียนทุกท่านว่า ตามความเห็นของเราแล้ว ไม่เพียงแต่บุพการีทั้งสามท่านจะเป็นบุพการีของทหารอากาศทั้งนี้ แต่คุณูปการของทั้งสามท่านยังทำให้ท่านเหมาะสมที่จะเป็นบุพการีของการบินของไทยทั้งชาติ

ในช่วงเวลาที่การบินไม่ต่างอะไรจากนิทานก่อนนอน ไม่มีใครรู้จักการบินจนกล้าพอที่จะไว้ใจมัน แต่ท่านสามท่าน กลับกล้าหาญพอและอาสาจนได้รับเลือกจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ไปศึกษาการบิน และนำกิจการการบินกลับมาสู่สยาม ที่ซึ่งการบินจะหยั่งรากลึกอย่างมั่นคงมาจนครบ ๑๐๐ ในปีนี้

ในฐานะที่เราก็เป็นกลุ่มคนที่สนใจด้านการบิน เราจึงขอใช้โอกาสนี้ รำลึกถึงพระคุณของบุพการีทั้งสามท่าน และบรรพบุรุษของไทยทุกท่าน ที่เสียสละแรงกาย แรงใจ จนทำให้การบินของไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก อย่างเช่นในปัจจุบัน

อ้างอิง

- น.อ.ศักดิ์พินิต พร้อมเทพ, "แรกมีการบินในสยาม เรื่องนี้มีปัญหา!", http://www.do.rtaf.mi.th/%5CArticle/detail.asp?id=6, 30 มีนาคม 2548
- พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ, "ประวัติกองทัพอากาศ", http://www.rtafmuseum.com/afhist-T.html
- น.ท.ณรงค์ศักดิ์ พิชิตชโลธร, "พัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการบิน", http://www.do.rtaf.mi.th/%5CArticle/detail.asp?id=11
- http://iseehistory.socita.com/
- กองทัพอากาศ, "90 ปี นภานุภาพ".
- ศูนย์การบินทหารบก, http://www.aavnc.com/Link/sayam.htm
- http://th.wikipedia.org
- http://www.earlyaviators.com

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates